จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ วิพากษ์ร่างงบประมาณปี 2568 ที่ขัดกับนโยบายรัฐบาลและมีปัญหาด้านความโปร่งใส ประสิทธิภาพการใช้จ่าย และเป้าหมายรายได้ที่ต่ำกว่าเป้า จนส่งผลให้ขาดดุลเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์และหนี้สาธารณะพุ่งใกล้เพดานวินัยการเงิน โดยเฉพาะการกู้เงินเพื่อโครงการแจกเงินอย่าง Digital Wallet ที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายและขาดแผนรองรับที่ชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อเป้าหมายจีดีพีที่สูงเกินจริง ความล่าช้าในการดำเนินนโยบาย และผลกระทบจากความไม่มั่นคงทางการเมืองที่สั่งสมจากความขัดแย้งภายในรัฐบาล ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและภาระหนี้ที่อาจกลายเป็นปัญหาต่อเนื่องในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ แทนประชาชน เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินก้อนนี้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งขอกราบเรียนเบื้องต้นว่าอาจจะต้องพูดเรื่อง ตัวเลขมากหน่อย เพราะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ตัวเลข แต่ทั้งหมดก็เพื่อสะท้อนความน่าเป็นห่วงที่มีต่อสภาพการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจมหภาค ทั้งเศรษฐกิจภาคประชาชน และการไม่รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐบาล ภายใต้การบริหารในปัจจุบัน โดยอาศัยตัวเลขงบประมาณปี ๒๕๖๘ เป็นตัวตั้ง ตอนอภิปราย งบปีที่แล้วคืองบปี ๒๕๖๗ ผมเคยให้ความเห็นกับท่านประธานว่างบฉบับนั้นเหมือนกับ งบเป็ดง่อย ท่านประธานคงจำได้ ทำไมผมกราบเรียนอย่างนั้น เพราะรัฐบาลใช้เวลาไปรื้องบ ที่รัฐบาลที่แล้วทำไว้เดิม ทำให้การใช้เงินล่าช้าไปเกือบ ๗ เดือน บวกกับประสิทธิภาพการใช้ งบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเฉพาะงบลงทุน ๘ เดือน แค่ประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศในปี ๒๕๖๗ นี้โตต่ำกว่าเป้าที่กำหนดไว้ ในพระราชบัญญัติ แล้วก็ในเอกสารงบประมาณว่าจะทำให้โต ๕.๔ เปอร์เซ็นต์รวมเงินเฟ้อ ถ้าไม่รวมเงินเฟ้อก็คง ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า แต่แค่ ๔ เปอร์เซ็นต์กว่าก็ไม่ถึงครับ ทุกสำนักประเมิน ตรงกันหมดว่าอย่างดีก็คงได้ประมาณ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ แม้แต่รัฐบาลเอง รัฐมนตรีคลังก็เพิ่งยอมรับไม่กี่วันว่า ปีนี้โอกาสเศรษฐกิจจะโตแค่ ๒.๕ แต่จะพยายามเบ่งให้ได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ และ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ที่ว่านี้ แม้จะรวม Digital Wallet เข้าไป Digital Wallet ก็จะทำให้เศรษฐกิจโตได้แค่ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกโตแค่ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๖๗ สภาพัฒน์เป็นคนประเมิน ไม่ใช่ผมประเมินเอง เพราะฉะนั้น สมมุติว่า Digital Wallet ได้ทำจริง เศรษฐกิจก็จะโตแค่ ๒.๕ บวก ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ เต็มที่ก็ ๒.๗๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ก็คือสิ่งที่ทำไมผมถึงกราบเรียนว่า งบปี ๒๕๖๗ ก็คืองบเป็ดง่อย แล้วมันก็ไม่ผิดหรอกครับ มาถึงงบปี ๒๕๖๘ ฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่ในสภา ฉบับนี้ เป็นฉบับที่ ๒ ของรัฐบาลชุดนี้ อันนี้อิเหนาทำเอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ ไม่ได้มีฐานราก มาจากรัฐบาลที่แล้วแต่อย่างใด แต่ข้อน่าสังเกตก็คือใส่ Digital Wallet โดยสารมาด้วย ในงบกลาง ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท โดยงบปี ๒๕๖๘ นี้ตั้งเงินรวมไว้ทั้งสิ้น ๓.