สิทธิพล ชี้ปัญหาเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ ห่วงแรงงาน-งบฯไม่พอ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล อภิปรายร่างงบประมาณปี 2568 โดยเน้นประเด็นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน แรงงานกว่าล้านคน และเศรษฐกิจในภาพรวม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลในการสนับสนุนอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมเดิม และความไม่เพียงพอของงบประมาณในการผลักดันการปรับตัวของภาคเอกชนและแรงงาน รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลมียุทธศาสตร์ชัดเจน ตรวจสอบข้อมูลจากภาคสนาม และจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่รัฐบาลเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้ ในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรม ต้องเรียนว่ารัฐบาลภายใต้ การนำของท่านนายกเศรษฐาให้ความสำคัญกับการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ พรรคก้าวไกล เห็นด้วยด้วยซ้ำว่า ประเทศต้องการอุตสาหกรรมใหม่ เพราะเป็นหัวจักรสำคัญในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต หรือที่เรียกว่า Economic Growth

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

อย่างไรก็ตามครับ ภายใต้ การจัดงบประมาณแบบนี้ ผมเกรงว่าสุดท้ายท่านจะพาประเทศไปสู่จุดที่เรียกว่า Growth เก่า ไม่ไหว Growth ใหม่ไม่รอด เดี๋ยวผมจะเล่าให้ท่านประธานฟังนะครับว่า Growth เก่าคือ อะไร Growth ใหม่คืออะไร แต่ยืนยันว่าถ้าปล่อยให้รัฐบาลจัดงบประมาณแบบนี้ต่อไปเศรษฐกิจ ไทยมีปัญหาแน่ ๆ ท่านประธานครับ Growth เก่าที่ผมกำลังพูดถึงก็คืออุตสาหกรรมยานยนต์ สันดาป ผมขอตั้งคำถามดัง ๆ ถึงรัฐบาลว่าตอนนี้ท่านมองอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป อย่างไร ไม่ใช่แค่คำถามจากผมเท่านั้น แต่เป็นคำถามจากทั้งธุรกิจและแรงงาน ในอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปเขาฝากถามมานะครับ ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานครับ อุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปกำลังเผชิญปัจจัยเร่งการเปลี่ยนผ่านอย่างหลากหลาย หลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางตลาดโลกที่มุ่งสู่ยานยนต์พลังงานสะอาด ทำให้กระทบต่อผู้บริโภค ต่อมาตรการรัฐบาลในต่างประเทศ จนสุดท้ายกระทบการส่งออก หรือปัจจัยจากหนี้ ครัวเรือนที่สูงในประเทศส่งผลต่อกำลังซื้อ และประการสำคัญที่สุด คือมาตรการสนับสนุน ของรัฐบาลที่มีต่อยานยนต์ไฟฟ้าที่เน้นฝั่งอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ท่านผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลของผมได้เปิดการอภิปรายไว้ แล้วก็ เป็นเรื่องน่ายินดีที่ สส. ฝั่งรัฐบาลอย่างน้อย ๒ ท่าน ได้พูดถึงงบพัฒนาอุตสาหกรรมและ บริการแห่งอนาคต อย่างที่เมื่อสักครู่พูดไปนะครับ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มเป็น ๘,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่างบ ๘,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ทำไมถึงกำลังสร้างปัญหาต่อการที่บอกว่าเน้นฝั่ง อุปสงค์มากกว่าฝั่งอุปทาน ท่านประธานครับผมจะอธิบายให้ท่านเห็นว่าการที่รัฐบาลละเลย มาตรการฝั่งอุปทาน หรือมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในงบประมาณปี ๒๕๖๘ กำลังสร้างปัญหาหรือความเสี่ยงต่อ เศรษฐกิจไทยอย่างไร ต้องเรียนอย่างนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์สันดานเป็นอุตสาหกรรมสำคัญ ของเศรษฐกิจไทย สร้าง Growth ให้กับประเทศมายาวนาน ถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP สูงถึงหนึ่งในห้าครับ เรียกว่าถ้าเศรษฐกิจไทยมี ๕ นิ้ว รถยนต์เอาไปแล้ว ๑ นิ้ว แต่ละปีไทย ผลิตรถยนต์ ๒ ล้านคัน เป็นรถยนต์สันดาปประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือ Hybrid และ EV ทั้งนี้จากการประเมินใน ๕ ปีข้างหน้าภายใต้นโยบายรัฐบาลแบบนี้ ภายใต้ภาษี รถยนต์ EV จีนที่เท่ากับ ๐ เชื่อว่าจะทำให้การผลิตรถยนต์สันดาปในไทยลดเหลือไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มมาเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ การถดถอยของ อุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปเสี่ยงกระทบการส่งออกครับ เพราะรถยนต์เป็นหนึ่งในสอง อุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยส่งออกนอกจากอุตสาหกรรม Hard Disk Drive

