ดนุพร ปุณณกันต์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2568 โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาประเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง พร้อมเสนอให้เร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล การท่องเที่ยว การทูตพาณิชย์ และอุตสาหกรรมอนาคต ควบคู่กับการสร้างหลักประกันทางสังคมและพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน ส่งเสริมการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ทัดเทียมระดับสากล
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ดนุพร ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทยครับ วันนี้ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ครับ ซึ่งในส่วนของผมได้รับมอบหมายจากทางพรรค เพื่อไทยให้พูดในภาพรวมนะครับว่า วิธีการจัดทำงบประมาณต่าง ๆ เราคำนึงถึงอะไรบ้าง และภาพรวมในการใช้งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ในปีนี้เราจะตั้งเป้าที่อะไรกันบ้าง ผมฟังท่าน จุรินทร์อภิปรายเมื่อสักครู่ครับ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่านนะครับ ก็เรียนว่าไม่ค่อยเกี่ยวกับ งบประมาณเท่าไรครับ ท่านพาดพิงไปถึงเรื่องของกฎหมายที่จะนิรโทษกรรม ซึ่งผมว่าตอนนี้ อยู่ในคณะกรรมาธิการที่กำลังศึกษาอยู่นะครับ ท่านจุรินทร์รอสักครู่ครับ เดี๋ยวเมื่อเราเปิด สภาในเดือนหน้าแล้ว ผมเชื่อว่ากฎหมายนี้ก็จะกลับเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรมาพูดคุยกันครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมเรียนว่าแบบนี้ครับว่า การจัดสรรงบประมาณแต่ละปีของภาครัฐนั้น ง่าย ๆ ครับ เราก็ต้องไปดูครับว่างบแต่ละส่วน นั้นควรจะใช้ในเรื่องอะไร ก็คือพิจารณาจากปัญหาครับว่าประเทศเรานั้นเผชิญกับปัญหา อะไรบ้าง ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วนอย่างไร ตอนนี้ประเทศมีปัญหาหลักอะไร ผมขอ อนุญาตแบ่งออกเป็นในแต่ละด้านนะครับ ผมเรียกว่าเป็นพันธนาการ ๖ อย่าง หรือว่าเป็น ปัญหาของประเทศทั้ง ๖ อย่างนั่นเองครับ
พันธนาการที่ ๑ เรามีปัญหาในเรื่องของการแข่งขันในตลาดโลก เมื่อพิจารณา จาก GDP ปีที่แล้วครับ GDP ของประเทศไทยนั้นเราโตเพียงแค่ ๑.๙ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้าน และผมก็เห็นด้วยครับจากท่านจุรินทร์ครับ ก็ที่มาเปรียบเปรยครับว่างบปี ๒๕๖๗ นั้นเหมือนเป็ดง่อยครับ แต่ท่านอาจจะลืมไปครับว่า เป็ดง่อยของท่านจุรินทร์เกิด และเติบโตในรัฐบาลที่แล้วครับ เพียงแต่วันนี้รัฐบาลโดยการนำของท่านเศรษฐาพยายาม จะจัดงบปี ๒๕๖๘ เพื่อจะรักษาเป็ดง่อยตัวนี้ให้ลุกขึ้นเดินได้ และไม่ใช่เป็ดขี้เหร่แล้วครับ ถ้าเศรษฐกิจดีครับ มีเงินเหลือเฟือไม่ต้องห่วงครับ ศัลยกรรมบ้านเราทำเก่งครับ เป็ดขี้เหร่ ของท่านจะไม่เป็นเป็ดขี้เหร่อีกต่อไปครับ เพราะฉะนั้นในปีนี้ครับ สภาพัฒน์ได้คาดการณ์ครับ ว่า GDP ของประเทศไทยจะโตเพียงแค่ประมาณ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง นั่นแปลว่าอะไร แปลว่าประเทศเรานั้นกำลังจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เมื่อเรา สูญเสียการแข่งขันในตลาดโลกสิ่งที่ตามมาจะส่งผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อเศรษฐกิจ ของประเทศไทย ความเป็นอยู่ ปากท้องของพี่น้องประชาชนจึงเป็นพันธนาการที่ ๑ ที่เราต้องรีบ แก้ไขครับ