๗๕ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ผมไปพลิกดูหลายรอบ ภาพรวมขออภัยนะครับ ทั้งขี้หก ทั้งขี้เหร่เลยครับ ทำไมผมกราบเรียนอย่างนั้น ที่บอกว่าขี้หกเพราะว่าถ้าท่านประธานติดตาม การอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๖๗ ปีที่แล้ว ท่านนายกให้สัญญาไว้กลางสภา ตอนพิจารณา วาระที่ ๑ ว่าถัดไปท่านจะทำ ๔ เพิ่ม ๑ ลด ท่านประธานจำได้ใช่ไหมครับ เช่น ๔ เพิ่มที่ว่า คือจะเพิ่มรายได้ให้ประเทศ และจะลดการขาดดุลงบประมาณลงมา เป็นต้น แต่ปรากฏว่า พอมาเปิดตัวเลขลึกลงไปในรายละเอียดกลายเป็นละครคนละ Series เลยครับ ขออภัยครับ เหมือนเห็นสภาเป็นศาลาโกหก เพราะมันไม่ได้เป็นไปตามนั้น และถ้าดูลึกลงไปยิ่งกว่านั้นอีก รายละเอียดก็ไม่ได้งดงามอย่างที่ท่านนายกได้อภิปรายต่อสภาเมื่อเช้าที่นำเสนอมาทั้งหมด เพราะกลับพบความขี้เหร่ซุกซ่อนอยู่มากมายครับ ซึ่งผมขออนุญาตที่จะหยิบยกขึ้นมาต่อ ท่านประธานแค่สัก ๕ ประเด็นสั้น ๆ
ขี้เหร่ที่ ๑ เรื่องรายได้ครับ รายได้สำคัญมากอย่างไร รายได้สำคัญเพราะถ้า รายได้น้อย รายได้ลด รายจ่ายสูง งบก็ขาดดุล สุดท้ายก็ต้องไปกู้มาเพื่อชดเชยการขาดดุล รายได้น้อย รายจ่ายมาก ก็จะทำประเทศเป็นหนี้มาก บางประเทศในโลกล้มละลาย เพราะอะไร เพราะรายได้น้อย รายจ่ายมาก หนี้ล้นพ้นตัว สุดท้ายก็ไปต่อไม่ได้ รายได้จึงเป็น ปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านนายกบอกว่าจะทำรายได้เพิ่ม ซึ่งผมหมายถึง ท่านนายกคงพูดเรื่องรายได้สุทธิ เพราะถ้ารายได้อื่นก็ไม่มีประโยชน์ครับ มันตัวหลอก ตัวจริง คือรายได้สุทธิ ปรากฏว่าพอไปดูตัวเลขรายได้สุทธิของงบ ปีที่แล้วครับ ๒๕๖๗ รายได้ สุทธิคิดเป็น ๘๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ปรากฏว่าปีนี้จาก ๘๐.๑ เหลือแค่ ๗๖.๙ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ อันนี้ก็คือตัวฟ้องว่ามันไม่ตรงกับที่นายกสัญญากับ สภาไว้ โดยเฉพาะประสิทธิภาพการเก็บรายได้เฉพาะปีนี้ของรัฐบาล ๗ เดือน งบประมาณ ปี ๒๕๖๗ เริ่มตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้วมาจนถึงเมษายนปีนี้ ปรากฏว่ายังเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็คือตัวสะท้อนให้เห็นชัดเจน ประเด็นที่ ๑ ที่ผมบอกว่างบฉบับนี้มัน ถึงงบขี้เหร่อย่างไรครับ
ขี้เหร่ที่ ๒ การขาดดุลงบประมาณ นายกรัฐมนตรีให้สัญญาว่าจะลด การขาดดุลงบประมาณลงมาในปี ๒๕๖๘ แต่ปรากฏว่าพอไปดูจริงปรากฏว่านอกจากไม่เท่า เดิม ไม่ลดแล้วยังเพิ่มการขาดดุลมหาศาล ที่บอกว่ามหาศาลเพราะงบปี ๒๕๖๘ ขาดดุล มากกว่างบปี ๒๕๖๗ ถึง ๘๖๕,๗๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉพาะการขาดดุล ๒๔.๙ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขกลม ๆ คือเพิ่มขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ คือ ๑ ใน ๔ ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด นายกรัฐมนตรีอาจจะอ้างว่าขาดดุลเพิ่ม เพราะว่าต้องเอาไปทำ Digital Wallet แต่ Digital Wallet ที่ใส่มามันแค่ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท แต่นี่ขาดดุล ๑๗๒,๗๐๐ ล้านบาทเพิ่มขึ้นมา เพราะฉะนั้นเอาไปลบก็ยังขาดดุลเพิ่มกว่าปีที่แล้วถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันถึงไม่ได้ลด การขาดดุลอย่างที่นายกรัฐมนตรีให้สัญญาไว้ ที่ขี้เหร่ที่สุดครับท่านประธาน ปรากฏว่า งบปี ๒๕๖๘ ปีนี้ขาดดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ คือขาดดุลมากถึง ๔.