ท่านประธานครับ การถดถอยของอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปกำลังกระทบ ใครบ้าง มีผู้เกี่ยวข้อง คือกิจการทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอย่างน้อย ๒,๕๐๐ กิจการ ทำไมถึงได้รับผลกระทบเยอะ เพราะรถยนต์ EV ๑ คัน มีความต้องการ ใช้ชิ้นส่วนรถยนต์น้อยกว่ารถยนต์สันดาปเยอะ ในรถยนต์สันดาปเมื่อก่อนใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ คันหนึ่งประมาณ ๓๐,๐๐๐ ชิ้น พอมาเป็น EV เหลือใช้คันหนึ่งไม่ถึง ๓,๐๐๐ ชิ้น และแน่นอนสุดท้ายถ้ากระทบกิจการเหล่านี้จึงเสี่ยงกระทบพี่น้องแรงงานในอุตสาหกรรม รถยนต์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจากการประเมินมีกว่า ๑ ล้านคน ผมย้ำอีกครั้งว่าพวกเรา ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือสร้างอุตสาหกรรม EV เราเห็นด้วย เต็มที่ แต่คำถามที่เราตั้งคำถามต่อท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล คือท่านกำลังจัดการ การเปลี่ยนผ่านต่ออุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปดีพอหรือไม่ โดยเฉพาะในงบประมาณปี ๒๕๖๘ นี้ ท่านประธานครับ คำถามที่ควรถามก็คือ ท่านกำลังทำสิ่งที่เรียกว่าได้คุ้มเสียหรือไม่ เพราะต้องบอกว่าเอาเฉพาะแค่มาตรการคูปองส่วนลดที่เราสนับสนุนรถไฟฟ้าไปแล้วกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คัน เท่ากับรัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งแน่นอนเมื่อเช้า ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรผมพูดไป รถนี้มาจากเมืองนอกทั้งนั้น ในงบปี ๒๕๖๘ ก็จัดสรรให้กรมสรรพสามิตไปอีก ๘,๐๐๐ ล้านบาท หรืออย่างที่เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลบอกว่า ภายใต้งบพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี่ครับ ถ้าเปรียบเทียบระหว่าง ต้นทุนกับประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็ต้องบอกว่าวันนี้ต้นทุนของนโยบายนี้ปรากฏชัดเกิดขึ้นแล้ว แต่ประโยชน์ที่ประเทศจะได้ต้องบอกว่ายังต้องตั้งคำถามว่าจะมาจริงหรือเปล่า มีจริงหรือไม่ ต้นทุนวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างกับเศรษฐกิจไทยผมจะเล่าให้ฟัง ประการแรก รายได้รัฐที่สูญเสีย ไปแล้ว อันนี้เกิดขึ้นจริงและอนาคตจะเกิดขึ้นอีก ๒. ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ได้รับผลกระทบ ซึ่งกระทบแน่ ๆ เพราะอย่างที่บอกไปว่ารถไฟฟ้า ๑ คัน ใช้ชิ้นส่วนรถยนต์น้อยกว่ารถยนต์ สันดาปเยอะ ยังไม่นับจากข่าวที่หลายท่านคงเห็น หลายโรงงานประกอบรถยนต์จาก ต่างประเทศเขาไม่ได้มาแต่ตัวเขานะ เขาขนทั้ง Supply Chain มาด้วยนะครับ นั่นหมายความว่าอะไร ฟังเผิน ๆ อาจจะดี มีการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ชิ้นส่วนวัตถุดิบ ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเขาขนมาหมดครับ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย หรือเปล่า หลายครั้งได้ยินข่าวด้วยว่าเขาพร้อมขนแรงงานจากประเทศเขามาด้วย ดังนั้น สุดท้ายแล้วแรงงานในอุตสาหกรรมเสี่ยงตกงานอีกต่างหาก อันนี้คือต้นทุนที่เกิดแล้วเกิดจริง แต่ประโยชน์ละครับ มีอะไรบ้างที่รัฐบาลขายฝันเอาไว้แต่ไม่แน่ใจว่าจะเกิดหรือเปล่า

ประการแรกครับ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ ต้องยืนยันว่าผมเชื่อว่า โรงงานมาตั้งแน่ ๆ เพราะค่ายรถต้องผลิตชดเชยมาตรการของรัฐ แต่คำถามว่าจะสร้างระบบ อุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศได้หรือเปล่า อันนี้ควรต้องตั้งคำถาม

ประเด็นที่ ๒ ช่วยให้มีสินค้าใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพในการส่งออก ข้อนี้ดีเยี่ยม เพราะประเทศไทยต้องการสินค้าที่มีศักยภาพส่งออกใหม่ ๆ แต่คำถามคือท่านนายกรัฐมนตรี ช่วยให้ความมั่นใจต่อรัฐสภาแห่งนี้ได้หรือไม่ครับว่า สุดท้ายผลิตแล้วเราจะส่งออกไปแข่งขัน กับเขาได้ เอาแค่รถจากประเทศจีนนี่ครับ วันนี้อเมริกา ยุโรปขึ้นภาษีรถไฟฟ้า EV จีนกัน ให้พรึ่บพรั่บนะครับ ขณะที่รถในจีนที่ผลิตได้ก็ล้นประเทศ เพราะอะไร เพราะเขามีกำลังการ ผลิตส่วนเกินเยอะ ยังไม่นับว่ามีข่าวรัฐบาลบ้านเขาสนับสนุนด้วยนะครับ หนีไม่พ้นรถจีน จะส่งออกไปตลาดโลกมากขึ้นและราคาถูกลง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เราจะส่งออกแข่งกับ เขาได้จริง ๆ ใช่หรือไม่ครับ นี่คือคำถามที่อยากให้รัฐบาลตอบ ผมลองไปถามค่ายรถจีน ในไทยว่าวันนี้เขากลัวใคร ท่านประธานท่านทราบไหมครับเขากลัวใคร วันนี้เขายังกลัวบริษัท แม่ส่งรถมาขายแข่งกับเขาเลย หรือประเด็นสร้างอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศนะครับ วันนี้เอาให้เขาซื้อชิ้นส่วนที่เรียกว่า Common Part เราให้ได้ก่อน Common Part คืออะไร คือชิ้นส่วนที่ใช้ในรถยนต์น้ำมันและรถยนต์ EV เช่นกระจกข้างรถยนต์ ใบปัดน้ำฝน ชิ้นส่วน เหล่านี้เราผลิตมานานเราเชื่อว่าต้นทุนน่าจะพอแข่งได้ แต่ในห้องกรรมาธิการการพัฒนา เศรษฐกิจเคยเชิญผู้ประกอบการที่ผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้มาพูดคุย เขาบอกวันนี้เขายังขายไม่ได้ เลยครับ ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการไม่ได้ให้ข้อมูล ไม่จริงแน่ ๆ นะครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานอีกแบบอาจจะต้องไป Check ว่าข้อมูลที่ท่านได้ถูกต้องแค่ไหน

