ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลที่ใช้งบประมาณสูงแต่ยังขาดความชัดเจนและผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณให้กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเนื้อหาที่ลึกซึ้ง ทั้งในด้านการท่องเที่ยว เทศกาล อาหารไทย และมวยไทย ซึ่งยังขาดกลยุทธ์ในการสร้างอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง พร้อมเรียกร้องให้มีความโปร่งใส ความต่อเนื่อง และการวางแผนที่มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อให้เกิดพลังนุ่มนวลที่ยั่งยืนและสะท้อนความก้าวหน้าของประเทศอย่างแท้จริง
เรียนประธานสภาที่เคารพ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต ๓ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ เช้านี้เราฟัง Digital Wallet กันมาพอสมควรนะครับ สิ่งที่ผมจะอภิปราย ต่อไปนี้ก็เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล เหมือนเดิมครับ ผมจะอภิปรายเรื่อง Soft Power แต่ก่อนที่ผมจะเข้าสู่เนื้อหานะครับ ผมขออนุญาต Recap สั้น ๆ เพื่อทบทวนให้พ่อแม่พี่น้อง ประชาชนที่ติดตามอยู่ได้พอจะนึกออกว่า Soft Power ที่ ๑๐ เดือนที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไร แล้วรัฐบาลเพื่อไทยก็ตั้งใจจะหยิบนโยบาย Soft Power ขึ้นมาทำ เป็นนโยบายเรือธงตัวหนึ่ง ตอนแรกก็มีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power ขึ้นมาคณะหนึ่ง นำโดยหัวหน้า พรรคเพื่อไทยนะครับ จากนั้นก็มีประเด็นถกเถียงกันในสังคมครับว่า Soft Power คืออะไร ก็มีการแลกเปลี่ยนความเห็นไปมานะครับ แต่ถามว่าทุกวันนี้เรารู้หรือยังครับว่า Soft Power ไทยคืออะไร จำได้ไหมครับว่าตอนนั้นมีข่าวว่ารัฐบาลเตรียมใช้เงินสูงถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะทำนโยบาย Soft Power แต่ทุกท่านลองหลับตานึกดูดี ๆ นะครับ ๑๐ เดือนที่ผ่านมา เราเห็นผลผลิตใด ๆ จากนโยบาย Soft Power แล้วหรือยัง เราเห็นท่านภูมิธรรม ขออภัย ที่เอ่ยนาม ท่านไปถ่ายรูป Promote กับ Series Y เรื่องหนึ่ง เราเห็นท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึงท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ เดินทางไปทั่วโลกพร้อมกับ เครื่องแต่งกายลายผ้าขาวม้า เราเห็นงานมหาสงกรานต์ ๑ งานที่ท้องสนามหลวง และอย่าง นโยบายอย่าง OFOS : One Family One Soft Power ที่จะสร้างงาน ๒๐ ล้านตำแหน่ง เพิ่มรายได้ครัวเรือน ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี วันนี้สร้างได้สัก ๑ ตำแหน่งแล้วหรือยัง ทีนี้ไม่เป็นไรครับ ท่านคงจะลุกชี้แจง เหมือนเดิมนะครับ เราจัดตั้งรัฐบาลได้ช้า งบประมาณ ปี ๒๕๖๗ มาช้า เรื่องนั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวท่านคงชี้แจง แต่ทีนี้ครับผมเข้าใจพวกท่านว่าท่านต้องการที่จะใช้ Soft Power เพื่อยกระดับเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจให้กับต้นทุนที่ประเทศไทยเรามีไม่ต่างจากที่เกาหลีทำได้ ญี่ปุ่นทำได้ ประเทศอื่น ๆ ทำได้นะครับ แต่ในมุมมองของผมนะครับ ที่ผมได้ลองไล่เลียงดูสิ่งที่ท่านทำมาเหมือนจะไม่มี ผลงานนะครับ รวมถึงสิ่งที่ท่านกำลังจะทำที่ปรากฏในงบประมาณปี ๒๕๖๘ ผมก็ต้องบอก อย่างนี้นะครับว่า ความหลงใหลที่ท่านตามหาในทิศทางของท่านมันกำลังหลงทางอยู่ แต่ก่อนที่ผมจะอธิบายว่าท่านหลงทางอย่างไร ขออีกนิดหนึ่งครับ ให้ผมได้อธิบายว่าผมเข้าใจ Soft Power ในมุมมองของผมเป็นอย่างไร สำหรับผมนะครับ Soft Power มันคือเรื่องของ ความรู้สึก มันเป็นความรู้สึกที่คนไทยทุกคนต่างยอมรับในสิ่งนี้ มันเป็นความรู้สึกที่ชาวต่างชาติ เขามองเข้ามาแล้วเขาว้าวกับมันครับ ต้องว้าวถึงขั้นไหน คือเขาต้องว้าวถึงขั้นเขาอยากจะ เป็นคนไทย เขาอยากจะพูดภาษาไทย เขาเห็นความรู้สึกแบบนี้แล้วเขาอยากจะซื้อสินค้าไทย เขาอยากจะมาเที่ยวประเทศไทย เขาอยากใช้ชีวิตแบบคนไทย หรือต่อให้เขาอยู่ที่ประเทศ ของเขา เขาก็อยากจะเสพสื่อต่าง ๆ จากประเทศไทย นี่คือความรู้สึกที่ผมมองว่ามันคือ ความหมายของ Soft Power แต่ถามว่าความรู้สึกนี้รัฐบาลได้หาเจอหรือยังครับ ท่านอาจจะ เจอแล้วก็ได้นะครับ บางอย่างอาจจะมีอยู่แล้ว แต่ท่านอาจจะไม่กล้าที่จะยอมรับมัน ถ้าเรา ยังหาตรงนี้ไม่เจอผมคิดว่า Soft Power ที่กำลังทำอยู่ทุกวันนี้มันก็ยังมองไม่เห็นปลายทาง อย่างที่ผมบอกไปครับว่า ท่านกำลังหลงทาง ผมแบ่งการหลงทางของท่านเป็น ๔ อย่าง ซึ่งผม ก็จะไล่เลียงไปทีละเหตุผลนะครับ
หลงทางแรกครับ คือหลงทางเพราะรัฐบาลไม่ได้เตรียมการบ้านมาก่อน (คิดไปทำไป) ท่านเบื่อคำนี้แต่มันก็เป็นแบบนั้น อย่างที่ผมบอกตอนแรกมีข่าวว่าท่านจะใช้เงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อทำ Soft Power ๑๑ ด้าน พวกผมในฐานะฝ่ายค้าน ฝ่ายตรวจสอบ ตามหาครับว่าท่านเอาเงินจากไหน ๕,๐๐๐ ล้านบาท เอาเงินจากไหน เอามาทำอะไร ทำไป หรือยัง สรุปว่าค้นไปค้นมาครับ ๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นแค่แผน เป็นแค่แผนที่ภาคเอกชน หน่วยงานต่าง ๆ เสนอ เสนอ เสนอเข้ามา แล้วก็รวมมาได้กลม ๆ ที่ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แผนนี้ออกก่อนงบปี ๒๕๖๗ ตอนธันวาคมออกนะครับ แต่ท่านก็นำแผนนี้ไปบรรจุในงบ ปี ๒๕๖๗ ไม่ทัน แต่ไม่เป็นไรครับ ระหว่างทางแม้งบปี ๒๕๖๗ จะมาช้า ท่านนายกรัฐมนตรี ก็มีการควักงบกลางออกมาบ้าง งบกลางปี ๒๕๖๗ นะครับ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดนะครับ อย่างงานมหาสงกรานต์ Water Festival สาดน้ำตลอดเดือน จำได้ใช่ไหมครับ งานนี้ที่มี นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาถ่ายคลิป มาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเลยเพื่อจะมาสาดน้ำ แต่ไม่เจอคนไทยสาดน้ำแม้แต่คนเดียว งานนี้ละครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีควักงบกลาง ออกมา ๑๐๔ ล้านบาท สูงมากนะครับ ๑๐๔ ล้านบาท ใน ๑๐๔ ล้านบาทนี้ ๗๒ ล้านบาท นำไปให้กับ ททท. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจัดงานที่ท้องสนามหลวง และอีก ๓๒ ล้านบาท กระจายไปยัง ๑๖ จังหวัด ก็ไม่ได้ทั่วประเทศนะครับ กระจายไปยัง ๑๖ จังหวัด จังหวัดละ ๒ ล้านบาท ถามว่าผลที่เกิดได้ยกระดับเทศกาลไหม ไม่ครับ ๒ ล้านบาท มันก็เป็น เหมือนการจ่ายเงินเพิ่ม ยิง Ads โฆษณาเพียงเท่านั้น