๔๒ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของประเทศ เกือบชนเพดานวินัยการเงินการคลัง เหลืออีกแค่ ๔๐ ล้านบาท เท่านั้นนะครับ ชนเพดานหัวแบะ นี่คือสิ่งที่ต้องขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน ที่ขี้เหร่ของความขี้เหร่คือภายใต้รัฐบาลนี้ ถ้าอยู่ครบวาระ ๔ ปี ยังจะคิดจัดงบประมาณ ขาดดุลต่อไปอีกตลอดอายุรัฐบาลนี้ ซึ่งจะส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตลอด ๔ ปีที่อยู่ ในอายุของรัฐบาล แล้วก็จะเพิ่มขึ้นทุกปี ดูจากไหนครับ ดูจากแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ ๒๕๖๘-๒๕๗๑ ฉบับทบทวนที่ ครม. เพิ่งมีมติอนุมัติไป ๒ เมษายน ไม่กี่วันนี้ครับ ปี ๒๕๖๗ ที่บอกว่าหนี้สาธารณะยังจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ตลอดอายุรัฐบาล ตัวเลขชัดเจน ก็คือ ปี ๒๕๖๗ กำหนดว่าหนี้สาธารณะจะเป็น ๖๕.๐๖ เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP พอปี ๒๕๖๘ ไป ๖๖.๙๓ เปอร์เซ็นต์ พอปี ๒๕๖๙ ไป ๖๗.๕๓ เปอร์เซ็นต์ พอปี ๒๕๗๐ ไป ๖๗.๕๗ เปอร์เซ็นต์ ก็สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่ก็คือภาระที่จะเกิดกับประเทศ ซึ่งต้องขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานไว้ตรงนี้ เพื่อให้เห็นได้ชัดเจน สรุปว่าจากปีแรกหนี้สาธารณะ ๖๕.๐๖ เปอร์เซ็นต์ ต่อ GDP พอไปปี ๒๕๗๐ ปีที่ ๔ กลายเป็น ๖๗.๕๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP
ขี้เหร่ที่ ๓ เรื่องเงินกู้หรือการกู้เงิน ๒ ปี งบปี ๒๕๖๗ งบปี ๒๕๖๘ รัฐบาล ชุดนี้ต้องกู้มาชดเชยการขาดดุลรวม ๑.๕ ล้านล้านบาท นี่ยังไม่รวมกู้มาแจกนะครับ เพียงแต่ ว่าใน ๑.๕ ล้านล้านบาท มีกู้มาแจกก็คือ Digital Wallet ใส่ลงไปในงบปี ๒๕๖๘ อยู่ ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นยังเหลือเงินที่จะต้องกู้มาแจกเพิ่มอีกให้ครบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๓๔๗,๓๐๐ ล้านบาท ถ้ามารวมกับงบขาดดุล ๒ ปี ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ สุดท้ายรัฐบาลนี้ ๒ ปีจะก่อหนี้เฉพาะเห็น ๆ ๑.๙ ล้านล้านบาท รวมบริหาร ๒ ปี กู้เกือบ ๒ ล้านล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ปีที่แล้วผมกราบเรียนท่านประธานว่า นายกรัฐมนตรี เป็นนักกู้ถุงเท้าสีชมพู ปีนี้เห็นทีจะต้องให้เป็นนักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ ยังกู้หนักเหมือนเดิม และกู้หนักกว่าเดิม แต่เวลาใช้หนี้ท่านประธานดูสิครับ ปี ๒๕๖๘ ก่อหนี้ ๒ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ตั้งงบใช้หนี้เงินต้นไว้แค่ ๑๕๑,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของหนี้ที่ก่อ อันนี้คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะมันจะพอกพูนไปเป็นภาระของประเทศในอนาคตต่อไปพอพ้น รัฐบาลนี้แล้ว