มาสู่พันธนาการที่ ๒ ครับ ผมขอเรียกว่าสังคมไร้ทางออกครับ ที่ผ่านมา ไทยเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับโครงข่ายการรองรับทางสังคม นั่นคือระบบที่รัฐบาลจะต้อง คอยดูแลพี่น้องประชาชนให้ความช่วยเหลือในปัจจัยทั้งสี่ของชีวิต ให้ประชาชนทุกคนนั้น ได้รับสวัสดิการที่ดีเพียงพอต่อการดำรงชีพ เมื่อระบบไม่ดีแน่นอนครับ ประเทศเราจึงมีพี่น้อง ประชาชนจำนวนมากต้องเดือดร้อนจากสภาวะเศรษฐกิจที่โหดร้าย และไม่มีโอกาสที่จะให้ ใครได้มีโอกาสล้มเหลวครับ หมายความว่าถ้าท่านทำธุรกิจแล้วพลาดขึ้นมา ธุรกิจของท่านนั้น ล้มแล้วคือตายอย่างเดียวเท่านั้นครับ นี่จึงเป็นอีก ๑ เรื่องที่เราต้องรีบแก้ไขครับ
มาสู่พันธนาการที่ ๓ ครับ เราไม่มีความพร้อมในการรับกับความเปลี่ยนแปลง หรือว่าผลกระทบใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ท่านเห็นในสไลด์ครับ ภาพอาจจะเล็กสักนิดหนึ่งต้องกราบขออภัยนะครับ แต่พี่น้องประชาชนทางบ้านคงยังพอ เห็น นึกถึงเหตุการณ์โควิด-๑๙ หลายคนยังคงจำได้ครับในช่วงแรก ๆ ที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ครับ เรามีปัญหาในการจัดการผลกระทบครับ ไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอที่จะรับมือ ถุงมือยางก็ขาดครับ หน้ากากอนามัยก็หายากครับ ใครดูแลครับสมัยนั้นผมไม่ทราบ ในสถานการณ์ปัจจุบันนอกจากโควิด-๑๙ แล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ เราก็ไม่มีการพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอในการที่จะต่อสู้กับประเทศอื่น ทำให้ พวกเรานั้นอยู่ในกลุ่มที่ท้าย ๆ ของภูมิภาคนี้ครับ
มาถึงพันธนาการที่ ๔ ครับ เป็นกับดักความเคยชินและความหวาดกลัว ในอดีต เรื่องนี้พูดง่าย ๆ ครับ เป็นเรื่องของความมั่นใจของนักลงทุน ถ้าเราย้อนไปดูวิกฤติ เศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ พวกเราเรียกกันว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมเรียนว่านอกจากวิกฤติต้มยำกุ้ง แล้ว เราเคยเจอวิกฤติเศรษฐกิจแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๖๗ นะครับ เราไม่ใช่เผชิญ แต่วิกฤติเศรษฐกิจอย่างเดียวครับ เรามีทั้งวิกฤติทางการเมือง มีทั้งม็อบ มีทั้งอุทกภัยใหญ่ ในปี ๒๕๕๔ หลังจากการเลือกตั้งและแน่นอนครับ ปี ๒๕๖๒ ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราเผชิญกับ โควิด-๑๙ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นวนไปวนมาในประเทศไทย ทำให้พี่น้องประชาชนกลัว แล้วก็ไม่กล้าที่จะเริ่มลงทุนกับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับ ภาคเอกชน
มาถึงพันธนาการที่ ๕ ครับ ที่ผ่านมาประเทศเรานั้นเน้นการแก้ปัญหาที่อยู่ ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว ขาดการจัดการและการวางแผนแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน ต่อปัญหาในระยะยาว และผมจะได้เรียนต่อไปครับว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร
มาสู่พันธนาการที่ ๖ ครับ ความมั่นคงในชีวิตของประชาชนยังคงทรุดโทรม ปัญหาความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินยังคงเป็นภารกิจใหญ่ของรัฐบาล เราไม่กล้าที่จะ ปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ครับ เราบอกว่าประเทศไทยเป็นเมืองสงบ แต่ในความเป็นจริง ดูตามข่าว ได้เลยครับ มีการฆาตกรรม จี้ปล้น ยาเสพติด ต้มตุ๋น หลอกลวง แก๊ง Call Center เกลื่อนประเทศไปหมด ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องแก้ไขทั้ง ๖ พันธนาการครับ