อีกโครงการหนึ่งที่ผมบังเอิญพบเจอในเอกสารของกองทุนหมู่บ้าน นั่นคือ โครงการทำ Application OFOS ครับ Application OFOS โฆษณาให้พวกท่านนะครับ เป็น Application มือถือที่จะให้ประชาชนลงทะเบียนเลือก Soft Power ที่ถนัด ๓ ด้าน และท่านก็จะส่งหลักสูตร Course ต่าง ๆ ให้ประชาชนได้เรียน ผมเจอโครงการนี้ในกองทุน หมู่บ้านครับ ๙๖ ล้านบาท โครงการนี้อนุมัติไปแล้วในงบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่เราโหวต กันอยู่ในสภา ล่าสุดผมเจอกองทุนหมู่บ้านครับ ถามว่าโครงการนี้เป็นอย่างไรแล้วบ้าง Application เปิดตัวเมื่อไร กองทุนหมู่บ้านบอกว่า Applicaiton นี้ไม่ได้อยู่ที่เขาแล้ว Application นี้ไปอยู่ที่ DGA สำนักพัฒนารัฐบาลดิจิทัล แล้ว DGA ก็บอกเหมือนกันนะครับ ว่า Application นี้อยู่ที่เขานั่นละ แต่ใช้งบประมาณเพียงแค่ ๔๖ ล้านบาทเอง นี่ครับ นี่เป็น ๒ ตัวอย่างที่ผมอยากจะสื่อสารให้ท่านได้ทราบว่า รัฐบาลไม่ได้เตรียมการบ้านมาก่อน พอท่านไม่ได้เตรียมมาก่อน เงินไม่มี งานไม่ออก ท่านก็ต้องควักงบกลาง แล้วบางโครงการ ที่ท่านอยากทำเพราะว่า OFOS คือเรือธง ก็ต้องพยายามหาช่อง หาขยับโยกไปโยกมาเพื่อให้ งานมันออก ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ๑๐ เดือนที่ผ่านมาเราก็ยังแทบจะไม่เห็นอะไร จาก Soft Power
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
หลงทางที่ ๒ คือหลงทาง เพราะท่านเน้นจัดงานเป็นหลัก แน่นอนครับผมเข้าใจพวกท่านนะครับว่า ท่านต้องการมี ผลงานให้ประชาชนรู้สึกพอใจ ซึ่งนโยบายด้านการท่องเที่ยวก็ดี Soft Power ก็ดี การจัดงาน Event Festival ต่าง ๆ คือมันวัดผลง่ายแล้วมันดูมีผลงาน มันมีภาพว่าท่านไปเปิดงาน อย่างที่ผมบอกช่วงเดือนเมษายนมีงานสงกรานต์ ช่วงเดือนมิถุนายนก็จะเห็นท่านเล่นใหญ่ กับงาน Pride ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และปลายปีนี้เดาได้ไม่ยากนะครับ มันก็จะมีงานแบบลอย กระทง งาน Countdown ปีใหม่ ก็เชื่อได้เลยว่างานพวกนี้จะถูกตีฟูขึ้นมา แต่มันมีงานอยู่ ประเภทหนึ่งที่ผมกลัวว่ามันจะกลับมาอีกครั้ง งานแบบกินปาท่องโก๋มากที่สุดในโลก งานแบบ ใส่กางเกงช้างมากที่สุดในโลก งานแบบรำไหว้ครูมวยไทยมากที่สุดในโลก งานแบบนี้ครับ ผมกลัวว่ามันจะกลับมาอีกครั้ง ทำไม เพราะว่างานเหล่านี้มันถูกมองว่ามันเป็นงานด้าน Soft Power เพื่อการท่องเที่ยวอย่างหนึ่งนะครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องถามทาง ททท. ให้ชัดเจน นะครับว่า จะมีงานแบบนี้อีกหรือไม่ ยิ่งในปีนี้ ททท. ได้งบเพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ได้ ๖,๒๐๐ ล้านบาท แล้วเมื่อเช้าท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่างบประมาณด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ททท. เอาไปเกินครึ่งนะครับเพื่อการ PR โฆษณาจัดงาน ซึ่งถ้า ททท. ท่านฟังอยู่ที่ชั้น ๓ ปี ๒๕๖๘ กรุณาเตรียมเอกสารชี้แจงให้ด้วยนะครับ เพราะที่ผ่านมาเรา เจอกันบ่อยมาก แต่รายละเอียดของท่านที่จะมอบให้ผมนี้มันขอยากมากจริง ๆ นอกจากงาน ในไทยนะครับ สิ่งที่เราเห็นจากนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ช่วงหลังมานี้ก็คือความพยายามของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่จะดึงงานระดับโลกเข้ามาจัดในไทย Tomorrowland Formula One World Pride หมายเหตุนะครับ ยังไม่มีใคร Confirm มา ทีนี้พอพูดถึงงานเหล่านี้ครับ ผมก็อยากจะพูดถึงหน่วยงาน ๆ หนึ่ง TCEB ครับ สำนักจัดประชุมและนิทรรศการภายใต้ สำนักนายกรัฐมนตรี TCEB ปีนี้ได้งบประมาณอยู่ที่ ๘๘๘ ล้านบาท เพิ่มจากปี ๒๕๖๗ มา ๖๖ ล้านบาทนะครับ TCEB ก็เป็นหน่วยงานที่น่าเห็นใจสำหรับผมนะครับ ภารกิจหลักของ TCEB ก็คือเตรียมเอกสารเพื่อจะเดินทางไปดำเนินการ Bid ประมูลงานต่างชาติให้กับรัฐบาล ที่น่าเห็นใจคือปัจจัยอื่น ๆ ที่จะทำให้ประเทศไทยเราได้งานเหล่านี้มา มันไม่ได้อยู่ในมือของ TCEB ยกตัวอย่างให้ท่านได้เห็นภาพนะครับ อย่างงาน World Pride ตอนแรกมีข่าวนะครับ รัฐบาลอยากจะจัดเป็นเจ้าภาพ World Pride 2028 ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็ควักงบกลาง ออกไป ๒๑ ล้านบาท เพื่อให้ TCEB และภาคเอกชนที่ร่วม ๆ กันนี้ไปประมูลงานนี้ สรุปว่า เราโดนปฏิเสธนะครับ เราโดนปฏิเสธเพราะอะไร มันไม่ใช่เพราะว่าเราไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการท่องเที่ยวนะครับ แต่เราโดนปฏิเสธเพราะว่ากฎหมายที่สนับสนุนส่งเสริมผู้มี ความหลากหลายทางเพศของเรานี้ ณ เวลานั้นมันยังมีแค่สมรสเท่าเทียม แต่ประเทศอื่น ๆ ที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพเช่นเดียวกัน เขามีกฎหมายลักษณะนี้มากกว่าเรา อีกเหตุผลหนึ่งที่เรา ถูกปฏิเสธก็เป็นเรื่องของการยอมรับด้านสิทธิเสรีภาพ ความหลากหลายต่าง ๆ มันก็เป็นเหตุ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ยอมแพ้นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็พยายามที่จะประมูลงานนี้ World Pride 2030 อีกครั้ง ซึ่งในงบปี ๒๕๖๘ ก็ตั้งงบขึ้นมา ๑๗ ล้านบาทนะครับ ผมชื่นชม ความพยายามท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่ Movement เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมไม่เห็นอะไรเลย นอกจากการ Sponsor งาน Pride ต่าง ๆ นานานะครับ ผมอยากจะบอกท่านอย่างนี้นะครับว่า การจะได้เป็นเจ้าภาพ World Pride มันคงไม่ได้วัดกันด้วยจำนวน Pride Parade ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวนะครับ
สำหรับเรื่อง Event และ Festival นะครับ คือผมเข้าใจนะครับว่ามันเป็น นโยบายทางด้านการท่องเที่ยว เป็นทาง Soft Power นะครับ แต่คำถามผม ผมอยากตั้งไว้ อย่างนี้ครับว่า เราต้องการปักหมุดประเทศไทยด้วยงานเหล่านี้ให้โลกรู้จักประเทศไทย แต่ระหว่างการปักหมุดประเทศไทยด้วยงานไทย กับการปักหมุดประเทศไทยด้วยงาน ต่างประเทศ แบบไหนมันจะตอบโจทย์การท่องเที่ยวในระยะยาว และแบบไหนมันจะช่วยสร้าง Soft Power ให้กับประเทศไทยมากกว่ากัน
หลงทางที่ ๓ นะครับ คือหลงทางในการจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละราย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ท่านกำลังทำ มันเป็นการจัดสรรแบบผิดฝาผิดตัวนะครับผม ยกตัวอย่างเพื่อให้ท่านเห็นภาพชัด ๆ เลยดีกว่า อย่าง Soft Power ด้านอาหารก็มีกรม ส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม หากท่านยังอยู่ชั้น ๓ นะครับ ท่านเป็น ผู้รับผิดชอบ Soft Power ด้านอาหารนะครับ ก่อนที่ผมจะลงเนื้องบ ผมอยากให้ทุกท่านนึก ภาพถึงอาหารเกาหลีนะครับ อาหารเกาหลีจริง ๆ แล้วความหลากหลายมันไม่ได้เท่ากับ อาหารไทยนะครับ รสชาติมันก็คล้าย ๆ กัน ส่วนผสมหลักก็โคชูจัง น้ำมันงา แต่ทีนี้สิ่งที่เกาหลีเขาทำกับอาหารเขาคือเขาทำอะไรครับ เขาใส่ Content ใส่ความบันเทิง แล้วเขาก็สื่อสารสิ่งเหล่านั้นผ่านสื่อต่าง ๆ Platform ต่าง ๆ ไปทั่วโลก ทำให้คนบราซิลอยู่ บราซิลอยากกินอาหารเกาหลีแบบนี้ครับ นี่คือ Soft Power นี่คือสิ่งที่เขาทำเขาใช้ Content