ธนาธร โล่ห์สุนทร หารือปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพจากโครงสร้างสังคมผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย และปัญหาเรื้อรังอย่างหนี้ครัวเรือนสูงและประสิทธิภาพการเก็บภาษีที่ลดลง พร้อมเสนอแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการจัดสรรงบประมาณตามนโยบายรัฐบาลและแผน Ignite Thailand โดยเน้นใช้ Digital Wallet กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ร่วมกับการผลักดันร่างกฎหมายเพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้ที่ประชุมรับหลักการในวาระที่ 1 และสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ศักยภาพสูงสุดร่วมกันทุกภาคส่วน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ธนาธร โล่ห์สุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมก็ขอ ที่จะสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณประจำปี ๒๕๖๘ ของทางรัฐบาล โดยผมก็จะพูดถึง ปัญหาของเศรษฐกิจไทยก่อนนะครับว่า มันมีที่มาเป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงต้องมีการจัดสรร งบปี ๒๕๖๘ นี้ ตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี โดยปัญหาที่เราพบเห็นมาตลอด ก็คือว่า เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมาตลอดนะครับ ขอสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
แล้วก็จะเห็นว่า ๑๓ ปีที่ผ่านมาตัว GDP ของไทยโตต่ำกว่าคาดหวังนะครับ จากการคาดการณ์ของ ๓ สถาบันทางเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ หรือแบงก์ชาติเองก็ตาม แต่ว่าพอมีตัวเลขจริง ออกมา ก็จะเห็นนะครับว่ามันจะโตต่ำตลอด ขอสไลด์ต่อไปครับ ซึ่งจากการที่เราโตต่ำกว่าศักยภาพมาตลอด มันก็นำมาซึ่งปัญหาทำให้เรา โตต่ำ เติบโตได้ช้า ซึ่งปัญหาเหล่านี้มันก็นำมาซึ่งโครงสร้างทางเศรษฐกิจเราที่เปราะบาง ผมก็จะชี้ปัญหาของไทยนะครับ ที่เราโตต่ำมันเกิดมาจากอะไรนะครับ
ประการแรก เรากำลังมุ่งเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสุดยอด หรือว่า Super Aging Society โดยปัจจุบันนี้ เรามีผู้สูงวัยอยู่ที่ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของประชากร ซึ่งตอนนี้คำนิยามขององค์การสหประชาชาติก็คือว่า เราเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ อีก ๗ ปี หรือภายในปี ๒๐๓๐ ประเทศไทยก็กำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสุดยอด หรือ Super Aging Society คือมีประชากรกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่จะเป็น ผู้สูงอายุ การที่เรามีประชากรอยู่ในช่วงผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มันนำไปสู่ปัญหาเลยครับ ท่านประธาน มันนำไปสู่ปัญหาว่าวัยแรงงานของเราลดลงทุก ๆ วัน ที่ต้องเข้ามาสู่ ตลาดแรงงาน แต่เรามีคนที่เราต้องดูแลเพิ่มขึ้น มันก็เลยเกิดภาวะว่า เรารวยโดยยังไม่ทันจะ แก่ เราก็ยังไม่รวยนะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือปัญหาหนี้สินครัวเรือนของไทยที่โตไม่หยุด จนที่จะเริ่มเข้า สู่จุดอันตรายแล้ว โดยมีการคาดการณ์กันว่าน่าจะขึ้นไปแตะที่ ๙๑.๔ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่กดดันการเติบโตของเรามาตลอด เป็นภาระความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน หลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็พยายามจะแก้ไขปัญหานี้ แต่มันก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นนะครับ คือความสามารถ ในการเก็บภาษีของรัฐไทยมันลดลงทุก ๆ ปี มีการพูดกันถึงว่าเราอยากจะเป็นรัฐสวัสดิการ แต่การที่เราจะเป็นรัฐสวัสดิการได้ ประเทศต้องมีความสามารถในการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็ต้องเก็บภาษีได้มากด้วย แต่ถ้าเราดูจากตัวเลขเรายังห่างไกลจากจุดนั้นมาก ๆ นะครับ เราเคยเก็บได้สูงสุดสัดส่วนต่อ GDP ในปี ๒๕๕๖ อยู่ที่ ๑๗.๘๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นครับ ปี ๒๕๖๒ มันลดเหลือ ๑๖ เปอร์เซ็นต์นิด ๆ เท่านั้นเอง ปี ๒๕๖๖ เหลือ ๑๕.