ดังนั้น คำตอบที่เราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลจึงได้นำเสนอ ๑๔๒ นโยบาย และอีก Ignite Thailand ทั้ง ๘ ด้านของท่านนายกรัฐมนตรีทำงานควบคู่กับ นโยบายของพรรคเพื่อไทยครับ ๑. การแก้ไขปัญหาตลาดที่โตช้ากว่าคู่แข่ง เราต้องยกระดับ ตลาดของไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เราควรจะเป็นผู้นำตลาดโลกหรือเป็นผู้ กำหนด Trend ของตลาดโลก ผ่านนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ของพรรค เพื่อไทย การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่รัฐบาลนำเสนอและเร่งพัฒนาให้นโยบายนี้เป็นจริง ให้เร็วที่สุด เราจะมีการผลักดันศูนย์กลางการบิน เช่นที่ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปหลาย ๆ ประเทศครับ ท่านไปติดต่อว่า นานาประเทศควรจะมาเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศไทยไหม มีเครื่องบินตรงจากหลายประเทศมาตรงที่ประเทศไทยเลยหรือไม่โดยไม่ต้องพักเครื่องที่อื่น เพื่อทำให้ประเทศไทยนั้นเป็น Hub ของการบินในภูมิภาคนี้ให้ได้ครับ และแน่นอนครับ ประเทศไทยควรจะมีการผลักดันศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคครับ ที่ท่านนายกได้แถลงไปแล้ว ทั้งในเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะไปเชิญชวนต่างประเทศมาลงทุน โครงการขนส่ง ระบบรางความเร็วสูงที่เชื่อมประเทศไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ถ้าไปอีสานก็จากกรุงเทพมหานครไป หนองคาย ข้ามไปลาว ออกไปจีน หรือจะลงใต้ครับ จากกรุงเทพมหานครลงไปถึงมาเลเซีย ไปถึงสิงคโปร์ และแน่นอนครับนโยบายหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญก็คือเราจะผลักดัน ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคตหรือว่ารถ EV รถไฟฟ้า ซึ่งเราทำ สำเร็จไปแล้วในเบื้องต้นนะครับ มีหลายประเทศหลายบริษัทตอบรับนโยบายดี ๆ ของ ประเทศไทยครับ
อีกนโยบายหนึ่งครับ ที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญตั้งแต่ก่อนที่ท่านนายก มารับตำแหน่ง นั่นคือนโยบายในเรื่องของการท่องเที่ยวครับ การท่องเที่ยวจะเป็นการหา รายได้ระยะสั้นและกลางของประเทศครับ และแน่นอนครับ การท่องเที่ยวนั้นถือว่าเป็น Quick Win นโยบายต่าง ๆ สนับสนุนการท่องเที่ยว จะเห็นได้เลยครับเรื่องของ Visa Free ต่าง ๆ ที่รัฐบาลไปเจรจา ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย รัสเซีย คาซัคสถาน ไต้หวันนะครับ และผม เชื่อว่ายังมีอีกหลากหลายประเทศที่กำลังเจรจาให้เข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ต้องใช้ Visa ท่านจะเห็นครับว่า จำนวนตัวเลขของนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินต่าง ๆ ที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นครับ ต้องมีการพัฒนา ตลาดของไทยโดยไม่ได้จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้นครับ แต่รวมถึง อุตสาหกรรมขนาดย่อม งานฝีมือ งานท้องถิ่น อย่างนโยบาย Soft Power ของพรรคเพื่อไทย ครับ และผมเชื่อครับนโยบายนี้รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยจะช่วยกันสนับสนุนให้ทุกภาคส่วน ผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศนี้เติบโตไปพร้อม ๆ กันได้ แน่นอนครับ การแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นครับ ที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างเช่น การออก Roadshow ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ เป็นการเดินสายเจรจาการค้ากับต่างประเทศ ท่านเดินทาง มากมายครับ ทั้งสหรัฐอเมริกา ไปกัมพูชา ฮ่องกง บรูไน มาเลเซีย จีน ซาอุดีอาระเบีย ลาว ญี่ปุ่น เป็นต้น ยังมีอีกมากมายครับ นายกเดินทางไปเจรจาเชิญชวนให้คนเหล่านี้มาลงทุน ในประเทศไทย เพื่อที่จะเพิ่ม GDP ให้กับประเทศเรา รวมถึงการทูตพาณิชย์เชิงรุกที่ไม่ใช่แค่ ไปเจรจาแลกเปลี่ยนกันแค่พูดคุยเท่านั้นครับ เรานอกจากเชิญชวนมาลงทุนแล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนในเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ อุตสาหกรรมต่าง ๆ เศรษฐกิจและการเมือง และผมมองครับว่า การ Roadshow ของท่านนายกเศรษฐานั้นเป็นวิธีที่เราหาทุกโอกาสและ คว้าทุกโอกาสที่มีมาให้ประเทศไทย เพื่อให้ทุกฟันเฟืองในประเทศนั้นเดินหน้าและทำงานได้ อย่างเต็มที่ครับ ทำให้ประเทศไทยนั้นกลับมาสู่สายตาของชาวโลกที่บอกว่าเมืองไทยนั้น เป็นเมืองที่น่าลงทุนครับ
ข้อที่ ๒ นั่นคือการแก้ไขปัญหาว่าการไม่มีเครือข่ายการรองรับทางสังคมครับ แนวคิดนี้ผมเชื่อว่าทางพรรคและรัฐบาลเองเห็นพ้องต้องกันครับว่าเราจะมุ่งเน้น การประกันสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน ยกตัวอย่างครับ ๓๐ บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว นโยบายนี้ทำให้ลดความแออัดของโรงพยาบาลครับ เราจะมีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ใช้ระบบ AI เป็นการพัฒนาเชื่อมโยงระบบข้อมูลทางด้าน สุขภาพ ข้อมูลทางด้านการรักษาพยาบาล ข้อมูลการเบิกจ่ายต่าง ๆ ซึ่งนโยบายนี้ครับจากผล สำรวจที่ผ่านมาไม่กี่สัปดาห์นี้ครับ จะเห็นได้ว่าพี่น้องประชาชนให้ความพึงพอใจมาเป็นลำดับ ต้น ๆ ครับ ถือว่าเป็นความสำเร็จขั้นต้นของนโยบายนี้ และผมเชื่อครับว่าภายใต้การนำของ ท่านนายกเศรษฐาจะพัฒนาโครงการนี้อย่างต่อเนื่องและดีขึ้นครับ สังเกตได้จากอะไรครับ งบปี ๒๕๖๘ ครับ รัฐบาลมีการจัดสรรงบสำหรับระบบสาธารณสุข ยกระดับ ๓๐ บาทรักษา ทุกที่ครับ ๒๓๕,๐๐๐ ล้านบาททีเดียวครับ ให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน เรื่องสุขภาพเป็นหลักครับ และผมเรียนครับ สุขภาพที่ดีเท่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้พี่น้อง ประชาชนสามารถออกไปทำมาหากินได้ครับ นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลยังมีนโยบาย ที่สนับสนุนการลดหนี้หรือว่าพักหนี้ต่าง ๆ เพื่อลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเกษตรกร การศึกษาต่าง ๆ นะครับ นอกจากนั้นมีการพัฒนาในเรื่องของที่อยู่อาศัย ของผู้มีรายได้น้อย ๒๐,๐๐๐ ครัวเรือน เรามีการทำในเรื่องของการเรียนฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ๑๕ ปีครับ นโยบายนี้ช่วยเหลือเด็ก ๆ เยาวชนของชาติ ๑๐ กว่าล้านคนให้เข้าถึงระบบ การศึกษา ถ้าเขามีความรู้ติดตัวเพื่อใช้ไปในการประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนครับ
ข้อที่ ๓ การแก้ไขปัญหาในการเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตครับ ในปัจจุบันนี้เราปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ครับว่าเทคโนโลยี มีความสำคัญอย่างมาก เราต้องเร่งพัฒนาระบบให้ทันสมัย รวดเร็ว และง่ายต่อการใช้งานครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแพทย์ การศึกษา การเงินหรือว่าสิ่งแวดล้อม และสิ่งสำคัญครับ ที่ผมเห็นการจัดงบประมาณของรัฐบาลในปีนี้ ให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์ครับ พูดง่าย ๆ ก็คือการพัฒนาคนนั่นเองครับ เพราะในโลกแห่งเทคโนโลยีและดิจิทัลมี ความต้องการทางแรงงานที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงครับ บางโรงงานทุกวันนี้มีการนำ หุ่นยนต์มาทำงานแทนคนเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ เพราะฉะนั้นเราควรจะมีการเปลี่ยนทักษะ เสริมทักษะ หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Upskill Reskill นะครับ ผ่านโครงการของรัฐบาล อย่าง THACCA หรือว่า OFOS ก็คือ ๑ ครอบครัว ๑ ทักษะ Soft Power นั่นเองครับ รัฐบาลเองมีแผนที่จะพัฒนาทักษะเฉพาะให้แรงงานเป็นหมื่นท่านครับ รวมไปถึงกองทุน อุดหนุนผู้เข้ารับการฝึกอาชีพและสนับสนุนการเสริมทักษะแรงงานให้กับประชาชน กลุ่มต่าง ๆ ซึ่งผมเรียนแบบนี้ครับว่า การส่งเสริมทักษะเหล่านี้เป็นการติดอาวุธให้ประชาชน ให้รู้เท่าทันของการเปลี่ยนแปลงทางด้านแรงงานที่จะเกิดขึ้นครับ