ตรงนี้ในการทำ แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำกับอาหารไทยครับ คือท่านกำลังจะโยนงบลงไป ๔๖๘ ล้านบาท เพื่อทำโครงการ ๑ หมู่บ้าน ๑ เชฟ แล้วในปี ๒๕๖๘ นี้นะครับ ๔๖๘ ล้านบาท ของปี ๒๕๖๘ ตัวชี้วัดก็คือผลิตเชฟ ๑๗,๔๐๐ คน คำถามของผมคือในปีหน้าท่านก็จะตั้ง แบบนี้อีกจนกว่าจะผลิตเชฟได้ครบทุกหมู่บ้านทั่วประเทศแบบนี้หรือครับ ซึ่งถ้าตามข้อมูล ของกองทุนหมู่บ้านเรามี ๗๕,๐๐๐ หมู่บ้านนะครับ แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือโครงการ ลักษณะนี้มันเป็นการสร้าง Demand ให้กับอาหารไทยอย่างไรมันเป็นการสร้าง Soft Power ให้กับอาหารไทยอย่างไรนะครับ สำหรับผมอาหารไทยผมคิดว่าคนต่างชาติตอนนี้รู้จักอาหาร ไทยอยู่ในระดับที่มาก ๆ แล้วนะครับ แล้วก็ตัวร้านอาหารไทยเองที่มีอยู่ทั่วโลก ผมคิดว่า ชาวต่างชาติก็สามารถเข้าถึงอาหารไทยได้ง่ายนะครับ ถ้าเป็นผมกับเงินจำนวนนี้ ผมก็คงเอาไป ทำ Content นะครับ สื่อสารอาหารไทยออกมาใหม่ เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ เล่าเรื่องเชิง วิชาการ เล่าเรื่องความบันเทิง เล่าอะไรก็ได้ผ่านสื่อต่าง ๆ ใหม่ เพื่อสร้าง Demand ให้กับอาหารไทย มากกว่าที่ผมจะมาเพิ่มเชฟทุกหมู่บ้านในลักษณะนี้นะครับ
อีกตัวอย่างหนึ่งครับ คือตัวอย่างของ Soft Power ด้านกีฬาครับ ในปีนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทยท่านก็ตั้งโครงการใหม่ขึ้นมา ชื่อโครงการว่า โครงการการยกระดับ กีฬามวยเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและเผยแพร่วัฒนธรรมสู่สากล ท่านขอมาประมาณ ๙๐๐ ล้านบาท ท่านได้รับอนุมัติไป ๖๔๔ กว่าล้านบาท ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ของก้อนนี้คือ ๔๗๓ ล้านบาท มันถูกใช้ไปกับการ PR ประชาสัมพันธ์มวยไทย Soft Power แล้วก็ถูกใช้ไปกับการจัดงานแข่งขันมวยไทย ทั้ง ๒ โครงการนี้ชื่อดูต่างนะครับ แต่ในความคิด ผมนะ มันก็เหมือนกับการเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาประเทศไทย ซื้อตั๋วเข้าชม มวยไทย แล้วก็เชิญชวนชาวต่างชาติให้ซื้อ Course เรียนชกมวยไทยแล้วก็กลับไป จบ คือโครงการลักษณะนี้มองอย่างไรมันก็คือการหารายได้จากการท่องเที่ยวนะครับ มันเป็น การเสริมสร้าง Soft Power ของมวยไทยอย่างไร มันทำให้คุณค่าของมวยไทยเพิ่มอย่างไร และมันต่างจากโครงการ Amazing มวยไทย Experience ของ ททท. ที่ของบมาทุกปี อย่างไรนะครับ ตัวผมเองนะครับ ผมพูดตรงนี้ว่าผมไม่ได้มีความรู้เรื่องมวยไทย แต่ผมเล่า อย่างนี้นะครับ ตอนผมเป็นเด็ก พ่อแม่ผมก็ส่งผมไปเรียนเทควันโดเพื่อให้มีวิชาป้องกันตัว ทุกวันนี้พ่อแม่ผู้ปกครองก็ยังคงส่งลูกหลานไปเรียนเทควันโดอยู่เลย ผมคิดว่าตราบใดที่เรา คนไทย พ่อแม่ผู้ปกครองหรือลูกหลานเรายังไม่มีความอยากเรียนมวยไทย อันนี้ละครับมันคือ ตัวบ่งชี้ว่า Soft Power มวยไทยเรามันไปผิดทางนะครับ อันนี้มันเป็น ๒ ตัวอย่างนะครับ ด้านอาหารกับด้านกีฬา จริง ๆ ก็อาจจะมีด้านอื่น ๆ ด้วยที่ท่านระบุมานะครับ ผมแค่ อยากจะชี้ให้เห็นว่าแต่ละอุตสาหกรรม คือคนที่กำหนดนโยบาย ต้องรู้ว่าแต่ละอุตสาหกรรม Stage ในการเติบโตของมันมันอยู่ตรงไหน เพื่อที่ท่านจะได้จัดสรรถูกว่าท่านควรจะลงทุน ด้าน Supply สร้าง Ecosystem หรือว่าลงทุนด้าน Demand เพื่อหา Content ใหม่ ๆ สื่อสารมันออกไปมากกว่า เพราะถ้าเป็นการจัดสรรแบบนี้ แบบไร้ทิศทางนะครับ อย่าว่าแต่ ตามหา Soft Power เลยครับ แค่จะยกระดับอุตสาหกรรมมันไปอีกขั้น ผมว่ามันก็อาจจะ เกิดได้ยากนะครับ