สุดท้ายสร้างงานใหม่ ๆ ให้ประเทศได้จริงหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องเข้าใจว่า แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปเดิมไม่ใช่พอมี EV ปุ๊บเดินย้ายโรงงานได้ ช่างที่เคยซ่อมรถยนต์ใช้น้ำมันได้ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ไปซ่อมรถยนต์ EV ได้ มันต้องมีการเตรียม การ มันต้องมีการเพิ่มทักษะแรงงานให้กับแรงงานเหล่านั้น ไม่อย่างนั้นก็ตรงกับข้อมูลที่ค่าย ประกอบรถยนต์ต่างชาติบางค่ายให้ข้อมูลว่า ถ้าเรามีแรงงานไม่พร้อมเขาก็พร้อมขนแรงงาน เข้ามาจะ ๑,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐ คนเขาพร้อมขนเข้ามา นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบ เรื่องที่น่าฉุกคิด และอยากแชร์ให้เพื่อนสมาชิกฟังอาจจะถือเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ ผมและเพื่อน กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่งไปศึกษาดูงานที่ประเทศเยอรมนีมีโอกาสไปเยี่ยม โรงงานผลิตรถบรรทุกไฟฟ้า เขาพาเราเดินดูสายการผลิตนะครับ รถแต่ละคันใช้ชิ้นส่วน เยอะมาก ผมถามเขามีสักชิ้นซื้อจากประเทศไทยหรือไม่ เขาบอกไม่มี ถอยมาหน่อย ในอาเซียนมีหรือไม่ เขาบอกไม่มี สุดท้ายเอเชียมีหรือไม่ เขาบอกมีชิ้นหนึ่งครับ ซื้อจากจีน ให้ท่านประธานเดาเขาซื้ออะไร เขาซื้อแบตเตอรี่ครับ เขาให้เหตุผลมาด้วยว่า Buy From The Best ซื้อจากคนที่ผลิตได้ดีที่สุด เอาจริง ๆ ถ้าเราเข้าใจก็คืออาจจะเป็น Buy From The Cheapest ก็คือซื้อจากคนที่ขายถูกสุด ดังนั้น Vision ท่านนายกรัฐมนตรีหรือนโยบายท่านนายกรัฐมนตรีจึงสำคัญ เพราะทางที่ท่าน เลือกท่านเลือกอะไร ประเทศก็ต้องไปตามนั้น ทุ่มทรัพยากร ลงเงิน สละทางเลือกอื่น ๆ ไปกับท่าน คำถามคือท่านมั่นใจจริง ๆ ใช่หรือไม่ครับว่าสุดท้ายเราจะขายได้ อุตสาหกรรม ในประเทศจะได้ประโยชน์ เพราะขนาดค่ายยุโรปเขายังซื้อแค่ แบตเตอรี่จากประเทศจีน เราจะทำได้จริง ๆ ใช่หรือไม่ครับ ท่านช่วยให้ความมั่นใจต่อสภาแห่งนี้หน่อย อยากเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ การที่เราจะรักษา Growth ไว้ได้ หรือจะเพิ่ม Growth จากอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ต่อยอดอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปได้ แปลว่าอะไร แปลว่า ถ้าเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ๑. ท่านต้องรักษา Growth จากการผลิต และตลาดในประเทศให้ได้ ๒. ท่านต้องรักษา Growth จากตลาดส่งออกให้ได้ และ ๓. ท่านต้อง รักษา Growth จากการจ้างงานให้ได้ ถ้าท่านทำไม่ได้ใน ๓ ส่วนนี้ เพื่อชดเชยอุตสาหกรรม รถยนต์สันดาปที่กำลังถดถอยลง นั่นแปลว่า Growth ใหม่ที่จะมาจาก EV ไม่มีทางที่จะชดเชย Growth เก่าได้ และที่สำคัญจะมาหรือไม่ ไม่รู้ อย่างนี่ครับ นี่หนังสือพิมพ์เช้านี้เลยครับ ค่ายรถแห่ลดกำลังผลิต EV จีนจอดเกลื่อนท่าเรือหมื่นคัน เราจะเผชิญปัญหานี้มากขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักและตอบคำถาม ท่านประธานครับ ตอนนี้ผู้ประกอบการและ แรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปกำลังตั้งคำถามนะครับ ว่าท่านจะทิ้งพวกเขาไปง่าย ๆ อย่างนี้เลยหรือ ง่ายเหมือนที่นักข่าวไปถามท่านตอนมีโรงงานต่างชาติเลิกผลิตในไทย ท่านฝากนักข่าวไปบอกเขาว่าขอให้โชคดี ต้องเรียนว่าคนในอุตสาหกรรมยานยนต์เขาเสียใจ แล้วก็ผิดหวังกับคำตอบท่านมาก ๆ นะครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ มีหลายอย่างที่รัฐบาล ทำได้ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนะครับ คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจรวบรวมสิ่ง ที่ผู้ประกอบการ หรือผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมยานยนต์ให้คำแนะนำมา แบบง่าย ๆ อาจแบ่งเป็น ๓ กล่อง คือกล่องอุปสงค์ กล่องอุปทาน และกล่องพัฒนาทักษะแรงงาน เอาตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ในกล่องอุปสงค์เราสามารถหาตลาดใหม่ ๆ ให้รถยนต์สันดาปได้ วันนี้ยังมีนะครับ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย รัฐบาลภายใต้ท่าน นายกรัฐมนตรีเศรษฐาที่เน้นเรื่องการเจรจา FTA น่าใช้โอกาสนี้ในการผนวกเรื่องนี้เข้าไป ในการเจรจา หรือกล่อง ๒ ฝั่ง Supply อุปทาน ท่านต้องสนับสนุนผู้ประกอบการรถยนต์ สันดาปให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่สูงขึ้น หรือที่เรียกว่า Future ICE ไม่ว่าจะเป็นปลอดภัยขึ้น สะอาดขึ้น ต้นทุนต่ำลง รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เข้าไปสู่ห่วงโซ่ อุตสาหกรรมใหม่ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือแพทย์ หรือชิ้นส่วนอากาศยาน ตลอดจน อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น ขยะจากเทคโนโลยี กล่องสุดท้ายครับ พัฒนา Skill แรงงาน เอาเรื่องแรกก่อน พัฒนา Reskill แรงงานที่ผลิตชิ้นส่วน Common Part ที่เคยใช้ เรื่องสันดาปให้ไปต่อในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้ ประเด็นนี้ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ไปถามพี่น้องข้าราชการ หน่วยราชการอาจจะตอบว่าทำแล้ว แต่ต้องเรียนในอีกมุมหนึ่ง ผมไปคุยกับค่ายรถยนต์ต่างชาติ เขาบอกว่าแรงงานไทยไม่พร้อม ขณะเดียวกัน ถ้ามีแรงงาน ที่ไปต่อในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้ ท่านอาจจะต้องเตรียมดูว่าจะดูแลเขาอย่างไร ดังนั้น สำหรับงบประมาณปี ๒๕๖๘ ผมเห็นว่ามีปัญหาเฉพาะหน้าอย่างน้อย ๒ เรื่องที่รัฐบาลต้อง ทำเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน เพื่อตอบโจทย์ ๒ อย่าง ๑. ทำอย่างไรให้ชิ้นส่วน อุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ EV หรืออุตสาหกรรมใหม่อื่น ๆ ตลอดจน ๒. คือทำอย่างไรให้พี่น้องแรงงานเข้าสู่ห่วงโซ่ อุตสาหกรรมใหม่ได้ เอาเรื่องแรกก่อนครับ สำหรับปัญหาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ สันดาปไม่สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ผมเห็นว่ารัฐบาลควรใช้ งบประมาณเพื่อสร้างมาตรการทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทานไปพร้อมกัน เช่น สนับสนุนให้เกิด อุตสาหกรรมรถขนส่งสาธารณะ หรือรถบัสพลังงานสะอาดภายในประเทศ ถ้าท่านทำได้อย่าง นี้จะช่วยเปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส เปลี่ยนงบประมาณประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ปัจจุบันยืนยันนะครับ มีผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับ SMEs จนถึงรายใหญ่พร้อมเข้าเล่นตลาดนี้ โครงการนี้ยังจะช่วยแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศไปพร้อมกัน ๓ เรื่องนะครับ ๑. ปัญหา ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปที่ไม่สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ได้ ๒. ปัญหามลพิษทางอากาศที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และ ๓. ปัญหาขนส่งสาธารณะที่มี ในทุกภูมิภาค ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ต้องไปหาข้อมูลครับ ผมทำการบ้านมาให้แล้วนะครับ ในงบปี ๒๕๖๘ รัฐบาลสามารถทำเรื่องนี้ได้ทันที เพราะมีโครงการที่ ขสมก. ของบมาเพื่อเช่า รถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาดมูลค่า ๓๖๐ ล้านบาทเศษ ท่านนายกรัฐมนตรีควรมีนโยบายให้โครงการนี้เชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่ อุปทานให้ได้มากที่สุด อาจมีหน่วยงานรัฐ เช่น อว. สวทช. เข้าร่วมวิจัยนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศเลย เป็นวาระแห่งชาติ เป็นโชว์เคส เป็น Ignite Thailand อีกอันหนึ่ง ให้ผู้ประกอบการไทยเห็นว่าสามารถพาตัวเองเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ สมัยใหม่ได้ ถ้าทำเรื่องนี้ได้ยังเกิดผลดีเกิดธุรกิจต่อเนื่องนะครับ คือธุรกิจซ่อมบำรุง ในประเทศ