๗๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราเทียบกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงเหมือนเรานะครับ อย่างเช่น ตุรกี บราซิล แอฟริกาใต้ หรือจีนเองก็ตาม สัดส่วนที่เขาเก็บได้อันนี้เป็นข้อมูลจากปี ๒๕๖๓ สัดส่วนต่อ GDP ของเขาอยู่ในช่วงระหว่าง ๑๖.๒๖ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้า เราไปดูประเทศที่มีรายได้สูงจะอยู่ที่ราว ๆ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งนั้นนะครับ และไม่มีประเทศ ไหนที่สัดส่วนการเก็บภาษีต่อ GDP มีแนวโน้มลดลงอย่างประเทศไทย สิ่งนี้มันชี้ให้เห็นว่ารัฐ ไทยของเราเป็นรัฐที่กำลังจะตาย เพราะว่าเราเก็บภาษีได้ลดลงนะครับ ซึ่งก็เป็นปัญหาเชิง โครงสร้างที่เราต้องเร่งแก้ไขนะครับ
ประการสุดท้าย โลกเปลี่ยนไปเราก้าวไม่ทัน เราอยู่ในโลกเก่า อุตสาหกรรม เราปรับตัวไม่ทันนะครับ แรงงาน โรงงาน โดน Disrupt มาตลอด โครงสร้างพื้นฐานเรา ก็ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ทันเวลา ๔ ปัจจัยนี้ละครับ ซึ่งมันก็นำมาสู่การข้อถกเถียงว่า ตอนนี้เราอยู่ในภาวะวิกฤติหรือไม่นะครับ ถ้าเราดูจากตัวเลขสถิติเป็น GDP ในไตรมาส ๑
ขอสไลด์ถัดไปด้วยครับ จะเห็นว่าเราโตต่ำที่สุดในอาเซียน เราโตที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะครับ เพื่อนบ้านเราโต ๔ เปอร์เซ็นต์ โต ๕ เปอร์เซ็นต์กันหมด สื่อต่างชาติเคยขนานนามเราว่าเราเป็น Teflon Thailand เป็นเหมือนกระทะเคลือบที่ทอด อะไรก็ไม่ติดนะครับ กระทะ Teflon เราจะเจอวิกฤติการณ์ทางการเมือง ภัยธรรมชาติ เราก็ สามารถกลับมาเติบโตได้อย่างดีตลอดนะครับ แต่ตอนนี้บุญเก่าของเรามันก็ค่อย ๆ หมดไป โครงสร้างพื้นฐานที่เราเคยมี มันก็ถูกใช้ไปไม่มีการที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนะครับ นักวิชาการบอกว่ามันยังไม่วิกฤติ แต่ว่าพรรคเพื่อไทยเรามองว่าตอนนี้มันวิกฤติแล้วครับ มันคือ วิกฤติที่จะทำให้เราไม่สามารถที่จะก้าวขึ้นกลับไปเป็นเบอร์ ๑ ของอาเซียน แล้วก้าวขึ้นไป เป็นประเทศที่ร่ำรวยได้นะครับ
ซึ่งจากปัญหาเหล่านี้ผมก็เห็นการแก้ปัญหาในการจัดสรรงบในปีนี้ของท่าน นายกรัฐมนตรีที่สอดประสานกับโครงการ Ignite Thailand นะครับ โดยงบประมาณในปีนี้ ก็คือทางกระทรวงการคลัง ผมมองว่ามีการจัดงบอย่างทะเยอทะยานครั้งหนึ่งเลยนะครับ โดยมีการประมาณการรายได้ในปี ๒๕๖๗ อยู่ที่ ๒,๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วจะเติบโตขึ้นอีก ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ ๒,๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ และเราคาดการณ์รายจ่ายอยู่ที่ ๓,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ แล้วก็จะเพิ่มขึ้นเป็น ๓,๗๕๒,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ โดยจะมีการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ และ ๘๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๘ โดยคิดเป็นหนี้สาธารณะอยู่ที่ ๖๕.๗๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ๖๗.๘๘ เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับนะครับท่านประธาน โดยก็ยังคงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ได้ตามที่กฎหมายกำหนดนะครับ ซึ่งในการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ ผมมองว่าทางรัฐบาลได้ ทำตามกรอบนโยบาย Ignite Thailand ที่ท่านนายกได้ประกาศไว้ และเพื่อที่จะกระตุ้น ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นด้วย Digital Wallet ให้เราสามารถจะฟื้นคืนกลับมา โดยในระยะกลางก็มีการลงทุนใน Tech ที่ทันสมัยต่าง ๆ นะครับ ในการปรับโครงสร้าง อุตสาหกรรม และในระยะยาวมันก็จะเกิดการที่เราจะตอกเสาเข็มโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อที่จะ ดึงศักยภาพของประชาชนคนไทยให้กลับมานะครับ ผมก็จะขอพูดถึงงบที่เป็นที่ถกเถียงกัน อยู่นะครับ วันนี้เพื่อนสมาชิกหลายคนก็ได้พูดถึงกันนะครับ นั่นคือ Digital Wallet ครับ ผมมอง ว่าตัว Digital Wallet ก็จะเป็นการจุดไฟความหวังให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย เป็นสิ่งที่ รัฐบาลได้วางไว้ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นนะครับ ซึ่งงบการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศนะครับ ในหลาย ๆ โมเดล แล้วนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ในวิกฤติ Hamburger Crisis ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับ ประชาชนของสหรัฐอเมริกา ก็ได้มีการทำนโยบายฉุกเฉินขึ้นมา โดยทางการสหรัฐอเมริกา ที่จะจ่ายเงินภาษีคืนเป็นเงินสดให้กับประชาชน เพื่อที่จะเพิ่มกำลังซื้อ ซึ่งการทำนโยบาย ในขณะนั้นอาจจะเกิดความล่าช้าและอุปสรรคที่ไม่คาดคิด แต่เมื่อทำเสร็จแล้วก็ประสบ ผลสำเร็จ สามารถที่จะทำให้ครัวเรือนของสหรัฐอเมริกาหลุดจากวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ผมมองว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ได้มีการเรียนรู้จากหลาย ๆ ที่มาใช้ และการกำหนด กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็เพื่อพุ่งเป้าไปสู่กลุ่มคนที่สามารถที่จะมี Impact ต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุด นะครับ โดยโครงการนี้มีการประมาณการที่จะมีคนเข้ามาร่วมโครงการถึง ๕๐ ล้านคนที่ผ่าน เกณฑ์ และไม่ใช่ระบบมาก่อนได้ก่อนนะครับ โดยเงื่อนไขทุกขั้นตอนได้รับการคิดมาอย่างดี แล้วซึ่งโดยแก่นแท้ของการทำนโยบายนี้ก็เพื่อที่จะสร้างศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ฉุดประชาชนและสังคมให้ออกมาจากหล่มความทุกข์ยาก แล้วก็การสร้างศักยภาพการเติบโต ผ่านเศรษฐกิจใหม่ ผ่าน Digital Wallet เรียกได้ว่าเป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย และของรัฐบาลท่านนายกซึ่งได้รับการไตร่ตรองมาอย่างดี การออกแบบต่าง ๆ เรารับฟัง ความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน นักวิชาการ หรือผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ โดยสาเหตุที่ต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์การใช้จ่าย เพราะว่าเมื่อพูดถึงการกระตุ้น GDP ให้ขยายตัวระยะสั้นครับท่านประธาน ผมก็จะขอเท้าความขอเล่าสั้น ๆ นะครับว่า มันมาจาก ตัวคูณการโอนหรือ Transfer Multiplier ซึ่งตัวคูณตัวนี้คือผลกระทบการอัดฉีดเงินในระบบ ให้เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ๑ บาทที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าเราพิจารณาแนวโน้มส่วนเปลี่ยนแปลง การบริโภค หรือ Marginal propensity to consume เราก็จะเห็นนะครับว่าเงินที่เราจ่าย ให้กับผู้มีรายได้น้อยจะมีแนวโน้มที่จะบริโภคมากกว่าคนที่มีรายได้มาก หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ นะครับว่า เงินจำนวนเท่ากันให้กับคนที่มีฐานะทางการเงินต่างกันก็นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต่างกัน ด้วยครับท่านประธาน สิ่งเหล่านี้เป็นการกำหนดเงื่อนไขเพื่อที่จะทำให้การจ่ายเงินก้อนใหญ่ ของรัฐในครั้งนี้เป็นการจ่ายให้กับประชาชนกลุ่มนี้กลุ่มใหญ่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้นะครับ เพื่อดึงการเติบโตเราให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพอีกครั้งหนึ่งนะครับ โดยมีการคาดหมาย กันว่า ผลกระทบจากนโยบายนี้ต่อระบบเศรษฐกิจจะทำให้เศรษฐกิจในปี ๒๕๖๗ โตขึ้นได้ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในปี ๒๕๖๘ โตได้อยู่ระหว่าง ๐.๑ และ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่จะเพิ่มขึ้น แล้วก็จะทำให้เกิด Digital Literacy เพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ AI Blockchain ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่ดีที่จะรองรับการมาของบริษัทเทคโนโลยีและ Startup ใหม่ ๆ นะครับ แต่ก็มีคนตั้งข้อสังเกตนะครับท่านประธานว่าเงื่อนไขการลงทะเบียน จะเป็นการไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามา เพราะว่ากลัวการที่จะโดนเก็บภาษีเพิ่มขึ้น มันก็โยงไปสู่ปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในข้อ ๓ ที่ผมได้กล่าวไปแล้วนะครับ การดึง คนเข้ามาสู่ในระบบภาษีไม่ใช่ว่าเราจะไปขูดรีดภาษีเขานะครับ แต่มันหมายถึงว่ารัฐจะมี ข้อมูลคนในระบบจะสามารถที่จะวางแผนภาษีที่ยุติธรรมสำหรับทุก ๆ กลุ่ม เพื่อที่จะลด ความเหลื่อมล้ำได้ครับ แล้วผมก็ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าจากการคิดไตร่ตรองมาอย่างดีของ รัฐบาล แล้วก็จากผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ที่ระดมความคิดกันในการทำนโยบายนี้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังนะครับ ผมมองว่าสิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ ไม่ใช่หนี้สาธารณะ ครับ แต่คือตัวเลขหนี้ครัวเรือนอย่างที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนะครับ ส่วนในงบระยะกลาง ที่ผมมองว่าเป็นการที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเราให้เติบโตกลับขึ้นมาได้ก็คือการทำ โครงสร้างพื้นฐาน EV ที่ ๘,๐๑๐ ล้านบาท ในงบประมาณปี ๒๕๖๘ ปีนี้ โดยผมมองว่า กระทรวงการคลังให้ความสำคัญในการพัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อที่จะสร้าง New S-Curve ให้ล้อไปกับ Trend ของโลกนะครับ นั่นคือ Trend ESG แล้วก็ทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็จะสอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่เราได้ปักธงเอาไว้ เพราะว่าบริษัทรถ EV ก็ได้มีความคล้ายคลึงกับบริษัท เทค-คอมพานี มากกว่านะครับ มากกว่าบริษัทรถยนต์ธรรมดานะครับ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเสริมสร้างซึ่งกันและกันด้าน การพัฒนาอุตสาหกรรม EV การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและเทคโนโลยีนะครับ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเตรียมความพร้อมประชาชนและภาคแรงงานให้เข้าสู่อุตสาหกรรม สมัยใหม่ผ่านโครงการ Digital Wallet ครับ ผมมองว่ารัฐบาลท่านนายกไม่ได้มองไปแค่ ข้างหน้า แต่กลับมีการโอบอุ้มทุก ๆ คนที่อาจจะบาดเจ็บอยู่ระหว่างทาง เพื่อที่เราจะก้าวเดิน เข้าไปสู่อนาคตใหม่ด้วยกันนะครับ โดยผมขอชื่นชมกระทรวงการคลังที่ได้วางนโยบายในการ แก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกรกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยได้พักชำระหนี้ไปแล้วกว่า ๒,๖๐๐,๐๐๐ ราย รวมถึงได้อบรมพัฒนาอาชีพเกษตรกรกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ในส่วนของ SMEs และผู้มีรายได้น้อย กระทรวงการคลังก็ได้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการปรับตัวกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารออมสินกว่า ๒,๖๐๐,๐๐๐ ราย และมีการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนกว่า ๔.๙ ล้านคน สำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐ เพราะเราเชื่อในศักยภาพของประชาชนและธุรกิจใหญ่เลยครับ ซึ่งรัฐบาลที่นำโดย ท่านนายกรัฐมนตรีก็จะคอยเป็น Safety Net เป็นตาข่ายที่คอยพยุงทุกคนเมื่อเกิด ความล้มเหลว เพื่อที่จะทำให้ทุกคนเดินหน้าไปด้วยกันได้นะครับ เพราะเวลามีมูลค่าครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมมองว่าเราต้องลงมือทำ รัฐบาลได้เดินมาถูกทางแล้วก็คือ การที่เราลง มือทำที่กระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อจะพลิกฟื้นให้เรากลับคืนมานะครับ ด้วยปัจจัยทาง เศรษฐกิจที่ผ่านมา ๔ ปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่เข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ หนี้ครัวเรือนที่โตในอันดับสูง โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ตอบโจทย์ และการมี ตาข่ายที่คอยโอบอุ้มประชาชนที่จะเดินข้างหน้าไปด้วยกัน เตรียมความพร้อม เตรียมความรู้ ทางด้านเทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ นะครับ
ท้ายที่สุดแล้วเสาเข็มที่รัฐได้ตอกเอาไว้จะกลายเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ ของประเทศ โดยการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพและก้าวไปเป็นประเทศชั้นนำของโลก ด้วยความสามารถของประชาชนคนไทย เอกชนไทย รัฐบาลที่ทำงานสอดประสานกัน ก็คือ การจะเห็นประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้าเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชนทุกคนครับ ผมก็ขอฝากท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกในที่นี้นะครับ ช่วยกันรับหลักการในวาระที่ ๑ เพราะพี่น้องประชาชนรอความหวังจากพวกเราอยู่ครับ ขอบคุณครับ