ศิริกัญญา ตันสกุล หารือเรื่องงบประมาณปี 2568 ซึ่งเธอคิดว่าประเทศไทยกำลังเสี่ยงเกินไปและไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เธอชี้ว่าการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลนี้มีการบิดเบือนข้อมูล และเรียกร้องการจัดลำดับความสำคัญในการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ เธอยังระบุว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะอีกครั้ง นอกจากนี้ เธอยังเสนอว่าหากเก็บภาษีและรายได้เท่าใด ก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยไปแล้ว 10 เปอร์เซ็นต์ และเรียกร้องให้พิจารณาการกำหนดสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ให้เหมาะสม
เรียนท่านประธานที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานที่เคารพคะ งบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่ได้จัดทำขึ้นมานี้ทำให้ประเทศไทยได้มีการทำลายสถิติใหม่ ทางการคลังหลายตัวด้วยกันค่ะท่านประธาน นอกเหนือไปจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงไปเมื่อเช้าแล้วว่า รายจ่ายลงทุนต่องบประมาณของประเทศไทยนั้นสูงที่สุด ในรอบ ๑๗ ปี แต่ก็ยังมีอีกหลายตัวเราไปดูกันค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
นอกจากรายจ่ายลงทุนที่สูง ที่สุดในรอบ ๑๗ ปีแล้ว การตั้งงบขาดดุลต่อ GDP หรือว่าการกู้ขาดดุลนี่ก็สูงที่สุดในรอบ ๓๖ ปี เช่นเดียวกันค่ะ ขอย้อนกลับไปหน้าแรกก่อนค่ะ
ต่อไปค่ะ ดอกเบี้ยต่อรายได้ก็คือ งบที่ตั้งไว้สำหรับชำระดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับ ประมาณการรายได้ของรัฐบาลก็สูงที่สุดในรอบ ๑๔ ปีเช่นเดียวกัน หนี้สาธารณะต่อ GDP ทำ All Time High ค่ะท่านประธาน ก็คือสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ว่าเท่าที่ดิฉันสืบค้นข้อมูล ย้อนหลังไปได้เพียงแค่ ๒๙ ปีก็เลยนำมาโชว์ตรงนี้ค่ะ แต่ก็ยังมีด้านดี ๆ นะคะท่านประธาน ก็คือสัดส่วนของการชำระคืนเงินต้น หรือว่าชำระคืนต้นเงินของเงินกู้ของรัฐบาล ก็สูงสุด ในรอบ ๓๑ ปีด้วยกันค่ะ แน่นอนว่ามันดูเหมือนจะมีทางด้านดี แล้วก็ด้านที่ไม่ดีด้วยนะคะ เดี๋ยวเราค่อย ๆ ไปดูกันทีละตัวค่ะ
ตัวแรกตัวชี้วัดแรก งบปี ๒๕๖๘ เป็นการตั้งเงินเพื่อที่จะกู้ชดเชยการขาดดุลงบ ต่อ GDP ที่สูงที่สุดอย่างที่บอกไปแล้วว่า อาจจะเป็น All Time High Record แต่ตัวชี้วัดนี้ ก็อย่างที่หลายท่านได้อธิบายไปแล้วว่า มันก็คือการที่เราจะต้องกู้เพื่อมาใช้จ่ายในแต่ละปี เมื่อเทียบกับ GDP นั่นก็คือความสามารถในการหารายได้ ซึ่งหลายประเทศที่มีปัญหาการคลัง เรื้อรัง เขามีการกำหนดไว้ในกฎหมายเลยด้วยซ้ำว่า จะไม่กู้ชดเชยขาดดุลเกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP แต่สำหรับประเทศไทยในปีนี้จากแผนการคลังระยะปานกลางที่มีการคำนวณ GDP ใหม่ จะอยู่ที่ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ของ GDP และไม่พอค่ะ ย้อนกลับไปกู้ใหม่ในปี ๒๕๖๗ เพื่อทำโครงการ Digital Wallet ก็จะทำให้งบขาดดุลต่อ GDP สูงถึง ๔.๓ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน เท่ากับ ๒ ปีแล้วที่เราจะกู้ เพื่อชดเชยรายจ่ายที่น้อยกว่ารายได้ของเราสูงเกิน ๔ เปอร์เซ็นต์ค่ะ จริง ๆ แล้วเราไม่เคยทำ แบบนี้มาก่อนเลยเป็นความกล้าหาญมาก แล้วก็ไม่เคยต้องกู้มากมายขนาดนี้ แน่นอนว่า อาจจะมีในหลาย ๆ ปีที่เราเกิดวิกฤติ และกู้จริงมากกว่าที่เคยตั้งขาดดุลไว้ หรือจำเป็น ที่จะต้องมีการออก พ.ร.บ. เพื่อกู้เงินเพิ่มเติมก็มี แต่ว่าในการวางแผนงบประมาณในปีปกติ ที่ไม่ใช่เป็นปีวิกฤติเศรษฐกิจ เราไม่เคยกู้มากมายขนาดนี้มาก่อนค่ะท่านประธาน เพื่อชดเชย การขาดดุล และรัฐบาลเองก็ดูเหมือนจะเริ่มเสพติดการขาดดุลแล้ว เพราะว่าเป็นการกู้ เต็มเพดานทุก ๆ ปี ท่านประธานดูนะคะ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา จริง ๆ แล้วเราก็กู้ ในระดับประมาณ ๕๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าพอมาดูปีหลัง ๆ ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ในช่วงวิกฤติ โควิดถ้ามันจะกู้เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร แต่สำหรับปี ๒๕๖๗ และปี ๒๕๖๘ ก็ยังกู้ขึ้นไปถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของเพดานที่เราให้กู้ได้ ก็โชคดีที่มันยังมี เพดานนี้อยู่ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะทะลุไปถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ก็เป็นไปได้ ปัญหาก็คือพอเราใช้จ่ายเงินเกินตัว แต่ว่าหาเงินไม่ทันมันจะทำให้ชีวิตเรา มันเสี่ยงค่ะ แต่ว่ารอบนี้ไม่ได้เสี่ยงแค่คน ๆ เดียวค่ะ เพราะว่ารัฐบาลนี้ที่ใช้เงินมือเติบแบบนี้ ท่านกำลังพาประเทศไปเสี่ยงด้วยค่ะ ทำแบบนี้การกู้จนเต็มเพดานแบบนี้ ถ้าหากเกิด เหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้น เกิดเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝันเกิดขึ้น น้ำท่วมหนัก ภัยแล้งหนัก หรือว่ามีโรคระบาดอีกครั้ง เราจะไม่เหลือพื้นที่ เราจะไม่เหลืองบประมาณที่จะไปรองรับ สถานการณ์แบบนั้นได้เลยค่ะ ที่รัฐบาลกำลังทำกันอยู่ก็คือ ทำตัวแบบว่า No สน No care ว่าจะทำให้ประเทศจะต้องไปอยู่ในสภาวะเสี่ยงแบบนี้ ก็เพียงเพื่อทำให้มีเงินมากพอที่จะไป ทำโครงการ ๆ เดียวนี่ล่ะค่ะ นั่นก็คือ Digital Wallet ที่ทำให้เราต้องกู้จนเต็มเพดาน ๒ ปี ติดต่อกันค่ะ
ไปต่อกันที่ตัวชี้วัดตัวที่ ๒ ที่รัฐบาลนี้ทำลายสถิติ นั่นก็คือสัดส่วนรายจ่าย ลงทุนที่สูงที่สุดในรอบ ๑๗ ปี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดูเหมือนจะภูมิใจกับในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีขนาดนั้น จริง ๆ อยู่ว่าเราอยากเห็นการใช้จ่าย ที่นำไปสู่การลงทุน ออกดอกออกผลมากกว่าที่จะไปใช้ในการบริโภค หรือว่าเป็นรายจ่าย ประจำ ซึ่งใช้ไปมันไม่เหลืออะไรไว้ดูต่างหน้าค่ะท่านประธาน แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นด้วย กับนิยามของรายจ่ายลงทุนบ้านเราที่นับหมดว่า มีซื้อโต๊ะ ตู้ เตียง อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ว่า ไม่นับการลงทุนในเด็ก การศึกษาหรือว่างานวิจัย แต่ว่าก็ยังพอใจ ใจชื้นอยู่ที่ว่ากู้มาเยอะนี่ เรายังคงพอมีของติดไม้ติดมืออยู่บ้าง แต่ปรากฏว่าพอปีนี้มา ๒๔ เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่า เกินคาด แล้วก็หลาย ๆ ปีที่ผ่านมานี้มันก็เคยลดต่ำลงเหลือแค่ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ก็มี จนเมื่อเรามี พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลังที่ตีกรอบเอาไว้ว่า เราจะต้องมีสัดส่วนรายจ่าย ลงทุนไม่ต่ำกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ทำได้ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าเป็นสถิติที่เป็นด้านดีนะคะ แต่อย่าเพิ่งดีใจไปค่ะ ที่สัดส่วนรายจ่ายลงทุนนั้นสูงขนาดนี้ก็เพราะว่าไปรวมงบ Digital Wallet ค่ะท่านประธาน มีการตีความว่างบประมาณที่จะใช้สำหรับโครงการ Digital Wallet หรือที่อยู่ในงบกลางรายจ่าย ค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า รายจ่ายลงทุนค่ะ คุณพระ เป็นไปได้อย่างไร งบ Digital Wallet ซึ่งเราก็รู้กันอยู่ว่าแจกไปแล้วส่วนใหญ่ ดิฉันไม่ได้ตีความว่าทั้งหมดจะเป็นการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค อาจจะมีบางท่านบางคน ที่ได้เงินไป ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วก็อาจจะเอาไปลงทุนก็เป็นไปได้ แต่มันไม่ใช่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนค่ะท่านประธาน มีส่วนน้อยมากที่จะเอาไปลงทุน และเงื่อนไขของการใช้เงินก็ไม่ได้ จำกัดว่าจะต้องเอาไปใช้เฉพาะในเรื่องลงทุน แล้วมันจะเรียกว่ารายจ่ายลงทุนได้อย่างไรกันคะ จริง ๆ แล้วมันมีหลักเกณฑ์ของสำนักงบประมาณสลับงบกลาง เงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็น เขาก็จะกำหนดให้ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งอันนั้นเข้าใจได้นะคะ เพราะว่าเวลาเราใช้เงินสำรอง เราก็อาจจะไปใช้ในการซ่อมสะพาน สร้างถนน ขุดบ่อน้ำ อะไรต่าง ๆ ซึ่งมันเป็นรายจ่ายลงทุนจริง ๆ แต่กรณีนี้ Digital Wallet นี้มันจะเป็นไปได้ อย่างไร ดิฉันคิดไม่ออกจริง ๆ นะคะ แต่พอเรามาคำนวณกันจริง ๆ ถ้าเราลองตัดในส่วนที่เป็น ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงการ Digital Wallet ออกไปความจริงก็ปรากฏค่ะ เพราะว่ารายจ่ายลงทุนของเราคิดเป็นแค่ ๒๐.๘ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือปริ่ม ๆ เกณฑ์ขั้นต่ำ แล้วก็ใกล้เคียงกับปีก่อน ๆ ที่ผ่านมา แต่ยังไม่หมดเท่านั้นค่ะท่านประธาน มันมีชนวนให้ชวน สงสัยอีกว่า นอกจากจะยัดงบ Digital Wallet เข้าไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อทำให้รายจ่ายลงทุน มันดูโปร่ง มันดูดี รัฐบาลอาจจะไปจงใจตัดงบรายจ่ายประจำบางตัว เพื่อเปลี่ยนให้เป็น รายจ่ายลงทุน ที่ดิฉันต้องสันนิษฐานแบบนี้ก็เพราะว่ามันมีรายจ่ายประจำหลายตัวที่จำเป็น แต่ว่าได้งบต่ำกว่าที่จะต้องใช้ รวม ๆ แล้วคิดเป็นเงินประมาณ ๑๖๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าเราสมมุติว่า รายจ่ายประจำเหล่านี้ได้งบเต็มจำนวน รายจ่ายลงทุนจริง ๆ จะเหลือแค่ ๑๖.๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นค่ะท่านประธาน มันมีอะไรบ้างเดี๋ยวเราตามมาดูกัน
ตัวแรกเลยเยอะสุดหนักสุดก็คือ งบชำระดอกเบี้ย ทางสำนักงานบริหาร หนี้สาธารณะ ได้มาชี้แจงในอนุกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ว่าปี ๒๕๖๘ นี้ ได้งบชำระดอกเบี้ยขาดไปเกือบ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะท่านประธาน แล้วก็ยังมีบำนาญ ข้าราชการที่ขาดไปประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เพิ่งประกาศขึ้นเงินบำนาญ ข้าราชการที่บอกว่า ให้ขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า ๑๑,๐๐๐ บาททุกคน แล้วอย่างนี้จะเอาเงินที่ไหน ไปจ่ายให้กับข้าราชการบำนาญคะ งบรักษาพยาบาลปีนี้ดีขึ้นมาหน่อย ขาดแค่ ๖,๗๐๐ ล้านบาท ปีก่อนหน้าขาดถึง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ค่าชดเชยผู้ประกอบการตามมาตรการสนับสนุน รถ EV ก็ยังจ่ายไม่ครบอยู่ดี ปีนี้เป็นปีที่ ๒ แล้วที่ตั้งงบ แต่ก็ยังขาดอยู่ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ยังมีกองทุนประชารัฐอีกที่ Short เงินอยู่ ๕,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็จะเป็นปัญหา ทันทีถ้าเราจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทั้งหมดนี้ สัดส่วนของรายจ่ายลงทุนก็จะเปลี่ยนแปลง ไปทันทีและอาจจะลดต่ำลงกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ท่านประธานคะ พรรคก้าวไกลนี่เราเคย ถูกกล่าวหาว่า เรามีนโยบายจะตัดบำนาญข้าราชการ จริง ๆ คนที่ตัดจริงนั่นคือรัฐบาลนี้ค่ะ ท่านประธาน ท่านอาจจะบอกว่า ถ้าไม่พอให้ไปใช้งบกลางเอาก็ได้ หรือว่าถ้างบกลาง ยังไม่พออีก ให้ไปใช้เงินคงคลังก็ได้ แต่ท่านประธานคะ ประเด็นของเรื่องนี้คือ การจัดอันดับความสำคัญค่ะท่านประธาน ถ้าท่านจะให้เจ้าหนี้ที่รอดอกเบี้ยกับข้าราชการ บำนาญต้องไปลุ้นของบกลาง หรือว่าไปลุ้นถึงกระทั่งว่าจะต้องใช้เงินคงคลังหรือเปล่า แบบนี้ เขาเรียกว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพวกเขาค่ะ ที่สำคัญเรื่องนี้จริง ๆ แล้วมันเกิดขึ้นกัน เป็นประจำ แต่ว่าปีนี้ที่หนักขึ้นเพราะว่าเราต้องพยายามประดิษฐ์ตัวเลขทุกอย่างให้มัน ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงิน การคลัง จึงต้องหยิบเอางบตรงส่วนนี้ที่มันเป็นก้อนใหญ่อยู่แล้ว เป็นกันชน คอยหยิบเข้าหยิบออก เพื่อให้ตัวเลขมันยังตกอยู่ในกรอบ แล้วก็ออกมาดูดี ปีที่แล้วดิฉันเคยเตือนเอาไว้ว่า อย่าทำพลาดเหมือนรัฐบาลประยุทธ์ เพราะว่างบพวกนี้ มักจะถูกตั้งไว้ไม่เพียงพอ แล้วรัฐบาลประยุทธ์ ๒ ปีติดที่ตั้งงบพวกนี้ ชำระดอกเบี้ย บำเหน็จบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เอาไว้ไม่เพียงพอ ๒ ปีติด ทำให้ต้องมีการชดใช้ เงินคงคลังสูงถึงเกือบ ๑.๒ แสนล้านบาท สุดท้ายปี ๒๕๖๗ ก็เกิดเหตุการณ์ตามที่ได้เตือนไว้ จริง ๆ นั่นก็คือ เงินชำระดอกเบี้ยตอนนี้ของปี ๒๕๖๗ เองนี่ได้รับจัดสรรไว้ไม่เพียงพอแล้วค่ะ แล้วก็ต้องไปใช้เงินคงคลังสูงถึง ๓๙,๐๐๐ ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าน่าจะมีเพิ่ม อีกด้วย เพราะว่าตอนที่ทำงบประมาณในห้อง กมธ. งบ เราก็เห็นแล้วว่างบบำนาญ ข้าราชการ แล้วก็ค่ารักษาพยาบาลนี้ตั้งขาดไว้ ไม่พอที่จะใช้จ่ายไปจนถึงสิ้นปีงบปี ๒๕๖๗ สูง ถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้พอจะกลับไปใช้งบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นของปี ๒๕๖๗ ก็อาจจะเป็นไปไม่ได้แล้วอีกเช่นเดียวกัน เพราะว่างบกลางอาจจะต้องถูกกันเอาไว้ เพื่อทำอะไรคะ ทำโครงการ Digital Wallet อีกแล้ว สุดท้ายก็คือจะต้องไปใช้เงินคงคลัง แล้วก็ต้องไปชดใช้ในปี ๒๕๖๙ ต่อไปค่ะ มาต่อกันสถิติที่น่าจะทำลายนะคะ แต่ว่าก็เป็นเรื่องน่ายินดี ก็คือปีนี้เราจัดงบชำระคืนเงินต้น สำหรับหนี้สาธารณะเอาไว้ที่ ๔ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ซึ่งสูงที่สุดในรอบ ๒๐ ปีค่ะ ท่านประธาน ท่านประธานก็น่าจะเคยกู้เงินนะคะ มีหนี้ก็ต้องใช้ใช่ไหมคะ ใช้ดอกอย่างเดียว ต้นไม่ลด เป็นอย่างไรคะประธาน ดอกมันจะบาน ดังนั้นถ้าอยากให้หนี้ลดไวก็ต้องขยันโปะ ที่เงินต้นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว อันนี้ก็ต้องขอชื่นชมนะคะ แต่ที่น่าประหลาดใจค่ะ ก็คือว่าตอนแรกที่รัฐบาลจัดกรอบงบปี ๒๕๖๘ มาที่กรอบมีอยู่แค่ ๓.๖ ล้านล้านบาท ตอนนั้นตั้งงบชำระเงินต้นเอาไว้ประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วพอขยายกรอบเป็น ๓.๗๕๒ ล้านล้านบาท งบชำระเงินต้นนี้แทนที่มันจะเท่าเดิมที่ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทมันกลับ เพิ่มขึ้น แล้วก็คงสัดส่วนต่องบประมาณเอาไว้เท่าเดิมที่ ๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไปลดงบชำระ ดอกเบี้ยแทน แล้วดิฉันก็ถึงบางอ้อว่า จริง ๆ แล้วที่ตั้งงบชำระคืนต้นเอาไว้สูงก็เพื่อที่จะเอา ไปขยายกรอบการกู้ขาดดุลนะคะ เพราะว่าการกู้ขาดดุลมันมาจาก ๒ ส่วนด้วยกันค่ะ มันจะคิดอย่างนี้ว่า มันจะต้องเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี บวกกับ อีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของงบชำระคืนต้นเงินกู้ ซึ่งถ้ายังคงการชำระคืนเงินต้นเอาไว้ที่ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาท กรอบก็จะไม่พอที่จะทำ Digital Wallet ค่ะท่านประธาน ดังนั้นเรื่องนี้ อาจจะเป็นเรื่องที่โอเค เป็นเรื่องที่น่ายินดี ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่ที่มาที่ไปของมัน ก็เพื่อโครงการเดียวเท่านั้นคือ Digital Wallet ค่ะ
มาต่อกันที่สถิติตัวที่ ๔ ค่ะ นั่นก็คือหนี้สาธารณะต่อ GDP ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็น การทำ All time high นะคะ เพราะว่าข้อมูลสืบค้นไปได้ถึงแค่ประมาณปี ๒๕๓๙ ที่ใช้นิยาม หนี้สาธารณะเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วสัดส่วนหนี้ต่อ GDP นี่เคยสูงขึ้นไปทำ Peak แรก ตอนประมาณปี ๒๕๔๔ หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ตอนนั้นขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ ๕๗ เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ว่ารัฐบาลประยุทธ์เป็นคนทุบสถิตินี้ก่อนค่ะไปเมื่อปี ๒๕๖๔ ในช่วงโควิด หลังจากนั้นนะคะ หลังจากปี ๒๕๖๔ เป็นต้นมา ก็ไม่เห็นอีกเลยว่าหนี้สาธารณะมันจะลดลงไปได้ ที่สำคัญ สังเกตดูนะคะ เส้นสีส้มนี่เป็นการประมาณการในเดือนพฤษภาคม เส้นสีฟ้าประมาณการ ในเดือนเมษายนต่างกันแค่ ๑ เดือนเท่านั้น หนี้สาธารณะก็ขยับขึ้นทั้งแผงเรียบร้อย แล้วก็ไป ทำจุดสูงสุด หรือว่า Peak ใหม่ในปี ๒๕๗๐ ค่ะ ที่หนี้สาธารณะต่อ GDP ของเราจะพุ่งขึ้นไป สูงถึงเกือบ ๖๙ เปอร์เซ็นต์ เพดานเท่าไรนะคะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ ปี ๒๕๗๐ นี่รัฐบาล ปีสุดท้ายถูกต้องไหมคะ ก็คือพยายามที่จะส่งมอบหนี้สาธารณะก้อนใหญ่ที่เกือบจะเต็ม เพดานนี้ให้กับรัฐบาลต่อไป แบบนี้มีความรับผิดชอบทางการคลังไหมคะ นี่ละค่ะมันคือ ผลของการที่รัฐบาลกู้ชดเชยขาดดุลแบบเต็ม Max เต็มเพดาน ๒ ปีติด ที่พาเรามาถึงจุดนี้ จุดที่แม้ว่าประเทศจะไม่ได้เจอวิกฤติเศรษฐกิจอะไรเลย เราก็อาจจำเป็นที่จะต้องขยายเพดาน หนี้สาธารณะกันอีกรอบจาก ๗๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเท่าไรไม่รู้นะคะ ซึ่งก็อาจจะเอาไม่อยู่แล้ว ที่ ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะคะ เพราะว่าอะไรคะ เพียงเพื่อโครงการ ๆ เดียวค่ะ นั่นก็คือ Digital Wallet