ขี้เหร่ที่ ๔ การตั้งตัวเลข GDP สูงเกิน อย่าใช้คำว่า จริงเลยครับ จะใช้คำว่า จริงก็ได้จะได้เข้าใจง่าย ๆ ที่ผมกราบเรียนอย่างนั้นก็เพราะว่างบประมาณปี ๒๕๖๘ ปี ๒๕๖๗ ท่านตั้ง GDP ไว้ ๕.๔ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้สารภาพบาปแล้วครับ มาดูในเอกสาร งบประมาณปี ๒๕๖๘ ฉบับนี้ปรากฏว่าลดจาก ๕.๔ เปอร์เซ็นต์ มาเหลือ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านไปดูสิครับ แต่ปี ๒๕๖๗ ๔.๑ เปอร์เซ็นต์ทุกสำนักบอกบวกได้แค่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น GDP ๔.๑ เปอร์เซ็นต์นี้ก็กลายเป็น GDP ที่มันน่าจะเป็นประมาณการเกินจริง และเอา ๔.๑ เปอร์เซ็นต์มาเป็นฐานคำนวณ GDP ปี ๒๕๖๘ บอกว่าจะบวก ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ เอาฐานที่มันสูงเกินจริงมาคำนวณ GDP ปี ๒๕๖๘ สุดท้าย GDP ปี ๒๕๖๘ ที่บอกว่าจะโต ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ มันก็เลยกลายเป็น GDP ฟองสบู่ นี่คือสิ่งที่ต้องขออนุญาตที่จะกราบเรียน กับท่านประธาน และที่บอก GDP ฟองสบู่ เพราะ ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ที่บอกจะโตนี่ ผมเข้าใจ อาจจะเพื่อให้เจือสมกับที่ท่านนายกพยายามพูดบอกจะทำ GDP โตปีละ ๕ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๘ ก็เลยใส่ไป ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ทุกสำนักเหมือนกัน เขาประเมินว่าจะโต ในปี ๒๕๖๘ ได้ประมาณแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ แม้แต่สภาพัฒน์ที่เป็นหน่วยงานทางการ ในการประเมิน GDP ของรัฐบาลเองก็ยังบอกว่าจะโตประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่ เป็นขี้เหร่ที่ ๔ ที่ผมกราบเรียนว่า GDP ที่ใส่ไว้มันเกินจริงหรือไม่ครับ เป็น GDP ฟองสบู่ หรือไม่ครับ
ขี้เหร่ที่ ๕ เรื่อง Digital Wallet จากนโยบายเรือธง วันนี้กลายเป็นนโยบายเรือเกลือ ไปแล้วครับ สัญญาจะทำทันทีนี่เวลาล่วงเลยมาเท่าไร ผมทวงถามแทนประชาชนทุกครั้ง เพราะตั้งหลักว่าเมื่อพรรคการเมืองไปสัญญากับประชาชนไว้แล้วต้องมีความรับผิดชอบ ล่าสุดรัฐบาลแถลงเรื่อง Digital Wallet ๓ ข้อ ๑. แจกแน่ในไตรมาส ๔ ปีนี้ คือ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ เป็นต้นไป ๒. เวลาแจกจะไม่แบ่งก้อนแจก แต่จะแจกรวดเดียว ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่แยกเป็นก้อน ก้อน ก้อน เด็ดขาด แปลว่าอะไร แปลว่าถ้าไม่ได้เงินครบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะยังไม่แจก ใช่หรือไม่ครับท่านประธาน ๓. เงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเอามาจาก ๓ แหล่ง สำคัญ ๑. จะเอามาจากงบปี ๒๕๖๘ ที่มาขออยู่เดี๋ยวนี้จากสภา ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ๒. จะเอามาจากงบปี ๒๕๖๗ ที่สภาอนุมัติพระราชบัญญัติไปแล้วอีก ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาท และ ๓. จะไปเอาจาก ธ.ก.ส. หรือไปกู้ ธ.ก.ส. พูดง่าย ๆ รัฐบาลพยายามบอกไม่กู้ แค่ยืม กู้กับยืมมันก็พอกันนั่นละครับ หรือเอามาใช้ก่อน จะเอาจาก ธ.ก.ส. ๑๗๒,๓๐๐ ล้านบาท รวม ๓ ก้อน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คำถามคือ ๑. แปลว่าจนวันนี้รัฐบาลยังไม่มีเงินสักบาท เดียวถูกต้องหรือไม่ครับ เพราะงบประมาณปี ๒๕๖๘ ยังต้องรอผ่านสภา งบปี ๒๕๖๗ ยังไม่ได้ขอมาเลยที่จะออกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ธ.ก.