ข้อที่ ๔ เป็นการแก้ไขปัญหากับการติดกับดักความกลัวในอดีตที่ผมบอก ไปแล้วครับ มีวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเมืองมากมายและแน่นอนครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ หรือวิกฤติต้มยำกุ้งครับ สมัยที่รัฐบาลของพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลครับ เรานั้นทำให้ ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวจากพิษเศรษฐกิจได้สำเร็จครับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามีนักธุรกิจ บางกลุ่มประชาชนบางคน หรือภาคการเงินรวมถึงภาคการธนาคารยังวิตกกังวลครับ ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะกลับมาสู่วิกฤติเดิม ๆ อีกหรือไม่ ผมเรียนว่าหน่วยงานของรัฐมีหลาย หน่วยงานที่สามารถในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลรวมถึงพรรคเพื่อไทย ครับเรามองเห็นว่าการทำอะไรในด้านใหม่ ๆ เปิดมุมมองใหม่ ๆ กล้าคิด กล้าทำและกล้า ลงทุน จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับประเทศที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและกระตุ้น GDP ครับ
ข้อที่ ๕ นั่นคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คำนึงถึงผลระยะยาวในอนาคต ผมพูดแบบนี้อาจจะฟังยากสักนิดหนึ่งนะครับ นโยบายที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือ Digital Wallet ครับ นโยบาย Digital Wallet คือมาตรการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบระยะสั้น เป็นการกระตุ้นตลาดให้สามารถขับเคลื่อนตัวเองได้มากขึ้น แน่นอนครับ จากการคำนวณ ตัวคูณทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้น อาจจะแตกต่างกันไป ตามแต่ละสำนักครับ แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล เราเชื่อครับ ว่า Digital Wallet นั้นจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ของประเทศไทย และเมื่อ พิจารณาผลพวงต่อเนื่องของนโยบายนี้แล้วครับ ผมเชื่อได้ว่าจะเป็นการเร่งกระบวนการ ยกระดับทางการเงินและดิจิทัลให้กับประเทศของพวกเรา แน่นอนครับ โครงการ Digital Wallet นั้นอาจจะถูกท้วงติงจากฝ่ายค้านบ้าง นักวิชาการบางกลุ่มบ้าง แต่ผมเรียนครับว่า Digital Wallet นั้นไม่ใช่เรื่องที่ครั้งเดียวแล้วมันจบครับ แต่ Digital Wallet นั้นจะเป็นกลไกที่กระตุ้น เศรษฐกิจไปทั้งระยะกลางและระยะยาวครับ เมื่อมีกำลังซื้อที่มากขึ้น แน่นอนครับ การผลิต ก็จะสูงขึ้นด้วย เมื่อต้องใช้การผลิตที่สูงขึ้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การจ้างงานก็จะเพิ่มมากขึ้นครับ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบครับ และเมื่อทุกท่านได้ดูข้อจำกัดต่าง ๆ ที่รัฐบาลบอกว่า จะให้ใช้ได้ในอำเภอ ในตำบลต่าง ๆ สิ่งที่รัฐบาลต้องการก็คืออยากจะต้องการให้เม็ดเงินต่าง ๆ กระจายไปสู่ทั่วทุกตำบล ทุกอำเภอของประเทศไทยครับ ไม่ได้ไปกระจุกอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ ๆ หรือตามเมืองท่องเที่ยวครับ ดังนั้นเมื่อดูสัดส่วนงบประมาณเราจะเห็นได้ว่างบประมาณ ที่หวังผลในระยะสั้นนั้น มีสัดส่วนเป็นเพียงแค่ หนึ่งในสามของงบประมาณเท่านั้นเองครับ เราจะพยายามใช้งบประมาณนี้ต่อยอดในระยะกลางและระยะยาวครับ โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ผมได้เรียนไปแล้วครับ เรามีการมุ่งเป้าที่จะผลิต ทรัพยากรบุคคลเพิ่มครับ ที่สำคัญครับในเมื่อเราจะขยาย ๓๐ บาทรักษาทุกที่ เราจะขยาย บุคลากรทางการแพทย์ ทางการสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอีกกว่า ๔๐,๐๐๐ คน เรามีนโยบายส่งเสริม การเรียนรู้พื้นฐานทุกที่ทุกเวลาสำหรับประชาชนอีก ๘๐๐,๐๐๐ กว่าราย ผมเรียนครับ ที่ผมย้ำ ๒ รอบแล้ว เพราะผมมองว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาคนครับ
ข้อที่ ๖ เป็นการแก้ปัญหาในข้อสุดท้ายที่ผมได้แบ่งเอาไว้นะครับ นั่นคือ การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน พรรคเพื่อไทยเราให้ความสำคัญกับปัญหานี้ มาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาล ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยนะครับ เราประกาศสงคราม กับยาเสพติดอย่างจริงจัง จนถึงปัจจุบันเราก็สนับสนุนงบประมาณปี ๒๕๖๘ ท่านไปดูเลย เรามีงบประมาณที่จะบูรณาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของประเทศนั้น งบปี ๒๕๖๘ นั้นใส่ไว้กว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ นี่ยังไม่รวมแก๊ง Call Center ที่เที่ยว หลอกลวงพี่น้องประชาชนนะครับ เรามีการอายัดบัญชีม้า อายัด Sim โทรศัพท์ต่าง ๆ ที่โทร ไปหลอกพี่น้องประชาชนหลายหมื่นโทรศัพท์ไปแล้วครับ และแน่นอนครับเราจะบูรณาการ ทุก ๆ ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทางตำรวจ กระทรวง MDES กระทรวงยุติธรรม เพื่อที่ทำให้เรื่องนี้หมด หรือว่าน้อยลงจากประเทศไทยเร็วที่สุดครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าผมขออภิปรายให้ เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๖๘ เพื่อให้เห็นถึงความสอดคล้อง และคำตอบของปัญหาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ผมพยายามใช้เวลาไม่นานครับ การจัดสรร งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๘ เรามุ่งเน้นในการแก้ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยนั้นไม่เติบโต ตามศักยภาพครับ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้งบประมาณประเทศเป็นส่วนผลักดันเศรษฐกิจ และรายได้ของประเทศไทยครับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินงบประมาณที่มากขึ้น แม้เป็นเม็ดเงินเดิมนะครับ กรอบและสัดส่วนนั้นหลายท่านก็มองว่าเหมือนเดิมเลย ไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง แต่ท่านไปดูเนื้อหาครับ เนื้อหาของการทำงานนั้นไม่เหมือนเดิม เมื่อกรอบเดิม แต่เนื้อหาในการทำงานไม่เหมือนเดิม ก็จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันแน่นอนครับ โครงสร้างงบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่ผมได้ที่อภิปรายอยู่นี่นะครับ เรานั้นจัดสรรอยู่บนข้อจำกัด และอุปสรรคครับ ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย เรื่องของงบประมาณผูกพัน หรือว่า กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ถ้าท่านไปดูในตัวเลขจะเห็นเลยครับ เรามีงบลงทุนเพียงแค่ ๒๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ เราจึงจำเป็นต้องหาทางออกโดยการพิจารณาจากงบเดิม แต่ใส่เป้าหมายใหม่เข้าไปครับ เพื่อใช้เม็ดเงินให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้ถูกทิศถูกทาง