ถัดมาครับ ปัญหาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปไม่สามารถเข้าสู่ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่อื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งก็เป็นหนึ่งใน Ignite Thailand ของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ซึ่งต้องบอกว่าพอไปดูงบจะพบว่าไร้ความหวังมาก ๆ ถามว่า เพราะอะไร เพราะภายใต้แผนส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และบริการทาง การแพทย์ครบวงจร มีงบแค่ ๙๙ ล้านบาท และมีโครงการที่พอจะเอามาช่วย Transform อุตสาหกรรมยานยนต์ได้ เช่น โครงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความ เชื่อมโยงทางด้านการตลาดให้ผลิตภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ของไทยของกรมส่งเสริม อุตสาหกรรมที่ได้ ๒๖ ล้านบาท แต่พอไปดูรายละเอียดมีเป้าหมายช่วยพัฒนาเพียง ๓๕ กิจการ เรียกว่าหากนำงบทั้งหมดไปช่วยเปลี่ยนผ่านในผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ก็จะช่วยได้เพียง ๒ เปอร์เซ็นต์ ของ ๑,๗๐๐ กิจการ

เช่นเดียวกับอีกโครงการหนึ่งชื่อใกล้เคียงกันของสำนักงานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมนะครับ ได้ไป ๘.๗ ล้านบาท กลุ่มเป้าหมาย ๔๐ คน ถ้าเอาไปช่วยพัฒนา แรงงานในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ก็ช่วยได้เพียง ๐.๐๐๘ เปอร์เซ็นต์ โครงการเหล่านี้ ละครับ ท่านนายกรัฐมนตรีที่จะช่วย Transform อุตสาหกรรมเก่าไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตควรถูกให้ความสำคัญให้งบประมาณมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้น ไม่น่าแปลกใจนะครับ ทำไมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยถึงลดลงเรื่อย ๆ อุตสาหกรรมเก่าถึงไปต่อไม่ได้ รวมถึงนี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นประเทศไทย น่าสนใจลดน้อยลงตลอดเวลา

สุดท้ายครับ ข้อเสนอคือรัฐอาจใช้กองทุน FTA เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน อุตสาหกรรมยานยนต์ ถามว่าเพราะอะไร เพราะไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในอาเซียน พูดง่าย ๆ คือหนึ่งในสี่ประเทศอาเซียนที่ภาษีนำเข้ารถ EV จากจีนเท่ากับ ๐ อันเนื่องมาจาก FTA อาเซียน-จีน ดังนั้นไม่มากก็น้อยก็ต้องยอมรับนะครับว่า อุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป คือเหยื่อจาก FTA

ปัญหาถัดมาในมุมผม ซึ่งผมเห็นว่าใหญ่มากนะครับ สำหรับการเปลี่ยนผ่าน ครั้งนี้ คือแรงงานไม่สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ เพราะไม่ได้หมายความว่ากระทบ ชีวิตแรงงาน ๑ ล้านคน แต่ยังกระทบสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาด้วย รัฐบาลจำเป็นต้อง มีมาตรการจริงจังนะครับ ในการเปลี่ยนผ่านแรงงานเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ให้ได้ ซึ่งจะช่วยให้ SMEs ในอุตสาหกรรมนี้ไปต่อได้ด้วย ท่านอาจจะบอกว่าท่านทำแล้วนะครับ เพราะมีโครงการอบรมพัฒนาแรงงานลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่ต้องเรียนท่านว่าจากการไปหา ข้อมูลสอบถามแรงงานที่เกี่ยวข้องเขาบอกว่า ไม่ตอบโจทย์ ผมมีหลักฐานยืนยันจาก ๓ ส่วน ที่เกี่ยวข้อง ส่วนแรกครับ จากผู้เข้าอบรมจริง ๆ ในโครงการเหล่านี้ อันนี้คือ Feedback จากผู้เข้าอบรมในโครงการอบรมพัฒนาทักษะแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ตัวอย่าง Feedback นะครับ ๑. ไม่สามารถต่อยอดการผลิตเชิงอุตสาหกรรมได้ ๒. ได้ ความรู้บ้าง แต่ไม่มี Impact พอจะไป Transform หรือปรับปรุงธุรกิจ และ ๓. คนมาสอน ส่วนมากไม่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมจริง เอาอีกส่วนหนึ่งครับ เสียงจากผู้เชี่ยวชาญใน วงการยานยนต์นะครับ ผมไปขอข้อมูลเขาเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าคนมาเรียนส่วนใหญ่ มักบริษัทรายเดิม คนเดิม ๆ ที่มาเรียน ขณะเดียวกัน SMEs ที่เราอยากให้เขามาเรียนเขาก็ไม่ มีแรงจูงใจที่จะมาเรียน หลักสูตรที่สอนส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงระดับเริ่มต้น ไม่มีระดับกลาง หรือระดับสูง ทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถ Reskill ได้จริง ๆ