ส. ก็ยังไม่ได้ยืม สักบาท นี่คือสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงประการที่ ๑ และที่บอกว่าจะเอาจากงบประมาณปี ๒๕๖๗ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๖๗ เพิ่มเติมที่ ครม. เพิ่งอนุมัติไปนั้นที่จะเข้าสภาเดือนหน้า ขอเงินมาแค่ ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าจะครบ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ในงบประมาณปี ๒๕๖๗ ที่ตั้งเป้าไว้ ยังขาดอีก ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท และ ๕๓,๐๐๐ ล้านบาทจะไปเอาจากไหนครับ มีคนนินทาว่าสุดท้ายคงจะไปเอามาจากงบฉุกเฉินปี ๒๕๖๗ ปีนี้ที่ตั้งไว้ ๙๙,๕๐๐ ล้านบาท แล้วพบพิรุธคือเบิกจ่ายงบฉุกเฉินปีนี้ต่ำมาก ๆ เบิกไปจริงมีคนบอกว่าแค่หลักพันล้านบาท แสดงว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่ครับ ตั้งใจว่ายอมไม่ใช้งบปี ๒๕๖๗ ให้เหลือเงินฉุกเฉินเยอะ ๆ แล้วจะได้เอาไปแปลงเป็น Digital Wallet เพื่อกู้มาแจก บรรลุเป้าหมายพรรคการเมืองได้ แต่ถ้าทำแบบนี้จริงผมกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลนี้ใจดำมาก ใจดำเพราะพยายาม ไม่ใช้เงินปี ๒๕๖๗ มันจะส่งผลให้ GDP ปี ๒๕๖๗ มันโต ต่ำ เตี้ย หนักเข้าไปอีก เพราะอันนี้ คือตัว G ในสมการ GDP ทางเศรษฐศาสตร์ เพียงเพื่อให้เหลือเงินไปสนองพรรคการเมือง อันนี้คือสิ่งที่ท่านประธานต้องตระหนัก รัฐบาลก็ต้องตระหนัก และผมคิดว่าถ้าทำอย่างนี้จริง สิ่งที่ผมพูดไว้มันก็ไม่ผิดไปหรอกครับ และ ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเอามาได้จริงจะทำอย่างไรครับ จะต้องออกกฎหมายอีกฉบับหรือไม่ครับ เปลี่ยนแปลงงบประมาณจากงบปี ๒๕๖๗ มาใช้ทำกู้มาแจกอย่างที่กราบเรียน สุดท้ายกู้มาแจก ๕ แสนล้านบาท ต้องออกกฎหมายงบ ปี ๒๕๖๗ ๑ ฉบับ งบปี ๒๕๖๘ ๑ ฉบับ งบเพิ่มเติมปี ๒๕๖๗ ๑ ฉบับ แล้วก็งบเปลี่ยนแปลง งบประมาณปี ๒๕๖๗ อีก ๑ ฉบับ ๔ ฉบับ ยังไม่รวม ธ.ก.ส. แล้วมันจะไม่กลายเป็นเรือเกลือ ได้อย่างไรละครับ เงิน ธ.ก.ส. ที่บอกว่าจะเอามา ๑๗๒,๓๐๐ ล้านบาท ที่ทั้งนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมายเขายืนยันกันว่าเอามาแจกไม่ได้ เพราะมันหมิ่นเหม่ผิด กฎหมาย เงิน ธ.ก.ส. มีไว้ดูแลเกษตรกรเท่านั้น จะเอาไปให้รัฐบาลกู้มาแจกเหวี่ยงแหแบบ Helicopter Money มันทำไม่ได้ จนวันนี้รัฐบาลยังไม่ได้พิสูจน์ความจริงข้อนี้เลยว่า สุดท้าย ทำได้หรือไม่ได้ เพราะจนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่ถามกฤษฎีกาเลยว่า ๑๗๒,๓๐๐ ล้านบาท ที่จะไปเอา ธ.ก.ส. มาใช้นี่ ใช้ได้หรือไม่ ผิดกฎหมายหรือเปล่า รัฐบาลมีเวลาผ่านมาไม่รู้ กี่เดือนแล้วครับ แต่รัฐบาลไม่ถาม กลับเอางบปี ๒๕๖๘ มาขอก่อนเหมือนเอาหน้ามาทำหลัง เอาหลังไปทำหน้า เหมือนตั้งใจที่จะมาลักไก่กับสภาต่อหน้าประชาชน ทั้งที่ ธ.ก.ส. ยังไม่ถาม กฤษฎีกา และถ้าสภาอนุมัติไปวันนี้ วันหลังไปถามกฤษฎีกา กฤษฎีกาบอกใช้ไม่ได้เงินก้อนนี้ แล้วเงินวันนี้ทำอย่างไรครับที่สภาจะอนุมัติ ก็เป็นหมัน สุดท้ายก็กู้มาแจกไม่ได้ นี่ก็คือสิ่งที่ผม ขออนุญาตตำหนิรัฐบาล ผมถึงบอกมาตลอดว่าสุดท้ายจนวันนี้ Digital Wallet อนาคตยัง เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่รัฐบาลบอกแจกแน่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ เป็นต้นไป ที่พูดมา ข้างต้นก็เพื่อที่จะกราบเรียนเป็นเหตุผลให้ท่านประธานได้เห็นว่างบปี ๒๕๖๘ มันเหมือนงบ เป็ดขี้เหร่ เพราะทั้งหลอกสภา ทั้งทำสัดส่วนรายได้สุทธิน้อยกว่าเดิม ทั้งทำงบขาดดุล มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งจะกู้มากขึ้นตลอดอายุรัฐบาล ทั้งวาดฝัน GDP ฟองสบู่ ทั้งลักไก่งบกู้มาแจก ขอเงินเป็นแสนล้านบาท ทั้งที่ยังไม่ถามกฤษฎีกาสักคำว่าทำได้หรือไม่ ที่สำคัญไม่แพ้อันนี้ก็คือว่ารัฐบาล ๒ ปีจะใช้เงินงบประมาณ ๖๗๓.