ผ่านไป ๓ หลงทางนะครับ หลงทางที่ ๔ คือความหลงทางที่เกิดจากการ ไม่เข้าใจกันระหว่างรัฐบาลและหน่วยราชการ ในความเป็นจริงนะครับ Soft Power ก็ไม่ได้ เป็นนโยบายใหม่เสียทีเดียวนะครับ แต่ก็เป็นนโยบายที่สืบเนื่อง ไม่เรียกว่าสืบเนื่องก็ได้ เป็นนโยบายที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ก็เคยทำมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำเพื่อการท่องเที่ยว เป็นหลักนะครับ แต่ในเมื่อพรรคเพื่อไทยหยิบสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อจะทำก็ไม่เป็นไรนะครับ แต่การที่ท่านทำมันนะครับ อยู่ดี ๆ ท่านก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เชิญภาคเอกชน เข้ามาร่วม เรียกหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วม บางหน่วยงานก็เคยทำเรื่องนี้มาก่อน เขาก็พอ เข้าใจได้ปรับตัวได้นะครับ บางหน่วยงานที่ไม่เคยทำเรื่องนี้เลยก็ถูกเรียกเข้ามา แล้วก็มี บางหน่วยงานที่อาจจะทำเรื่องนี้อยู่แล้วแต่ก็ไม่ถูกเรียกเข้ามา ด้วยเหตุนี้ครับ มันก็เลยเกิด ความลักลั่นขึ้นนะครับ ความลักลั่นแรกที่เกิดขึ้นก็คือการที่ท่านไม่มีเจ้าภาพที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะดูแลเรื่องนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power นะครับ โดยตำแหน่งท่านเป็นที่ปรึกษานะครับ งบประมาณท่านไม่มี จะสั่งการเต็ม ๆ จริง ๆ ก็ไม่ค่อยได้นะครับ ท่านจะส่งผ่านโครงการไหน ท่านก็ต้องใช้หน่วยรับงบประมาณปกติให้เขาปรับโครงการเดิม เขียนโครงการให้สอดคล้อง กับสิ่งที่ท่านเสนอนะครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ๑๐ เดือนนะครับที่ท่านไม่รอ แต่ ๑๐ เดือน ผ่านมาแล้ว แล้วเรื่องนี้มันเป็นนโยบายเรือธงของท่านนะครับ วันนี้เราได้ยินคำว่า THACCA เยอะมากนะครับ THACCA ก็คือจะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพตามกฎหมายใช่หรือไม่ครับ แต่ว่า พ.ร.บ. THACCA มากี่โมงครับ นี่ครับมันคือความลักลั่นแรก ด้านบทบาท อำนาจหน้าที่
อีกความลักลั่นหนึ่งครับ ก็คือความลักลั่นด้านงบประมาณ ความไม่ชัดเจน ของพวกท่าน ท่านระบุหน่วยงานไม่ครบ หรือกำหนดโครงการไม่ดีอะไรต่าง ๆ นานา หน่วยงานราชการต่าง ๆ หน่วยรับงบประมาณเขาก็จะทราบเพียงแค่ว่า Soft Power คือนโยบายของรัฐบาลนะ Soft Power คือนโยบายของรัฐบาล สิ่งที่เขาทำคือเขาทำอะไรครับ เขาก็ปรับโครงการเดิมครับ เขียนโครงการใหม่ขึ้นมาครับ โดยห้อยคำว่า Soft Power สร้างสรรค์ เศรษฐกิจฐานรากสร้างสรรค์ ประมาณนี้ขึ้นมา ซึ่งอย่างที่ สส. ศิริกัญญาพูดไป นะครับ คำของบประมาณด้าน Soft Power ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณ ก็ตัด ตัด ตัด ลงมาจนเหลือ ๕,๒๐๐ ล้านบาท แต่ใน ๕,๒๐๐ ล้านบาทนี่นะครับ ผมเชื่อเป็น อย่างยิ่งว่ามีโครงการที่ห้อยคำว่า Soft Power มา แต่ในรายละเอียดนี้น่าจะไม่ใช่ Soft Power เลย ยกตัวอย่างบนสไลด์เห็นนะครับ ค่าใช้จ่ายในการขับเคลื่อน Soft Power ด้วยเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยของกระทรวงพาณิชย์ โครงการ Soft Power พลังสื่อสารเสริมสร้างคุณธรรมสังคมไทย โครงการส่งเสริม Soft Power อาชีวศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ผมอยากจะอธิบายให้ท่านว่ามันคือ Soft Power อย่างไร แต่ผมก็ตอบ ไม่ได้จริง ๆ ถ้าหากกระทรวงต่าง ๆ จะชี้แจงให้ได้นี่ผ่านรัฐมนตรีของท่านก็จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่งนะครับ