สุดท้ายครับ เป็นข้อสังเกตที่ผมได้จากการประชุมร่วมกับส่วนราชการ ทั้ง อว. อาชีวะ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สิ่งที่ค้นพบคือวันนี้เราขาดอะไรบ้าง เราขาดแผน ขาดเจ้าภาพ ขาดข้อมูล ขาดแผนก่อน วันนี้ไม่มีแผนพัฒนาทักษะแรงงาน เราไม่รู้กำลังคน เราไม่รู้ทักษะที่ต้องการ ขาดเจ้าภาพ วันนี้หน่วยราชการต่างคนต่างทำครับ ใครอยากทำ อะไรก็ทำ สุดท้ายขาดข้อมูล เราขาดข้อมูลทั้งฝั่งอุปสงค์ อุปทาน เราไม่รู้ความต้องการ ตลาดแรงงาน ทั้งทักษะและจำนวนที่ต้องการ ขณะเดียวกันกำลังคนที่มีหรือที่จะผลิตได้ เราก็บอกไม่ได้ ที่สำคัญหลายข้อจำกัดนี้ต้องเรียนอย่างนี้ครับว่า ไม่ใช่เรื่องที่หน่วยราชการใด หน่วยหนึ่ง ในระดับกรมจะสามารถแก้ไขได้ เช่น การไม่สามารถหาวิทยากรที่เชี่ยวชาญมา สอน มันควรเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรใส่ไว้ในตอนเจรจา กล่าวโดยสรุปนะครับ โครงการพัฒนา แรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ทำอยู่ไม่มีแผน เนื้อหาไม่ดี วิทยากรไม่มี งบไม่พอ สุดท้าย โครงการที่อบรมอยู่จึงไม่ได้พาแรงงานไปไหนเลย ไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านใด ๆ ถ้ารัฐบาลยังไม่ทำอะไรนะครับ ผมขอยืนยันว่าแรงงานไทยจะไม่ได้อะไรเลยจากการพัฒนา อุตสาหกรรมยานยนต์ EV มีผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนแรง ๆ ขนาดว่าระวังอุตสาหกรรม ยานยนต์ EV จะกลายเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญอันใหม่ คราวนี้เราจะมีอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ศูนย์เหรียญไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากเสนอในส่วน ของงบปี ๒๕๖๘ ในการพัฒนาทักษะแรงงานนะครับ เรื่องแรกท่านต้องเร่งจัดทำแผนพัฒนา กำลังคนเร่งด่วนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ครับ ต้องพัฒนาทักษะใดบ้าง จำนวนเท่าไร ตลาดต้องการอะไร ทำหลักสูตรให้มี Roadmap จากปัจจุบันที่อบรมได้เฉพาะพื้นฐานหรือ กล่องสีแดงต้องขยายไปกล่องสีเขียว กล่องสีน้ำเงินให้ได้เพื่อให้นำไปสู่การ Reskill แรงงาน ให้ได้ จริง ๆ ไม่ใช่ได้แต่ยอดว่ามีคนเข้าอบรมเท่าไร ต้องจัดหาผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ มาสอนให้ได้ พยายามให้ครอบคลุม SMEs สร้างแรงจูงใจให้เขาอยากมาอบรมให้ได้ต้องเริ่ม จากจุดนี้เท่านั้นครับ การพัฒนาทักษะแรงงานถึงเห็นผล ถึงเห็นอนาคต เมื่อปรับแผน ปรับเนื้อหา ปรับวิธีสอนได้แล้วก็ควรจัดสรรงบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งถ้าไปดูงบ ปี ๒๕๖๘ ก็พบว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์เลย ทำไมพูดอย่างนี้ครับ ตัวอย่างโครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ของกรมพัฒนา ฝีมือแรงงานที่ได้มา ๒๗ ล้านบาท ที่จริงกรมตั้งคำขอไป ๒๖๐ ล้านบาท เพื่อจัดซื้อชุดฝึก ผมไปหารูปมาให้ท่านดู ชุดฝึกมีหน้าตาแบบนี้ครับ ชุดฝึกรถยนต์ EV ตั้งคำขอไป ๑๒ ชุด เพื่อทำใน ๑๒ จังหวัด สรุปได้มา ๑ ชุด ๒๗ ล้านบาท ผมไปถามความเห็นผู้เชี่ยวชาญ อุตสาหกรรมยานยนต์นะครับ เขาให้ความเห็นดีมาก เขาบอกว่าอย่าเรียกเอามาฝึกเรียกเอา มาดู เพราะอะไรครับ ห้ามพัง ห้ามแกะ ใช้ดูอย่างเดียว แล้วอย่างนี้ไม่รู้ว่าอบรมแบบนี้พี่น้อง แรงงานเราจะมี Skill เพิ่มขึ้นจริงได้อย่างไร เมื่อไปดูงบ ๒๗ ล้านบาท มีกลุ่มเป้าหมาย ๗,๐๐๐ คน ก็เรียกว่าถ้าเทียบกับแรงงาน ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ คน ในชิ้นส่วนยานยนต์ เรา Reskill พวกเขาได้ไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดนะครับ ยังไม่นับว่าภายใต้ อุปกรณ์ที่จำกัดแบบนี้จะสอนจริงจัง สอนได้ดีขนาดไหน หรืออย่างโครงการพัฒนาศักยภาพ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ได้รับการจัดสรรงบ ๗ ล้านบาท จากที่ขอไป ๕๐ ล้านบาท ถ้าไปดู KPI ของงบ ๗ ล้านบาท ก็สำหรับช่วยเพียง ๑๕ กิจการนะครับ เทียบกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ๑,๗๐๐ กิจการก็ช่วยได้เพียง ๐.๘๘ เปอร์เซ็นต์ ต้องเรียนท่านนายกรัฐมนตรีอย่างนี้นะครับ โครงการแบบนี้ในห้วงเวลานี้ รัฐควรให้ความสำคัญ อย่าไปผลักดันแต่ฝั่งอุปสงค์ครับ ฝั่งอุปทานท่านต้องทำไปพร้อม ๆ กัน ให้มันได้สัดส่วน หากรัฐมีแผนแล้ว ปรับเนื้อหาแล้ว หาวิทยากรเก่ง ๆ มาสอนได้ก็ควรจัดสรร งบเพิ่มเติมเพื่อให้แรงงานที่ได้รับประโยชน์มีจำนวนมากขึ้น ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้เชียร์นะครับว่า หน่วยไหนควรได้งบประมาณมาก ๆ แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่รัฐบาลทุ่มไปในการสร้าง อุตสาหกรรมใหม่ เงินที่ลงไป ทรัพยากรที่เสียไปเรียกว่า มหาศาล แต่กับเรื่องสำคัญคือ เรื่องคน ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่จะทำให้พี่น้องแรงงานได้ประโยชน์จากการพัฒนาอุตสาหกรรม ท่านกลับให้ความสำคัญต่ำมาก ดังนั้นวันนี้ปลายทางความสำเร็จของอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ควรถูกตั้งคำถาม Growth ใหม่จะเกิดได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ Growth เก่ากำลัง พังลงไป งบประมาณปี ๒๕๖๘ ไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ การจัดงบ ไม่ได้สัดส่วนกับขนาดของปัญหา ที่สำคัญในงบปี ๒๕๖๘ ไม่มีตรงไหนเลยที่เห็นความตั้งใจ ของท่านในการช่วยเปลี่ยนผ่านแรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