๔๘ ล้านล้านบาท กำลังขอ ๓.๗๕ ล้านล้านบาท รวมแล้วเกือบประมาณ ๖๗ ล้านล้านบาท ผลงานมันไม่ประทับใจ จ๊อดเลยครับ ผลสัมฤทธิ์ของงานที่ปรากฏออกมามันสวนทางกับตัวเลขงบประมาณที่ขอไป ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และที่ผมบอกว่าผลงานมันไม่เป็นที่พอใจ ไม่ใช่นายจุรินทร์ตอบ ประชาชนก็ตอบมาแล้ว ดูจากอะไรครับ ใช้เงินมหาศาลขนาดนี้ NIDA Poll ท่านนายกรัฐมนตรีคงรู้สึกมันแสลง ผมเอง ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเชื่อ Poll ใด Poll หนึ่งเสมอไป แต่อย่างน้อยมันสะท้อนกระจกบานหนึ่งว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาใช้เงินไปแล้วจำนวนมหาศาล ประชาชนเขาพอใจรัฐบาล กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่พอใจผลงานรัฐบาลกี่เปอร์เซ็นต์ คนที่ตอบว่าพอใจมี ๓๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ตอบ ว่าไม่พอใจ ๖๖ เปอร์เซ็นต์ ต่างกันเท่าตัวครับ รัฐบาลอ้าง Poll สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผมก็ เคยดู Poll สำนักงานสถิติแห่งชาติ เพราะมันก็เป็น Poll ที่สะท้อนความเห็นของประชาชน ได้เป็นอย่างดีอีก Poll หนึ่ง แต่ถ้ารัฐบาลจะเสียเวลาไปดูรายละเอียดของ Poll สำนักงาน สถิติแห่งชาติ จะพบความจริงอันหนึ่งที่ผมขอหยิบยกมากราบเรียนต่อรัฐบาลผ่าน ท่านประธาน ก็คือคำถามที่บอกว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข ๓ ลำดับแรกคือ อะไร ตอบมาสูงสุดเลยครับ ๑. แก้ไขปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ๒. แก้ไขปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้า และ ๓. แก้ไขปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน ทำไมประชาชนตอบอย่างนี้ครับ ผมเพิ่งเห็นคลิป ท่านประธานไปดูคลิปกับผมสิครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
ผมขออภัยที่ต้องเอาคลิป มาเปิด ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น เพียงแต่ตั้งใจมากราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า นี่คือโจทย์ใหญ่ เรื่องเศรษฐกิจปากท้องประชาชนที่รัฐบาลต้องเร่งทุ่มเทสรรพกำลังลงไป ปลดทุกข์ให้กับประชาชนเท่านั้นละครับ นายกรัฐมนตรีเคยพูดในสภาตอนพิจารณางบ ปี ๒๕๖๗ เหมือนกัน บอกจะทำให้คนไทยรวยขึ้น ๓ เท่า ใน ๔ ปี ท่านประธานคงจำได้ จะทำได้ ไม่ได้ อยู่ที่ ๓ ปัจจัยหลักครับ ๑. รายได้ ๒. รายจ่าย ๓. ภาระหนี้สินของ ประชาชน แต่ผมไปดูวาระแห่งชาติของรัฐบาลหลายวาระ แต่วันนี้ขอหยิบมาวาระเดียวที่ เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังจะพูดว่า วาระแห่งชาติที่รัฐบาลกำหนดไว้ตีปี๊บใหญ่โต เอาเข้าจริงมันไม่ สัมฤทธิ์ผลอย่างที่ตั้งใจ หลายวาระยังห่างเป้ามาก เช่น หนี้นอกระบบที่พูดนี่ไม่ได้แปลว่า รัฐบาลอย่าทำนะครับ กราบเรียนเบื้องต้นก่อนว่าดีแล้วครับที่ทำ และอยากเห็นรัฐบาลทำ และทำต่อไปให้ได้ผล นายกรัฐมนตรีบอกว่าหนี้นอกระบบมีประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเอาตัวเลขนายกรัฐมนตรีเป็นตัวตั้งก็แล้วกัน มี ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าจนถึงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ไม่กี่วันที่ผ่านมา สัก ๑-๒ เดือน ปิดรับลงทะเบียนแล้ว ผลสัมฤทธิ์คือสามารถลดหนี้ ได้เท่าไรครับท่านประธาน ๑,๒๐๓ ล้านบาท แปลว่าลดหนี้ได้ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ของมูลหนี้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูด นั่นแปลว่าอะไร แปลว่าถ้ามีหนี้ ๑๐๐ บาท ก็ลดหนี้ได้ ๒.