สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

ตวงทิพย์ จินตะเวช เสนอความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2568 เพื่อสนับสนุนการเพิ่มครูให้เพียงพอและลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา และขอขอบคุณรัฐบาลที่สนับสนุนเด็กและเยาวชน

นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ตวงทิพย์ จินตะเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ขอมีส่วนร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ วาระที่ ๑ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการด้วยค่ะ ท่านประธานคะ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศคือการศึกษาค่ะ โดยเฉพาะทางด้านการศึกษาของเด็ก ๆ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักและเป็นพื้นฐานเบื้องต้นของ การพัฒนาประเทศค่ะ ซึ่งถ้าหากทางรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาที่เสมอภาคและ ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาได้ ประเทศก็คงยากที่จะพัฒนาได้อย่าง ยั่งยืน ในส่วนของงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการประจำปี ๒๕๖๘ ได้รับการจัดสรร งบประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๓.๘ ซึ่งถือว่าไม่มากเกินไปค่ะ ในจุดนี้ ดิฉันต้องขอชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา เพราะกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงหลักที่ดูแล อนาคตลูกหลาน ซึ่งจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงและ ทัดเทียมนานาประเทศได้ค่ะ ในปัจจุบันนี้ยังมีความขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งชี้ให้เห็นค่ะว่าการลดการขาดแคลนครูเป็นหนึ่งในโจทย์ สำคัญสำหรับการยกระดับระบบการศึกษาของไทย อย่างเช่น โรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพฐ. จำนวนกว่า ๑๔,๐๐๐ แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ ๕๑ ของโรงเรียนในสังกัดทั้งหมดนะคะ พบว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหาการขาดแคลนครูสูงที่สุดค่ะ ส่งผลให้ครู ๑ คน ดูแลมากกว่า ๑ ห้องเรียน ในบางโรงเรียนคุณครู ๑ คน ดูแลทั้งโรงเรียนเลยค่ะ สอนมากกว่า ๑ วิชา และบางครั้งสาขาวิชาก็ไม่ใช่สาขาที่ตนถนัดด้วยนะคะ และอีกหนึ่งปัญหาที่พบคือ การจัดสรรครูไม่ตรงสายที่จบมา เมื่ออ้างอิงจากข้อมูลของ สพฐ. ทางด้านภาษาไทยมีครูที่จบ มาไม่ตรงสายสูงสุดมากถึง ๖,๗๒๖ คน ซึ่งทำให้การสอนมีข้อจำกัดค่ะ การเพิ่มครูให้เพียงพอ จึงควรดำเนินการควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยนะคะ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นแล้วค่ะว่า ปัญหาการขาดแคลนครูคือหนึ่งในปัญหาหลัก จึงได้ออกนโยบาย การศึกษาเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ซึ่งเป็น Platform ที่ทางรัฐบาลได้มี ความคิดริเริ่มจัดทำ เพื่อให้นักเรียนที่จะสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิต มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เน้นให้ผู้เรียนเรียนดี มีความสุขค่ะ ท่านประธานคะ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ยังได้มีนโยบายพลิกโฉมการศึกษาไทยเรียนรู้ เท่าเทียม ทักษะเท่าทัน สร้าง National Digital Learning Platform หรือ Platform เรียนรู้ ทั่วถึง เท่าเทียม ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะลดช่องว่างของเด็กนักเรียนทั้งในเมือง และในชนบทค่ะ Platform นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะอยู่ใน ชนบท หรือว่าอยู่ในตัวเมืองสามารถเข้าถึงบทและเนื้อหาการศึกษาได้อย่างสะดวกและไร้ ข้อจำกัดค่ะ นักเรียนจะได้เรียนเนื้อหาหลักสูตรที่สอนอย่างเท่าเทียมกัน มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ เรียนเนื้อหาที่มีคุณภาพและทันสมัยจากครูที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยตรงค่ะ อาทิเช่น ทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ซึ่งทำให้นักเรียนสามารถเข้าถึงแหล่ง ความรู้ หลักสูตรการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน และยังมีอีกสิ่งหนึ่งนะคะ ที่สำคัญคือ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย Platform นี้จะช่วยให้ การเรียนรู้ไม่จำกัดแค่ในห้องเรียน มีการสนับสนุนการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านวิดีโอ บทเรียน Online และกิจกรรมเสริม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตค่ะ ท่านประธานคะ สำหรับงบประมาณปี ๒๕๖๘ ของกระทรวงศึกษาธิการน่าเสียดายค่ะ ที่งบประมาณในส่วน ของการทำ Content หรือเนื้อหาการเรียนการสอน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะแก้ปัญหา การขาดแคลนครู ลดความเหลื่อมล้ำ ถูกตัดงบประมาณไปถึงหนึ่งในสามของงบประมาณ ที่ขอไปค่ะ ซึ่งตอนนี้กระทรวงมี Platform แล้วนะคะ แต่ขาดสื่อการเรียนการสอน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เห็นภาพอย่างชัดเจนเหมือนเรามีบ้าน แต่ขาด Furniture ตอนนี้เรา มีบ้านแล้วนะคะ แต่เราไม่มีเตียงค่ะ แล้วการศึกษาอย่างเท่าเทียมจะสมบูรณ์แบบได้อย่างไร ถ้าเราได้รับงบประมาณอย่างไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามค่ะ ดิฉันหวังว่ารัฐบาลจะนำ งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมาในครั้งนี้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

สุดท้ายค่ะ ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและทางรัฐบาลแทนเด็ก ๆ นักเรียน ลูก ๆ หลานของเราทุกคนด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