ตัวสุดท้ายค่ะคือ สัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ ๑๔ ปี และดูเหมือนจะทำ สถิติใหม่ไปเรื่อย ๆ ทุกปีค่ะท่านประธาน ก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลยนะคะ เพราะว่าในส่วนนี้ ที่มันเพิ่มขึ้น ๆ เรื่อย ๆ มันจะไปเบียดบังงบประมาณในส่วนอื่น ๆ ในปีต่อ ๆ ต่อไปค่ะ เงินที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศทำโครงการอื่นก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ เพราะว่าจำเป็น ที่จะต้องมารับภาระดอกเบี้ย แล้วก็เป็นไปอย่างที่ทาง สส. ฝั่งรัฐบาลเมื่อสักครู่ได้พูดไว้ว่า Digital Wallet ไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียวแล้วมันจะจบ เพราะว่าผลกระทบในเชิงลบของมัน จะอยู่กับเราไปยาว ๆ ค่ะท่านประธาน ลองคิดดูว่าเก็บภาษี เก็บรายได้ได้เท่าไรนี่ก็ต้อง เอาไปจ่ายดอกเบี้ยไปแล้ว ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะคะ แล้วก็แน่นอนค่ะว่าสัดส่วนนี้มันไม่ได้ มีการกำหนดไว้ในกรอบวินัยการเงิน การคลัง จะเป็นอีกตัวหนึ่งที่รวมภาระหนี้อื่น ๆ ของพวกหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ด้วยว่าต้องไม่เกินเท่าไร แต่ว่าเป็นตัวหนึ่งค่ะ ที่ทางบริษัทจัดอันดับ Credit Rating ต่าง ๆ เวลาเขาจะดูว่า อันดับความน่าเชื่อถือนี้ ถ้า Rating ระดับที่ประเทศไทยอยู่นี่นะคะ เขาก็จะดูว่าภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ต้องไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ซึ่งในการอภิปรายงบ ปี ๒๕๖๗ ดิฉันได้อภิปรายเอาไว้ตอนนั้นยังเป็นตัวเลขสีฟ้าบอกว่า มันจะทะลุ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๖๘ ค่ะ แต่ว่าอย่างที่ทราบกันดีว่า งบการชำระดอกเบี้ย ก็ถูกตัดไป ก็เลยทำให้ลดลงมาในปี ๒๕๖๘ ก็ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์พอดีเลยค่ะ ก็ไม่รู้ว่า จะต้องเลื่อนแบบนี้ไปในปีต่อ ๆ ไป ต่อ ๆ ไปหรือเปล่านะคะ เพราะว่าถ้าเกิดมาเอางบชำระ ดอกเบี้ยจริง ๆ ที่เราต้องจ่ายจริง ๆ ก็คือประมาณ ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาทมาคิดมันก็จะกลับไป อยู่ที่ ๑๑ เปอร์เซ็นต์เท่าเดิมค่ะ
ท่านประธานที่เคารพคะ ๕ ตัวชี้วัดที่งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ได้ทำลายสถิติไป อย่างสวยงามนี่นะคะ แน่นอนว่าทุกอย่างมันสวยงามค่ะ มันอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ทุกประการ ไม่มีอะไรผิดพลาดเลยค่ะ แต่ว่าถ้ามันเกิดขึ้นในหลาย ๆ ตัว หลาย ๆ ที่พร้อม ๆ กันแบบนี้ แล้วก็ไต่บนเส้นไต่บนขอบไปหมดเสียทุกตัวแบบนี้ มันคือภาวะความเสี่ยงที่จะทำ ให้ประเทศไม่มีความพร้อม เหมือนคนเป็นภูมิคุ้มกันไม่ดี ไม่มีภูมิคุ้มกันนะคะ พอมีอะไรมา กระทบหน่อยหนึ่งก็เจ็บป่วยรุนแรง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ อาจจะไม่ได้เกิดผลกระทบทันที แต่ว่า ประเทศที่ดีมันก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นค่ะ อันนี้ ก็จะเป็นเรื่องของตัวชี้วัดทางการคลังที่ได้มีการทำลายสถิติไป ทีนี้เรามาดูในเนื้อในกันบ้างว่า งบที่เพิ่มขึ้นมากนั้น จริง ๆ แล้วใช้ได้แค่ไหนถึงแม้ว่าปีนี้เราจะเบ่งงบประมาณของปีนี้ให้มัน สูงมากถึง ๓.๗๕๒ ล้านล้านบาท แต่เอาเข้าจริงแล้วใช้จริง ๆ ได้นิดเดียวค่ะท่านประธาน อยู่แค่ประมาณ ๑ ใน ๔ เท่านั้นเอง เพราะว่ามันมีรายจ่ายอื่น ๆ ที่เราไปยุ่งอะไรไม่ได้ ไปตัด ไปลดไม่ได้ อย่างเช่น ค่าใช้จ่ายบุคลากรปีนี้ก็สูงขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท งบชำระหนี้ก็สูงขึ้นเช่นเดียวกันสูงขึ้นมาประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้รวมแล้ว ๔๑๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ งบผูกพันก็คือที่ Down เอาไว้ก็ต้องไปผ่อนเขาต่อ ปีนี้ลดลงอยู่ที่ ประมาณเกือบ ๆ ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้งบที่มันคงเหลือจริง ๆ แล้วก็มี Digital Wallet ด้วย อีกตัวหนึ่ง ๑๕๗,๒๐๐ ล้านบาท พอมีแบบนี้สุดท้ายแล้วงบที่จะเอาไปคิด ไปทำ ไปพัฒนา ประเทศ เอาไปใช้จ่ายอะไรที่มันเกิดดอกออกผล เอาไปทำตามนโยบาย Ignite Thailand หรือว่าเอาทำตามนโยบายรัฐบาล ๑๔๒ ประเด็น เอาเข้าจริงแล้วเหลือเพียงแค่ไม่ถึง ๑ ล้านล้านบาทเท่านั้นเอง แล้วสัดส่วนตรงนี้เท่าที่ดิฉันเคยตามมา ๑๐ ปีที่แล้ว มันจะอยู่ที่ ประมาณหนึ่งในสาม แต่ว่าทุกวันนี้มันหดลดลงเรื่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ เหลืออยู่แค่หนึ่งในสี่ ทางออกทางเดียวมันชี้กลับมาที่ว่าเราจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทางด้านรายได้ได้แล้ว ต้องแสดง ศักยภาพในการหาเงินให้ประเทศได้แล้วนะคะตอนนี้ คราวนี้เรามาดูไส้กันค่ะว่า รัฐบาล ใช้จ่ายงบประมาณ ปี ๒๕๖๘ ไปแบบไหนบ้าง ดูรัฐบาลมีความพยายามที่จะขับเคลื่อน นโยบายของตัวเองอย่างเห็นได้ชัดได้มีการตั้ง ๑๔๒ ประเด็น นโยบายย่อยที่อยู่บน ๘ เสาหลัก ๖ ฐานรากเอาไว้ สำนักงบประมาณได้มารายงานในห้องวิปฝ่ายค้านนะคะว่า งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ๑๔๒ ประเด็นถึง ๒.