ท่านประธานครับ ประเด็นถัดมาที่ผมอยากอภิปรายคืองบว่าด้วยอนาคต หรืออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่เรียกสั้น ๆ ว่า AI ทุกท่านครับ เมื่อสักครู่นี้เราคุย เรื่องอดีตไปแล้วคราวนี้มาคุยเรื่องอุตสาหกรรมใหม่ ๆ อย่างอุตสาหกรรม AI กระแส AI หรือการตื่นตัวด้าน AI เกิดขึ้นทั่วโลกเหมือนรถไฟขบวนใหม่นะครับ ใครเกาะไม่ทันเสี่ยง ตกรถ เสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำไม AI สำคัญต่อเศรษฐกิจ ผมอธิบายสั้น ๆ ก็คือว่าเพราะทุกประเทศจะยกระดับเศรษฐกิจได้ สร้าง Growth ได้ ต้องการเทคโนโลยี เพื่อทลายความจำกัดของทรัพยากร ถ้ามีเทคโนโลยีอะไรที่ทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนต่ำลง ก็ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า Growth ดังนั้นแต่ละ ประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตได้เยอะได้ต่อเนื่องก็ต้องลงทุนในเทคโนโลยี AI คืออะไรครับ AI คือเทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์ทำงานได้เหมือนมนุษย์ แต่เก่งกว่า เร็วกว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่าเหมือนรวมเอาคนเก่ง ๆ มาไว้ด้วยกัน ปัจจุบัน AI ทำงานได้เหมือน มนุษย์เกือบทุกเรื่องนะครับ เข้าใจภาษา พูดคุยตอบคำถามได้ เข้าใจภาพ วิเคราะห์ภาพ วิเคราะห์วิดีโอได้ วางแผนการทำงานได้ ตัวอย่าง AI ที่เราได้ยินบ่อย ๆ เช่น ChatGPT นะครับ เหมือนผู้ช่วยส่วนตัวหาข้อมูล สรุป แปลภาษา วันนี้ ChatGPT อ่านหนังสือ ๑ เล่มใช้เวลา ไม่กี่นาที หรือหุ่นยนต์ที่ทำงานหนักแทนคนได้ ๒๔ ชั่วโมง AI โดยคนไทยก็มีนะครับวันนี้ ในการเกษตรใช้ Scan เมล็ดข้าวตรวจคุณภาพทั้งหมดนี้ช่วยประหยัดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต จากการประเมินนะครับ AI ช่วยสร้าง Growth ให้เศรษฐกิจไทยได้ถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๐๓๐ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่ายินดีครับ ที่รัฐบาลโดยการนำของท่านนายกมุ่ง สนับสนุนอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ท่านนายกเดินสายจีบบริษัทต่างชาติมาลงทุน ทั้ง Data Center ทั้ง AI ท่านประกาศอยากเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ Digital ของภูมิภาคและของโลก ผมต้องบอกนะครับ อุตสาหกรรม AI เป็นเรื่องที่ถูกต้องและ อาจดีกว่า Data Center ด้วยซ้ำ เพราะอะไรครับ เพราะลำพัง Data Center ประเทศเรา แทบไม่ได้รับประโยชน์อะไรนะครับ เขาเอาอุปกรณ์มาตั้งเฉย ๆ เผลอ ๆ อุปกรณ์ทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดก็นำเข้ามาจากต่างประเทศ มาใช้แค่สถานที่กับไฟของเรา ไปที่งาน Microsoft Build : AI Day ท่านนายกยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนให้อุตสาหกรรม AI เติบโต ในไทย ท่านพูดถึงแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฉบับปัจจุบันด้วยว่า รัฐบาล กำลังขับเคลื่อนอยู่ น่าสนใจครับ ผมไปดูกรรมการชุดนี้ กรรมการขับเคลื่อนมีท่าน นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เข้าใจว่าเพราะเป็นเรื่องสำคัญท่านนายกรัฐมนตรีเลยเป็น ประธานเอง แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นครับท่านประธาน ตั้งแต่มีกรรมการชุดนี้เมื่อปี ๒๕๖๕ เพิ่งประชุมไปครั้งเดียว ที่สำคัญคือประชุมไปสมัยลุงตู่ สมัยท่านนายกเศรษฐายังไม่เคยเรียก ประชุมสักครั้งเลยนะครับ ก็ไม่แน่ใจว่าที่ท่านบอกว่าสำคัญ ให้ความสำคัญอย่างไรนะครับ อยู่มาเกือบปีไม่เคยเรียกประชุม หลายเรื่องอนุกรรมการเขารอท่านเคาะ รอท่านตัดสินใจ ไปด้วยนะครับ นี่ล่าสุดอีกแล้วครับตั้งบอร์ด Semiconductor ถ้าท่านนายกนั่งเองก็อย่าลืม เรียกประชุมนะครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญหรือตื่นเต้น กับ AI มาก ๆ นะครับ ทำไมพูดแบบนี้เพราะในรายงานจัดอันดับดัชนีปัญญาประดิษฐ์ ของโลก เขาสำรวจ ๓๐-๔๐ ประเทศต่อคำถามที่ว่า ผลิตภัณฑ์และบริการจาก AI ทำให้ฉัน รู้สึกตื่นเต้นแค่ไหน ไม่น่าเชื่อคนไทยให้คะแนนสูงสุดเทียบกับทุกประเทศที่เขาสำรวจ และคง เป็นเพราะแบบนี้กระมังครับ คนไทยชอบ ส่วนราชการชอบ ส่วนราชการรู้ว่าเจ้ากระทรวง ชอบ นายกชอบ ทุกหน่วยราชการในงบปี ๒๕๖๘ เลยจัดงบเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาฉ่ำ ๆ ฉ่ำแค่ไหน ในงบปี ๒๕๖๘ มีงบประมาณที่มีคำว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างน้อย ๖๓ โครงการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า ๑,๔๐๐ ล้านบาทเศษ อันนี้เอาเท่าที่นับ ๆ เจอนะครับ อย่างที่เรียนท่านประธานตอนต้น ทุกประเทศให้ความสำคัญกับ AI เพราะเชื่อว่าคือหัวจักร ใหม่ของเศรษฐกิจ เลยอยากชวนทุกท่านไปดูนะครับว่า รัฐบาลนี้จัดงบ AI อย่างไรเป็นความหวัง ให้ประเทศได้หรือไม่นะครับ ไหน ๆ คุยเรื่อง AI แล้วนะครับ ผมเลยลองถาม AI หน่อยว่า การจัดงบประมาณด้าน AI ของประเทศมีปัญหาอย่างไร นี่ถาม AI จริง ๆ ครับ ถาม ChatGPT AI ตอบมายาวมากครับ ทั้งหมด ๗ ข้อ ผมยกมา ๓ ข้อแรกมาให้ดู ๑. การจัดสรรงบประมาณ ที่ไม่เพียงพอในการวิจัยและพัฒนา ๒. บางโครงการได้งบประมาณมากไป ขณะที่บางโครงการ ขาดแคลน ๓. ปัญหาทักษะแรงงาน ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ งบฝึกอบรมใช้ไม่มี ประสิทธิภาพ นี่ผมยืนยันว่าผมถามเล่น ๆ นะครับ แต่ AI ตอบมาเหมือนจริง

ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ จากการพิจารณางบปี ๒๕๖๘ ที่เกี่ยวข้องกับ AI ผมสรุปปัญหาง่าย ๆ ได้ ๓ ข้อ คือ สัดส่วนงบไม่เหมาะสม ตัวชี้วัด ไม่เหมาะสม และเป้าหมาย AI เหวี่ยงแห ไปดูกันครับงบปี ๒๕๖๘ จัดอย่างไร ปัจจุบันถ้าเรา แยกงบเกี่ยวกับ AI เป็น ๔ หมวด คือ โครงสร้างพื้นฐาน ครุภัณฑ์ ฝึกอบรม วิจัยและพัฒนา ปัจจุบันงบปี ๒๕๖๘ กระจายอยู่แบบนี้ครับ โครงสร้างพื้นฐาน ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ครุภัณฑ์ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ วิจัยและพัฒนา ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ฝึกอบรม ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องบอกว่า แบบนี้ไม่ตอบโจทย์การสร้างอุตสาหกรรม AI ให้ประเทศเมื่อเทียบกับที่ควรจะเป็น เดี๋ยวผม จะบอกว่าทำไม ผมมีข้อเสนออย่างน้อย ๓ ข้อนะครับ เพื่อให้ท่านปรับปรุงงบเกี่ยวกับ AI ๑. จัดสัดส่วนงบใหม่ เน้นโครงสร้างพื้นฐานและการวิจัยพัฒนา ๒. ปรับตัวชี้วัดให้เหมาะสม และ ๓. กำหนดอุตสาหกรรม AI มุ่งเป้า เอาเรื่องแรกนะครับ จัดสัดส่วนงบใหม่ บนภาพนะครับ วงสีส้มคืองบแบบที่ควรจะเป็นที่เมืองนอก ประเทศที่เขาประสบความสำเร็จด้าน AI เขาจัด เขาลงโครงสร้างพื้นฐาน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ วิจัยและพัฒนา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ฝึกอบรม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับวงสีแดงที่อยู่ข้างบนของเรานะครับ เอาง่าย ๆ วงขวาสุด ฝึกอบรม เรากลับกับเขาเลย เราเอาครึ่งหนึ่งของงบไปลงที่ฝึกอบรม แต่ฝึกอบรมไม่ควรเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านต้องกลับไปลดครับ งบวิจัยควรเพิ่มจาก ๑๗ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เราสามารถต่อยอดความสามารถในการ แข่งขันได้ สุดท้ายพวกลงทุนกายภาพ ควรเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานครับ ที่สร้างความยั่งยืน ที่หน่วยงานหลายหน่วยใช้ร่วมกันได้ วันนี้งบโครงสร้างพื้นฐาน ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ครุภัณฑ์ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ควรปรับให้เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ๕๐ เปอร์เซ็นต์

ประเด็นสำคัญถัดมาในการจัดงบ AI ท่านต้องกำหนดตัวชี้วัดใหม่ จากปัจจุบันตัวชี้วัดเน้นปริมาณไม่เน้นคุณภาพ เช่น ในเรื่องปฏิรูประบบราชการ ถ้าไปดูวันนี้ เวลาหน่วยราชการเสนองบมา เขาจะให้ตัวชี้วัด เช่น ลงทุนจำนวนระบบ ๑ ระบบ ตัวชี้วัด แบบนี้มันไม่เกิดประโยชน์ครับ มันไม่ Link กับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้เลย ท่านควรมี ตัวชี้วัดว่าลดภาระประชาชนได้แค่ไหน เช่น ลดเวลาติดต่อราชการได้กี่วัน ความพอใจของ ประชาชนเพิ่มขึ้นแค่ไหน ที่สำคัญก่อนหน่วยงานรัฐจัดซื้ออะไรเกี่ยวกับ AI คนจะไปจัดซื้อจัด จ้างคนจะไปอบรมรู้หรือไม่ว่า AI คืออะไร ผมมีบทเรียนที่น่าสนใจจากอเมริกา ในอเมริกา มีการออกกฎหมายเพื่ออบรมด้าน AI ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องไปจัดซื้อจัดจ้างอะไร ที่เกี่ยวกับ AI เพื่ออะไรครับ เพื่อให้มั่นใจว่าคน ๆ นั้นเข้าใจ AI จริง ๆ ทั้งแง่ประโยชน์ หรือความเสี่ยงจาก AI รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้นะครับ เพราะวันนี้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกหน่วยราชการทั่วประเทศกำลังจัดซื้อจัดจ้าง AI ฉ่ำ ๆ

ท่านประธานครับ สุดท้ายหากรัฐบาลอยากประสบความสำเร็จด้านอุตสาหกรรม AI จริง ท่านต้องเลิกเหวี่ยงแหครับ วันนี้ไปดูแผนขับเคลื่อน AI ท่านกำหนด ๑๐ อุตสาหกรรม AI อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีถามใจตัวเองจริง ๆ นะครับว่า ไหวหรือเปล่า เหมือนอุตสาหกรรม เป้าหมายของประเทศเราที่กำหนด S-Curve New S-Curve ไว้ ๑๒ อัน วันนี้สำเร็จจริง ๆ สักอันหรือยัง รัฐบาลควรกำหนดอุตสาหกรรม AI แบบมุ่งเป้าจริง ๆ ว่าอยากพาประเทศ ไปทางไหน ตัวอย่างประเทศอื่นเขากำหนดน้อยกว่าเราทั้งนั้น เช่น อินโดนีเซียเขากำหนด ๕ เป้าหมาย ผมเอาตัวอย่างมาให้ดู ผมขอยกตัวอย่าง ๓ กลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลไทยอาจใช้ AI เพื่อไปต่อยอดแล้วสร้าง Growth ให้ประเทศได้นะครับ ๑. SMEs เนื่องจากประเทศไทย มี SMEs จำนวนมากนะครับ มากกว่า ๓.๒ ล้านราย คิดเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของ GDP จากการประเมิน AI ช่วยสร้าง Growth ให้ SMEs ได้มากกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นึกภาพง่าย ๆ พ่อค้าแม่ค้าอยู่จังหวัดตัวเองเอาของดีในตัวเองมาพูดขายสินค้า AI แปลงภาษาได้ทันที เพิ่มโอกาสในการขายได้ทั่วโลกขนาดไหนนะครับ ยังไม่นับศักยภาพ AI ที่จะช่วยวิเคราะห์ ข้อมูลเพื่อเพิ่มความสามารถให้ SMEs พูดเรื่องนี้แล้วขออนุญาตทวงรัฐบาลผ่านไปยัง สสว. มีโครงการชื่อว่า SME One ID ที่จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ SMEs อยากถามว่าจะสำเร็จ เมื่อไรนะครับ เพราะโครงการนี้รัฐบาลสามารถเอา AI ไปต่อยอดให้กับ SMEs ได้ ปีนี้เข้าใจว่า ในห้องติดตามงบบอกว่าของบ ๑๘ ล้านบาท เพื่อไปใช้ในเรื่อง SME One ID ผมก็ขออนุญาต ให้ท่านนายกไปทวง เพราะว่าวันนี้ SMEs ทั่วประเทศมี ๓.๒ ล้านรายทำมาจนถึงปัจจุบัน ๒ ปีกว่าเพิ่งทำได้ ๒๐๐,๐๐๐ ราย ตั้งเป้าปลายปีนี้ ๓๐๐,๐๐๐ รายทำมา ๓ ปีได้ SMEs ๓๐๐,๐๐๐ ราย ทั่วประเทศมี ๓.๒ ล้านราย เมื่อไรจะครบครับ ถ้าใช้อัตรานี้ต้องนับไปอีก ๒๗ ปี