๔ บาท ยังเหลือหนี้ ๙๗.๖๐ บาท แล้วจะทำให้คนไทยรวยขึ้น ๓ เท่า ใน ๔ ปี ได้อย่างไร ที่พูดไม่ได้มีเจตนาอะไร มีเจตนาต้องการให้รัฐบาลทำต่อไป แล้วขอให้กำลังใจ กับเจ้าหน้าที่ที่ลงทุน ลงแรงทำไป ให้ทำต่อไป อย่างน้อยผมคนหนึ่งให้กำลังใจ เพราะที่ผ่านมา ผลสัมฤทธิ์มันยังต่ำ ยังเหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตนอยู่ ที่จะกราบเรียนต่อไปว่ามันยังมีเรื่องที่น่าห่วงมาก ๆ อีกประเด็นหนึ่งครับ นอกจากเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน รัฐบาลชุดนี้ยังซ้ำเติมประชาชน และกำลังซ้ำเติม ประชาชนในสิ่งที่เป็นนโยบายบาป ซ้ำเติมด้วยทั้งหวย ทั้งบ่อน บ่อนที่ว่าตั้งชื่อภาษาอังกฤษ เสียหรูเลยครับ กาสิโน กาสิโน มันก็คือบ่อนบนดินนั่นละครับ แต่นี่คือสิ่งที่ขณะที่ผลสัมฤทธิ์ รัฐบาลยังต่ำ แต่รัฐบาลกลับซ้ำเติมประชาชนให้ห่างรวยขึ้น ๓ เท่า ใน ๔ ปี หนักขึ้นไปอีก วันนี้หวยมีอะไรบ้างครับ ๑. หวยลอตเตอรี่ ๒. หวยเกษียณ ๓. เพิ่มมาอีกหวย หวย ๓ ตัว หรือหวย N3 ผมพบชาวบ้านไม่กี่วัน บอกฝากไปบอกรัฐบาลด้วย ฉันจะตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่า รัฐบาล ๓ หวยแล้ว หวยเกษียณไม่เป็นไรครับ ผมเรียนกับท่านประธานผมสนับสนุน เพราะหวยเกษียณมันเป็นการเพิ่มการออมของประชาชน และเป็นการต่อยอดกองทุน การออมแห่งชาติ ความจริงพวกผมนี่ละครับเริ่มต้นไว้ ลงทุนซื้อหวยไปเท่าไร เงินไม่หาย เกษียณเบิกกลับมาใช้ได้ แถมระหว่างทางลุ้นรางวัลได้อีกต่างหาก อันนี้ถูกทิศทาง แต่หวย ๓ ตัว หวยบนดินตัวใหม่อันนี้ละครับ ที่มันน่าเป็นห่วงที่ผมเรียนว่ามันจะซ้ำเติมประชาชน เพราะพอทำเข้าจริงรวยขึ้นกี่คนครับ ก็รวยขึ้นไม่กี่คนที่ถูกหวย ที่เหลือที่ไม่ถูกหวยจนลงหมด แล้วมันจะรวยขึ้น ๓ เท่า ใน ๔ ปี ได้อย่างไรครับท่านประธาน ฝากรัฐบาล ๓ หวยช่วย กลับไปทบทวนหน่อยเถอะครับ หาทางเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายประชาชนด้านอื่น
เรื่องทางการเมือง สุดท้ายเรื่องนี้ต้องพูด ที่ต้องพูดเพราะว่าไม่กี่วันมานี้ตอนมี คนไปถามนายกรัฐมนตรี เรื่องหุ้นตก ตลาดหลักทรัพย์ดิ่งเหว นักข่าวถามว่าวันนี้ตลาด หลักทรัพย์ร่วงไปแล้ว ๒๒๗ จุด ต่างชาติเทขาย ๑.๕ แสนล้านบาท ทำ Market Cap คือความมั่งคั่งตลาดหลักทรัพย์หายไป ๒.๖ ล้านล้านบาท นายกบอกว่ามันเป็นเพราะ การเมืองในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็ไม่เป็นไรนายกมีสิทธิตอบ แต่ความจริงมันตก ร่วงมาตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาแล้วครับ แต่แม้มันจะเกิดจากการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมก็ขอถามท่านประธาน แล้วปัญหาการเมืองที่มันเกิดปัจจุบันใครทำครับ ถ้าไม่ใช่รัฐบาลนี้ มีส่วนในการสร้างปัญหาขึ้นมา ๑. ปรับ ครม. ใครปรับครับ ถ้าไม่ใช่นายกรัฐมนตรีปรับ ปรับ ครม. มันเกี่ยวอะไรกับงบประมาณปี ๒๕๖๘ ผมพูดนอกเรื่องหรือเปล่า เปล่าครับ เพราะปรับ ครม. คือการเปลี่ยนตัวคนใช้งบประมาณ ทั้งการเปลี่ยนตัวคนใช้งบปี ๒๕๖๗ และงบปี ๒๕๖๘ ที่สภากำลังพิจารณา ปรับเสร็จเปลี่ยนแค่อะไรครับ เปลี่ยนแค่ปรับแบบต่าง ตอบแทนหนึ่งมาเป็นต่างตอบแทนสองเท่านั้นละครับ สุดท้ายมันถึงติดลบมากกว่าติดบวก ปรับปุ๊บ รัฐมนตรีออกปั๊บ ๓ คน แล้วก็นำไปสู่คดีขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ โทษ ๔๐ สว. ไม่ได้นะครับ เพราะท่านทำหน้าที่ของท่าน ท่านยังไม่หมดวาระนะครับ ท่านก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่า จะมี สว. ชุดใหม่ และท่านก็มีหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินเหมือนสภา ผู้แทนราษฎร แต่ทั้งหมด สว. ไปยื่นได้ไหมครับ ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ปรับ ครม. แบบนี้ มันก็ ไม่ได้ ทั้งหมดมันถึงเกิดจากรัฐบาล และทำให้สถานภาพเสถียรภาพคณะรัฐมนตรีวันนี้ มันเหมือนกับรัฐมนตรีอีก ๓๐ กว่าคนถูกเอาผ้าขาวม้าแขวนคอห้อยต่องแต่งอยู่บนเพดาน ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะรอดหรือจะร่วง นี่คือการเมืองที่เกิดจากรัฐบาลแล้วกระทบไปถึงเศรษฐกิจ และอื่น ๆ ที่ต้องกราบเรียนกับท่านประธาน เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ เรื่องนายก ๒ คน ผมยังจะต้องพูด เพราะมันยังคุกคามตามหลอน ด้อยค่านายกรัฐมนตรีอยู่จนกระทั่งถึงวันนี้ แล้วมันลามไปจนกระทั่งถึงการเมืองระหว่าง ประเทศที่กระทบมหาศาลกับประเทศ นายกเองก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็น เรื่องที่รัฐบาลต้องตระหนัก รัฐนาวาไทยวันนี้ถ้าเป็นรถยนต์มันก็เหมือนกับรถยนต์แบบ ๑ พวงมาลัย ๒ คนขับ ที่น่าหวาดเสียวที่สุดก็คือแม้จะนั่งเก้าอี้คนละตัว แต่ปรากฏว่าจับ พวงมาลัยอันเดียวพร้อมกัน ๒ คน มันน่าหวาดเสียวสำหรับคนไทยและประเทศไทยหรือไม่ ครับ นี่คือสิ่งที่ผมต้องพูด
และสุดท้ายครับ เรื่องพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่พูดนี้กราบเรียน ท่านประธานก่อนเลยครับ ไม่ใช่เรื่องเก่าครับ แต่เป็นเรื่องปัจจุบันและกำลังจะเป็นเรื่อง อนาคต ต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจึงจะทำได้ ทั้งงบสภาและงบรัฐบาล ที่สำคัญมันจะมี ผลกระทบมากมายต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทยในอนาคต เพราะว่าพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมมันจะเป็นสารตั้งต้นสำคัญตัวหนึ่งที่จะพาประเทศไปสู่ความปรองดอง หรือนำพาประเทศไปสู่ความแตกแยกครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผมจึงขอถือโอกาสนี้ถาม ท่านนายก หรือรัฐบาลท่านอื่นจะช่วยตอบก็ได้ ในฐานะที่รัฐบาลคุมเสียงข้างมากในสภา ข้อ ๑ รัฐบาลมีนโยบายจะเสนอหรือสนับสนุนพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมหรือไม่ ช่วยตอบ ด้วยครับ มันไม่ใช่ความลับท่านต้องเปิดเผยกับประชาชน ๒. รัฐบาลจะสนับสนุนการนิรโทษ กรรมที่รวมคดีทุจริตความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ๓. จะรวมคดีมาตรา ๑๑๒ ด้วยหรือไม่ ที่ต้องถามเพราะว่ามาถึงวันนี้บางคนในรัฐบาลเสียงเริ่ม แปร่ง และที่ต้องถามเพราะผมเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมถ้ามีมันจะ เปลี่ยนจากนิรโทษกรรมเพื่อความปรองดอง ถูกเปลี่ยนพันธุกรรมไปเป็นนิรโทษกรรม อำพรางหรือไม่ เพราะอดีตมันเคยสอนเรามาแล้วครับ จากนิรโทษกรรมครึ่งเข่ง กลายเป็น นิรโทษกรรมยกเข่ง แล้วสุดท้ายบ้านเมืองเสียหายยับเยิน ถ้านายกหรือรัฐบาลตอบได้กรุณา ช่วยตอบด้วยครับ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
สุดท้ายจริง ๆ ครับ ผมเชื่อวันมะรืนตอนลงมติงบประมาณวาระที่ ๑ ปี ๒๕๖๘ ผ่านสภาครับ เพียงแต่วาระที่ ๓ อาจจะต้องถามศาลรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียน ทั้งหมดเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานที่ให้เวลาครับ