นอกจากนี้ครับ มันก็จะมีโครงการอีกแบบหนึ่งที่เป็นโครงการ Soft Power ดูแล้วเป็น Soft Power นั่นละ แต่มันดูเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ออกนะ ผมยกตัวอย่างนะครับ มันมีโครงการส่งเสริม Soft Power เพื่อการท่องเที่ยวตลาด คุณภาพสูงของ อพท. องค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว แล้วก็มีโครงการมวยไทย Soft Power อีกอันหนึ่ง แต่เป็นของกรมพลศึกษา ชื่อโครงการดูสอดคล้องกับ Soft Power แต่กรมพลศึกษากับ อพท. ถ้าข้อมูลผมไม่ผิด ๒ หน่วยงานนี้ท่านไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ Soft Power และถ้าเราเอา ๕,๒๐๐ ล้านบาทของ Soft Power มากางออก มันก็จะพอมองออกว่างบประมาณด้าน Soft Power มันไปกระจุกอยู่ที่กระทรวงใดบ้าง มันก็พอจะเดาได้ว่า Soft Power ของท่านมันไปอยู่ด้านใดบ้าง ตัวเลข ๕,๒๐๐ ล้านบาท ถามว่ามีกี่โครงการที่ออกมาจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power แล้วมีกี่โครงการที่ หน่วยงานต่าง ๆ เขียนขึ้นมาเอง แล้วมีกี่โครงการที่เพียงแค่โหนคำว่า Soft Power ตัวเลข ๕,๒๐๐ ล้านบาท ในเล่มนี้เมื่อเช้าเขียนไว้ว่า งบประมาณด้าน Soft Power ๔,๙๐๐ ล้านบาท เป็นไปได้ไหมว่ามันมีการลักลั่นในงบประมาณเกิดขึ้น ในเรื่องนี้ผมก็ขอตั้งข้อสังเกต ฝากไปยังกรรมาธิการงบประมาณเลยว่า ในปีนี้ถ้าท่านพบโครงการที่ห้อยคำว่า Soft Power มา แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องท่านต้องตัดนะครับ แล้วถ้าหากท่านพบโครงการที่เป็น Soft Power แต่ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ออกมา ผมคิดว่าท่านก็ควรจะตัดเหมือนกัน เพื่ออะไร เพื่อให้งานของคณะกรรมการที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีท่านอุตส่าห์ตั้งขึ้นมา ให้งานเขามีความหมาย เพื่อให้งบประมาณด้าน Soft Power มัน Lean แล้วตอบโจทย์ ไม่ใช่ปล่อยให้งบบวม แล้วทิศทางมันจะดูบวมไปเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่จริงจังกับเรื่องนี้นะครับ
ท่านประธานครับ อันนี้ก็เป็น ๔ เหตุผลที่ผมพยายามจะชี้ให้เห็นว่า Soft Power ของรัฐบาลหลงทางอย่างไร แต่ ๔ เหตุผลนี้มันก็มาจากการวิเคราะห์ข้อมูล เท่าที่ผมเห็นนะครับ ผมเป็นคนวงนอก ผมไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ใด ๆ เลย ในความเป็นจริงอาจจะมีเรื่องดี ๆ อยู่ในนั้นก็ได้ แต่ผมมิอาจหยั่งรู้ได้เลยนะครับ ดังนั้น ผมก็อยากให้ทุกท่านอย่าได้คิดว่า ผมและพรรคก้าวไกลเราขัดขวางเรื่องนี้ พวกเราเอง ก็อยากเห็นอุตสาหกรรมต้นทุนของเรามันถูกยกระดับด้วยความสร้างสรรค์ เพื่อให้มันมี มูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน
ในการนี้พวกเราก็มีข้อเสนอนะครับ ข้อเสนอนี้ก็เป็นข้อเสนอขั้นพื้นฐานสุด ๆ พื้นฐานมาก ๆ ที่เราเชื่อว่ามันจะช่วยปลดล็อกความสร้างสรรค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม ไหนก็ตาม ผมขอเสนอโมเดลนะครับ Model นี้ชื่อว่า CEA Model CEA ชื่อเหมือน สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ทำงานด้านนี้มานาน C ตัวแรก Core Value ความสร้างสรรค์มันจะไม่เกิด ถ้าเราหา Core Value ของมันไม่เจอ วิธีการที่ง่ายที่สุดครับ ปรับทัศนคติของตัวท่านเอง หยุดครอบ หยุดนำคุณธรรมอันดีที่ท่านอาจคิดขึ้นมาเองมา ครอบมันไว้ ซึ่งถ้าท่านปรับทัศนคติของตัวเองได้นะครับ กฎหมาย สวัสดิการ การส่งเสริมต่าง ๆ มันจะตามมาเองเลยครับ โดยที่เราไม่ต้องใช้พลังทางการเมืองใด ๆ เลย E คือ Ecosystem เศรษฐกิจระบบใดก็ตาม มันไม่เกิดแน่นอนถ้า Ecosystem มันไม่เอื้ออำนวย Ecosystem มันก็พูดได้หลายอย่าง โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนที่เป็น Hard Infrastructure นะครับ Soft Loan ใช่หมดนะครับ แต่ผมจะพูดเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง Upkill Reskill ของพวกท่านนั่นละครับ จริง ๆ มันเป็นนโยบายที่ดี แต่ผมติดอยู่นิดเดียวตรงที่ว่าเราควรจะให้อิสระกับประชาชนให้ เขาเลือกสิ่งที่เขาเรียนรู้ การที่ท่านจัดทำหลักสูตรให้ มันก็เหมือนกับการไปครอบความ สร้างสรรค์ไว้อยู่ดี อันนี้ก็เป็นด้าน Ecosystem ที่อยากจะพูดถึง A คือ Agency ในเรื่องนี้ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ควรจะทำอะไร อย่างแรกเลยก็ต้องมีหน่วยงานมาเป็นเจ้าภาพ ในเรื่องนี้ที่จะ Clear ความลักลั่นในบทบาทของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งความเห็นผมก็คือ CEA นั่นละควรจะถูกยกระดับขึ้นมาเพื่อเป็นแม่งานด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เศรษฐกิจ สร้างสรรค์ของไทย และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะเสนอก็คือ ผมเสนอให้มีแผนบูรณาการ งบประมาณแบบบูรณาการ แต่ผมจะไม่เรียกแผนบูรณาการ Soft Power ผมขอเรียกว่า แผนบูรณาการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย พูด Model CEA นี้ไป หลายท่านนั่งฟัง อาจจะบอกว่าก็ธรรมดาใครก็พูดได้ใช่หรือไม่ครับ แต่ทีนี้เรื่องธรรมดาง่าย ๆ แบบนี้ครับ ประเด็นก็คือมันมักจะไม่ค่อยเกิดในประเทศไทย ไม่รู้ว่าทำไม ผมเหลือเวลาไม่มาก
สุดท้ายนี้นะครับท่านประธาน เพื่อสรุปทั้งหมดอีกครั้ง Soft Power จะไม่เกิด ถ้าเรายังหาความรู้สึกอันน่าหลงใหลที่เราคนไทยและคนต่างชาติต่างยอมรับมัน อันนั้นยัง ไม่เจอ Soft Power จะไม่เกิดเช่นเดียวกันถ้ารัฐบาล หน่วยงาน หรือแม้แต่ผู้ประกอบการเอง ยังคงมองว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเพื่อหารายได้จากการท่องเที่ยว และ Soft Power ก็จะไม่เกิด ถ้าคนที่กำลังทำมันอยู่มอง Value Chain มอง Stage ของแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ออก ท่านก็จะจัดสรรงบประมาณไม่ถูกนะครับ เรื่องนี้มันยังไม่สายเกินไปนะครับ เพราะประเทศอื่นที่เขาสำเร็จด้าน Soft Power เขาก็ใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี ผมหวังว่า การอภิปรายของผมในครั้งนี้จะทำให้เราทุกคนไม่เพียงแต่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาลรวมถึง ประชาชนได้เข้าใจ Soft Power มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้หาทางปลดล็อกความสร้างสรรค์นั้น ออกมา เพื่อที่อุตสาหกรรมของเราจะถูกยกระดับด้วยความสร้างสรรค์ แล้ววันหนึ่ง Soft Power มันจะเกิดเองโดยที่ไม่ต้องให้ใครมากำหนดมาบอกว่ามันคืออะไร ขอบพระคุณครับ