ท่านประธานครับ อีกอุตสาหกรรมที่ AI อาจจะไปใช้ต่อยอดคือ ขออนุญาต ย้อนกลับไปสไลด์ก่อนหน้านี้นะครับ อีกเรื่องหนึ่งที่อยากขายรัฐบาลนะครับ คือรัฐบาลวันนี้ ทำหลายหวยนะครับ หวยเกษียณ หวย ๒ ตัว ๓ ตัว อยากฝากรัฐบาลให้ช่วยรับหวยใบเสร็จ ไปทำหน่อยนะครับ โครงการดี ๆ ที่จะช่วยจูงใจ SMEs เข้าSME One ID และประยุกต์ AI เข้าไปต่อยอดให้ SMEs นะครับ อีกอุตสาหกรรมที่ AI ไปต่อยอดได้คือภาคเกษตร เนื่องจากภาคเกษตรเรามี GDP ยังต่ำอยู่ แต่มีพี่น้องที่ทำการเกษตรอีกมาก ดังนั้น ถ้าเอา AI ไปต่อยอดก็จะเกิดประโยชน์ได้เยอะจากการคาดการณ์ช่วยสร้าง Growth ให้ภาคเกษตรอีก ๖ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงคุณภาพดิน การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว การบริหารพื้นที่ เพาะปลูก และตัวอย่างสุดท้ายคือภาคการท่องเที่ยวที่วันนี้สัดส่วนต่อ GDP ๑๕ เปอร์เซ็นต์ AI ประเมินว่าจะสามารถช่วยทำให้ Growth เพิ่มขึ้นจาก AI ได้อีก ๓ เปอร์เซ็นต์ ผมขอเสนอ นะครับ รัฐบาลไม่ต้องไปพัฒนา AI เองทั้งหมด หรือเจาะจงผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ใช้กลไกตลาด แจกคูปองสนับสนุนให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการไป Shopping เองเลย ครับว่าอยากซื้อบริการจากผู้พัฒนา AI คนไหน สุดท้ายช่วยให้เกิดการแข่งขันผู้พัฒนา AI ของไทยเก่งขึ้น มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้ประโยชน์สูงสุด

ก่อนผมจะจบการอภิปรายนะครับ อยากแสดงให้ท่านประธานเห็นว่า การกำหนดยุทธศาสตร์ด้าน AI หรือการจัดงบเกี่ยวกับ AI สำคัญอย่างไรต่อเศรษฐกิจของ ประเทศในอนาคต อันนี้เป็นงานวิจัยของ The Economist Intelligence Unit ที่ประเมินผล กระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจไทยใน Scenario หรือฉากทัศน์ต่าง ๆ โดยเปรียบเทียบระหว่าง ๒ นโยบายครับ คือมีนโยบายอุตสาหกรรม AI เฉพาะด้านและพัฒนาทักษะแรงงาน เขาประเมินว่าถ้าทำอันใดอันหนึ่ง ผลกระทบเป็นอย่างไร ถ้าทำ ๒ อันจะเกิดอะไรน่าสนใจถ้าปล่อยตามมีตามเกิดรัฐบาลไม่ทำอะไรเศรษฐกิจโต ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำเฉพาะนโยบายอุตสาหกรรม AI เศรษฐกิจโต ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำเฉพาะพัฒนาทักษะแรงงานเศรษฐกิจโต ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าทำทั้งคู่เศรษฐกิจโตได้ ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ ก็เรียกว่าใกล้เคียงกับเป้า GDP ที่ท่านนายกอยากเห็นที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าถ้ารวม Digital Wallet เข้าไปอีกนิดเดียวก็ถึงเลยครับ ดังนั้น อยากย้ำเตือนรัฐบาล อีกครั้งนะครับว่า ท่านต้องมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม AI แบบมุ่งเป้าจริง ๆ ครับ เพราะนั่นคือหัวใจของการสร้าง Growth จาก AI ให้กับประเทศของเรา ท่านประธานครับ ผมอภิปรายทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าการจัดงบประมาณของรัฐบาลประจำปี ๒๕๖๘ มีปัญหา จัดงบแบบนี้ละครับ ที่เรียกว่าวิกฤติ เพราะมันไม่ตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรม ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่สนับสนุน Growth ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Growth สำคัญของไทยที่มีอยู่แล้ว อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ท่านจัดงบเพื่อสนับสนุน การเปลี่ยนผ่านไม่เพียงพอ จัดงบแบบไม่ได้สัดส่วนกับปัญหา จัดงบแบบละเลยแรงงานและ ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เอาจริงถ้าท่านเจียดเงินจาก Digital Wallet มาสัก ๑ เปอร์เซ็นต์ คือ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านคงทำอะไรให้เขาได้เยอะเลย หรืออย่าง Growth ใหม่ อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ท่านก็จัดงบแบบเดิม ไม่มีการ กำหนดยุทธศาสตร์อย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ท่านเป็นประธานบอร์ด AI แห่งชาติ แต่ไม่เคยเรียกประชุมสักครั้งก็สะท้อนถึงความละเลยอีกเช่นกัน ดังนั้นจะให้เรา หวังว่าท่านจริงจังกับการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้ผมจึงขอเรียกร้องให้ท่าน นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลปรับปรุงการจัดทำงบประมาณใหม่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากกว่านี้ กราบขอบคุณครับ