๕ ล้านล้านบาท ฟังเผิน ๆ ก็คือ ดูดีมากค่ะ ก็คือแทบจะไม่มีโครงการไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลเลย แสดงว่าทุกคน พร้อมอกพร้อมใจกันที่จะทำตามนโยบายรัฐบาลทั้ง ๑๔๒ ประเด็นกันเป็นแน่นะคะ แต่ว่า ท่านประธานคะ มานั่งคิดดูดี ๆ มันจะเป็นไปได้อย่างไรคะ งบประมาณทั้งหมด ๓.๗๕ ก็คือ มีที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลแค่ ๑.๒ ล้านล้านบาท คุณพระ สไลด์เมื่อสักครู่นี้ เฉพาะแค่เงินเดือนกับสวัสดิการข้าราชการมันก็ ๑.๔ ล้านล้านบาทแล้วค่ะ แล้วมันจะเหลือ อันที่ไม่เกี่ยวข้องอีกแค่ ๑.๒ ล้านล้านบาทได้อย่างไรคะ ก็คือถ้าจะเรียกว่ารวมเงินเดือน ข้าราชการเข้าไปด้วยหรือเปล่าคะ เพราะว่า ๑ ใน ๑๔๒ นโยบายมันคืองบเพิ่มเงินเดือน ข้าราชการ ตกลงรวมอะไร ไม่รวมอะไรมานะคะ ดิฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่านจะทราบ หรือเปล่านะคะ เพราะว่าท่านมีความพยายามที่จะขับเคลื่อน แต่ว่าสั่งอย่างเดียว ให้โจทย์ไป อย่างเดียว ว่า ๑๔๒ ประเด็นนี้จำเป็นที่จะต้องทำ แต่ไม่ได้ให้แนวทาง ไม่ได้มีวาระ ไม่ได้ให้ ทิศทาง แล้วก็ถอดมาจาก ๑๔๒ ประเด็นก็ไม่ได้มาจากไหนไกล ก็มาจากการแถลงนโยบายของ ท่านนายกรัฐมนตรีนั่นเอง ซึ่งเราก็ได้อภิปรายกันไปภายในสภาแห่งนี้แล้วว่า เป็นการแถลงนโยบายที่ล่องลอย จับต้องอะไรไม่ได้เลย ดิฉันคิดว่าสุดท้ายน่าจะเป็นเพราะว่า โดนข้าราชการย้อมแมว ก็คือเอาโครงการเดิม ๆ ที่ทำมาในสมัยท่านประยุทธ์ แล้วก็มาแปะ ป้ายใหม่ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาค่ะ ที่พูดอย่างนั้นว่ามีแต่ความพยายามสั่ง อย่างเดียว เพราะว่า ๑๔๒ ประเด็นนโยบายมันสุดกว้าง สุดล่องลอย สุดท้ายอะไรก็ได้ มันเข้า ๑๔๒ ประเด็นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างมาจากนโยบายย่อยจากแผนระยะสั้นก็จะ เห็นคำกว้าง ๆ กลวง ๆ อย่างเช่น วางรากฐานและส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ก็คือเป็นไปได้ หมดตั้งแต่สอน Coding ไปยันติดเน็ตประชารัฐอย่างนี้เป็นต้น ผลักดันการท่องเที่ยวก็ไม่รู้ว่า จะผลักจะดันที่จำนวนหรือว่าที่รายได้ที่ได้จากการท่องเที่ยว หรือว่าจะสร้างโครงสร้าง พื้นฐานกันแน่ อันนี้ระยะสั้นแล้วนะคะ ที่เราจะต้องเกิดผลเห็นผลกันในปีนี้ บอกว่าจัดหา แหล่งพลังงานที่เหมาะสม เราไม่รู้เลยว่าเป็นแหล่งพลังงานอะไร ไม่น่าแปลกใจที่ในแผน พลังงานชาติอันที่กำลังจะออกมีพูดถึงเรื่องของพลังงานนิวเคลียร์ด้วยค่ะท่านประธาน ดังนั้น มันไม่มีทางที่คุณจะผิดเป้าไปจากนี้ได้ ดังนั้น ๑๔๒ ประเด็นทำได้หมด ดิฉันก็ไม่น่าแปลกใจค่ะ แต่ว่ามันก็น่าเสียดายโอกาสค่ะท่านประธาน แล้วก็ที่สำคัญวิธีการที่ท่านได้มาว่า นโยบาย ไหนมันสอดคล้อง ไม่สอดคล้อง ก็คือให้ข้าราชการที่ทำงบประมาณต้องไปติด Tag ติดป้ายว่า โครงการไหนเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลทั้ง ๑๔๒ ประเด็น และแต่ละ ประเด็นมี Code ของตัวเองเรียบร้อย อันนี้ก็คือเพิ่มภาระให้ข้าราชการเข้าไปอีก เพราะว่า นอกจากจะต้องไปใช้จินตนาการว่าต้องกรอกว่าโครงการไหน มันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ แผนแม่บทแล้ว ก็ต้องมา นั่งจิ้มเลือกอีกว่า สุดท้ายแล้วโครงการที่ตัวเองทำนั้นเข้ากับนโยบายไหนใน ๑๔๒ ประเด็นนี้ ถ้ารัฐบาล Claim ว่าทุกโครงการทุกบาทของงบประมาณมันสอดคล้องกับนโยบาย แต่ทำไม เราเห็นโครงการใหม่น้อยมากเลยค่ะ โครงสร้างงบปี ๒๕๖๗ กับปี ๒๕๖๘ แทบไม่มีอะไร แตกต่างกันเลยค่ะ แน่นอนว่า ๖ ยุทธศาสตร์ต้องเป็น ๖ ยุทธศาสตร์เดิม เพราะว่ามันเป็น ๖ ยุทธศาสตร์ชาติค่ะ ไม่ติกันเรื่องนี้เข้าใจว่าต้องทำ แต่แผนงานจากเดิมที่มี ๖๘ แผนงาน ก็มีเพิ่มมาเป็น ๖๙ แผนงาน มีแผนงานใหม่เกิดขึ้นก็คือแผนงานยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพ การท่องเที่ยวกับแผนยุทธศาสตร์บริหารจัดการที่ดิน แล้วก็หายไป ๑ แผน ก็คือแผนงาน การชดใช้เงินคงคลัง แต่ที่เหลือคือเหมือนเดิม และดิฉันก็เชื่อว่าที่แบ่งย่อยออกมาก็คือ เอาโครงการเดิมแล้วก็ไปใส่ชื่อแผนใหม่เท่านั้นเอง โครงการใหม่จริง ๆ ที่เลือกมาได้แค่ ๑๖๓ โครงการใหม่ ไม่ได้ดูแค่ว่าชื่อมันไม่ซ้ำนะ เพราะว่าหลายโครงการนี่มีเปลี่ยนชื่อด้วย อย่างเช่น โครงการของศูนย์คุณธรรมก็เอาโครงการเก่ามาปัดฝุ่นเปลี่ยนชื่อ แล้วก็เติม Keyword ให้เป็นโครงการ Soft Power เพื่อพลังสื่อสารเสริมสร้างคุณธรรมสังคมไทย อย่างนี้เป็นต้น แต่จริง ๆ แล้วโครงการเดียวกันได้ทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ดังนั้นเรานับเฉพาะ โครงการที่เริ่มต้นทำในปี ๒๕๖๘ มีแค่ ๑๖๓ โครงการใหม่ เม็ดเงินจริง ๆ ๘,๙๐๘ ล้านบาท ซึ่งไม่รวม Digital Wallet ก็คือเท่ากับว่าปี ๒๕๖๗ ท่านยังมีข้ออ้างว่าเข้ามาช้า จัดงบไม่ทัน เดี๋ยวรอปี ๒๕๖๘ ได้แสดงศักยภาพกันไปเต็ม ๆ จุก ๆ แต่สุดท้ายแล้วก็คือเหมือนเดิม และโครงการใหม่แค่ ๑๖๓ ก็อาจจะไม่ใช่ใหม่จริงด้วย ก็อาจจะเป็นโครงการที่บังเอิญจบไป ในปีที่แล้ว แล้วก็มาตั้งโครงการใหม่ อย่างเช่น พวกโครงการสร้างถนน หรือว่าโครงการ หน่วยงานที่เพิ่งตั้งใหม่ แต่เป็นโครงการเดิมของหน่วยงานอื่น ๆ อันนี้เราก็นับนะคะ หรือว่า เอาเข้าจริงแล้วรัฐบาลนี้ก็ไม่ได้มีนโยบายอะไรที่แตกต่างไปจากรัฐบาลที่แล้วใช่หรือไม่ รัฐบาลพูดเยอะ แถลงเยอะว่าจะทำอะไร โดยที่เรายังไม่เห็นแผนที่ชัดเจน สิ่งที่จะเป็น รูปธรรมหนึ่งเดียวเลยก็คืองบประมาณ เราถึงได้บอกว่าการแถลงงบประมาณมันคือการแถลง นโยบายประจำปี ถ้าไม่เห็นว่างบประมาณจะมีงบประมาณไปทำอะไรแล้วจะทราบได้อย่างไร ว่าที่ท่านฝอย ที่ท่านแถลง ที่ท่านพูดไปเรื่อย มันจะเกิดขึ้นจริง แล้วก็มีการขับเคลื่อนจริง ๆ ได้ ที่เลวร้ายที่สุด ๘ วิสัยทัศน์ Ignite Thailand ไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมใด ๆ ในงบปี ๒๕๖๘ แน่นอนค่ะ มีข้ออ้างเยอะแยะว่าจัดไม่ทัน พูดช้า มาทีหลัง ก็ไม่เห็นเลย อย่าง Tourism Hub ค่ะ มีแผนบูรณาการรายได้จากการท่องเที่ยว แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาท่องเที่ยวสูงถึง ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทก็จริง แต่ท่านไปดู ในรายงบประมาณก็คือแทบจะลง Event กันเป็นรายจังหวัดนะคะ มีทั้ง Event งานประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี อะไรอย่างนี้เยอะแยะเต็มไปหมดเลย แล้วก็หนักไปทาง PR สิ่งที่จะทำให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าจะเกิดเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวจริง ๆ ไม่มี Agriculture Hub & Food Hub มีงบประมาณเกี่ยวกับภาคเกษตรสูงสุดก็จริง แต่ส่วนใหญ่แล้ว มันเป็นโครงการเดิม ๆ โครงการใหม่มีน้อยมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตรหรือว่า ชีวภาพน้อยมาก ๆ ก็เลยเดาไม่ออกว่าจะสามารถเปลี่ยนประเทศให้เป็น Agriculture Hub หรือว่า Food Hub ได้อย่างไรนะคะ Wellness & Medical Hub ไม่มีเลยนะคะ อาจจะ ซ่อน ๆ อยู่ในเรื่องของการท่องเที่ยว Aviation Hub น่าจะใช้เงินจากบริษัทท่าอากาศยานไทย เป็นหลัก Logistics Hub เราไม่สามารถที่จะเป็นศูนย์กลางของการขนส่งได้จากการตัดถนน อย่างเดียวเกือบ ๆ ๑ แสนล้านบาท Future Mobility Hub มีการส่งเสริมรถ EV และ โครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องประมาณ ๘,๓๑๔ ล้านบาท ถ้าตัดงบที่ไปอุดหนุนผู้ประกอบการ EV ไป ก็เหลือแค่ ๓๑๔ ล้านบาทสำหรับทำ Future Mobility Hub นะคะ Digital Economy Hub อยู่ในแผนบูรณาการอุตสาหกรรมอนาคตประมาณ ๘๓ ล้านบาท อยู่ใน แผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลประมาณ ๒,๗๙๐ ล้านบาท Soft Power กล่องดวงใจกลับถูกหั่นงบ เหลือแค่ไม่ถึงครึ่งจากขอไปประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เหลือจริง ๆ แค่ ๕,๒๐๐ ล้านบาท เรียกได้ว่าสำนักงบเขาตัดหมดไม่สนใจลูกใครนะคะ Matching Fund ที่นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะทำในปี ๒๕๖๘ ก็โดนสำนักงบประมาณตัดไปเช่นเดียวกัน สสว. ขอมา ๕,๐๐๐ ล้านบาท โดนหั่นทิ้งเกลี้ยงเลยนะคะ ท่านประธานที่เคารพคะ ถ้าท่านจะผลักดันขับเคลื่อนนโยบาย ของตัวเอง นี่ดิฉันไม่ได้พูดที่เป็นนโยบายของพรรคดิฉันเลยนะ แต่ว่าถ้าท่านอยาก ที่จะขับเคลื่อนนโยบายของตัวเองให้มันได้จริงจัง นโยบายอื่น ๆ ให้จริงจังได้สักครึ่งหนึ่งของ ที่ผลักดัน Digital Wallet ขอตรงกลาง เพราะว่า Digital Wallet นี่ก็มากเกินไป ก็จะดีมาก ๆ เลยนะคะ มันเห็นได้ชัดมากว่า ไม่ใช่แค่งบประมาณ ไม่ใช่แค่ภาระทางการคลัง ไม่ใช่แค่ ทรัพยากร มันรวมถึงสมาธิของคณะรัฐมนตรีด้วยที่มันหายไป แล้วก็ถูกทุ่มไปให้กับโครงการนี้ โครงการเดียว Digital Wallet ค่ะ แต่ว่าเราก็ยังคงต้องลุ้นกันต่อไปว่าโครงการนี้จะประสบ ความสำเร็จหรือไม่ หรือว่าจะได้ทำหรือเปล่านะคะ ที่เราพบก็คือว่า ๑๕๗,๒๐๐ ล้านบาท ที่จะมาใช้เป็นการกู้เต็มจำนวนสำหรับปี ๒๕๖๘ เป็นการกู้เต็มจำนวนไม่มีการบริหารจัดการ ซึ่งทำให้เราคิดว่าในคำว่าบริหารจัดการ เราคาดว่ามันน่าจะมีการตัดลดงบที่ไม่จำเป็น แต่ท่านกลับไปตัดลดงบที่จำเป็นนะคะ แล้วแทนที่จะตั้งโครงการใหม่ค่ะ เอาใส่ไว้ ในหน่วยงานที่จะเป็นเจ้าภาพหรือว่าเป็นหน่วยที่จะต้องรับผิดชอบเลย ท่านกลับเพิ่มรายการ ใหม่ขึ้นมาในงบกลาง ซึ่งคิดได้ ๓ เรื่องด้วยกัน ๑. ก็คือหาทางหนีทีไล่ไว้ว่ากรณี ที่ในท้ายที่สุดแล้วไม่ได้ทำก็จะได้เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นได้ง่ายขึ้น ๒. ก็ไม่ได้ใส่ไว้ในเงินสำรอง ใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นที่เป็นอยู่ในงบกลางเช่นเดียวกัน เพราะอะไร เพราะว่ามันเกิน เพราะว่า ถ้าใส่ก็จะเกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ให้ไม่เกิน ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ๓. หาเจ้าภาพ ไม่ได้ก็เลยมาแปะลอย ๆ เอาไว้ก่อนนะคะ ซึ่งล่าสุดที่คุยกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในห้องคณะอนุกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ๒๕๖๘ สศค. ก็ปฏิเสธเสียงแข็งเลยว่า ไม่ใช่เรา เราไม่ได้เป็นคนทำ แถมเอาไปใช้งบกลาง ดิฉันคิดว่าใช้งบกลางแบบนี้มันอาจจะผิด มาตรา ๒๒ หรือเปล่า งบกลางมันตั้งได้เฉพาะในกรณีที่ไม่ควร หรือไม่อาจจัดสรรให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงได้นะคะ อันนี้มันแค่เป็นความผิดพลาดของการบริหารจัดการ ที่ป่านนี้แล้วคุณยังหาเจ้าภาพไม่ได้ไม่ควรจะต้องเอามาเป็นข้ออ้างในการใช้งบกลางนะคะ แล้วแถมยังมีการไหลย้อนกลับไปกู้ในงบของปี ๒๕๖๗ เพิ่มอีก ๑๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ถ้าเอางบปี ๒๕๖๗ มาใช้ในปี ๒๕๖๘ มันจะสามารถนำมาใช้ในฐานะงบผูกพันได้จริงหรือไม่ ในเมื่อมาตรา ๒๑ ของ พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลังเขาบอกว่าการจัดงบเพิ่มเติมจะทำได้ เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินระหว่างปี และไม่อาจรองบประมาณของปี ถัดไปได้ การที่จะใช้วิธีการกันงบปี ๒๕๖๗ แล้วไปเบิกเหลื่อมปี ๒๕๖๘ จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้มีการก่อ หนี้ผูกพันสัญญากันไว้แล้ว จะอ้างว่าการให้ผู้มีสิทธิมาลงทะเบียนภายในเดือนกันยายน ก็คือก่อนหมดปีงบประมาณนี่นะคะ เป็นการผูกพันสัญญาได้จริง ๆ หรือคะ แค่ให้ประชาชน มาลงทะเบียนนี่หรือคะ คือการก่อหนี้ผูกพันสัญญาแล้ว นี่แค่ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง อย่างเดียวนะคะ ท่านไม่ได้แค่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง เอาประเทศเป็นเดิมพันนะ ท่านยังจะเอา ข้าราชการประจำไปเสี่ยงกับท่านด้วย ส่วนเงินจาก ธ.ก.ส. ตกลงว่าจะใช้ได้หรือไม่ได้ จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ธ.ก.ส. หรือเปล่า จนถึงตอนนี้ก็ยัง ไม่ได้มีการส่งให้กฤษฎีกาตีความ หรือแม้แต่จะเอาเข้าบอร์ด ธ.ก.ส. ยังไม่ได้เอาเข้าเลย ดิฉันขอจบเรื่องนี้ค่ะท่านประธาน ด้วยการฝากท่านประธานไปยังข้าราชการประจำทุกท่าน ทั้งที่อยู่ที่นี่แล้วก็ที่อยู่ทั่วประเทศที่ยังซื่อตรงต่อหลักการ หลักวิชาการที่ได้ร่ำเรียนมา หากท่านพบว่ามันมีความผิดปกติ ขอให้ส่งหนังสือท้วงติงอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อความ ไม่ชอบมาพากล ทั้งด้วยกฎหมาย ทั้งด้วยหลักวิชาการ ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไปค่ะ ท่านประธาน ขอบคุณค่ะ