เพื่อดันเศรษฐกิจให้เติบโตครับ โดยการจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๖๘ นี้อาศัยนโยบายของ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาและพรรคเพื่อไทยเป็นแกนกลาง โดยวางอยู่บน ๔ กลไก หลักนั่นเองครับ นั่นคือการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส และบริหารจัดการภาครัฐ ท่านเคยได้ยิน ๔ คำนี้บ่อย ๆ ตอนที่หาเสียงครับ แน่นอนครับ เราจะทำตามอย่างที่เราหา เสียงไว้ครับ งบประมาณปี ๒๕๖๘ นั้นรัฐบาลมุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจเป็น สำคัญครับ ไม่ได้มุ่งเน้นแต่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่แท้จริงแล้วเราจะมุ่งจัดการกับปัญหาใน ระยะกลางและระยะยาวอย่างชัดเจนครับ อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว เรามีงบสองในสามเป็น งบระยะกลางถึงระยะยาวทั้งสิ้นเลยครับ โดยเราจะมุ่งเป้าอยู่ที่การขยายโอกาส นี่สำคัญ ทีเดียวครับ งบประมาณที่เราใส่ไว้ในส่วนนี้ของการขยายโอกาสนั้น ๑.๖๕๕ ล้านล้านบาท
ผมขอกลับมาเรื่องที่หลายคนเป็นห่วงเป็นใย นั่นคือ Digital Wallet ครับ ผมเรียนว่าเราไม่ได้เอาระบบ Digital Wallet นั้นลงตูมภายในปีเดียว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ที่มาที่ไปของงบประมาณที่จะมาอุดหนุนนโยบายนี้มี ๓ ส่วนครับ งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี่ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมของงบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่กำลังใช้อยู่ปัจจุบันนี้ประมาณ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ แล้วก็มีงบทดลองจ่ายของสถาบันการเงินของรัฐ ในวงเงิน ประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท
ดังนั้น ผมเรียนว่าผมอยากให้พี่น้องประชาชนได้สบายใจว่า การจัดสรร งบประมาณครั้งนี้จะอยู่ในเกณฑ์ของการรักษาระเบียบวินัยทางการเงินการคลัง รัฐบาล จะจัดสรรงบประมาณด้วยความระมัดระวังครับ และภาพรวมที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นการจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๖๘ นี้ครับ มีโครงสร้างและเป้าหมายที่ดีครับ คิดแบบมอง ภาพรวมเพื่อให้การแก้ไขปัญหาหลักทั้ง ๖ ที่ผมได้เรียนไปแล้วของประเทศนั้นหายไปและ อย่างมีประสิทธิภาพ ผมขอเรียนครับ สิ่งที่ผมได้อภิปรายมาทั้งหมดนั้นก็จะตอบไปทางฝ่าย ค้านที่ได้ ใช้วลีที่บอกว่า เจ๊งไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ ไม่จริงครับ ประเทศไทยเจ๊งไม่ได้ครับ รัฐบาลอาจจะยุบสภา นายกรัฐมนตรีอาจจะลาออก แต่ประเทศไทยนั้นเจ๊งไม่ได้ ซึ่งผมก็ลองไปดู คำว่า เจ๊ง ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานครับ เจ๊ง หมายถึง การเลิกกิจการแบบหมด ทุนครับ ประเทศไทยไม่มีหมดทุนครับ ประเทศไทยเจ๊งไม่ได้ ประเทศไทยต้องเดินต่อไป แม้กระทั่งยุบสภาแล้วนายกรัฐมนตรียังต้องอยู่รักษาการ แต่มีอีกคำหนึ่งครับ คำว่า เจ๊ง หมายถึงคำว่า สิ้นสุด ถ้านึกไม่ออก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ ยุบพรรค นี่ละครับสิ้นสุดหรือว่าเจ๊งของจริงครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนให้ทุกท่านนั้นได้ ร่วมกันผลักดัน ๑๔๒ นโยบาย ทำลาย ๖ พันธนาการ และเราจะสร้างรัฐบาลนี้ให้เป็นรัฐบาล ของพี่น้องประชาชน มาร่วมกันนะครับ สร้างศักยภาพให้ทัดเทียมกับประเทศชั้นนำหลาย ๆ ประเทศในโลก เรามาร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชียอย่างสง่างาม ขอบคุณครับ ท่านประธาน