ชัยธวัช ตุลาธน แสดงความห่วงใยต่อนายกรัฐมนตรีที่ป่วย ก่อนชี้แจงจุดยืนฝ่ายค้านต่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์แต่ขาดวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชัดเจน ไม่มีโครงการใหม่ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน และสะท้อนความล้มเหลวในการกำหนดทิศทางนโยบายของรัฐบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาขาดดุลการค้าจากสินค้าจีนที่ทะลักตลาด และวิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคและการอัดฉีดเงิน ซึ่งนำไปสู่การรั่วไหลของเม็ดเงินไปสู่สินค้านำเข้า โดยเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่โดยเน้นการผลิตและการลงทุนอย่างจริงจัง พร้อมผลักดันสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม ชัยธวัช ตุลาธน ผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล ก่อนจะเริ่มอภิปรายถึง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ผมขออนุญาตท่านประธานฝากความห่วงใยไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีก็หวังว่าสุขภาพของท่านจะฟื้นจากอาการป่วยก่อนหน้านี้โดยเร็วนะครับ ท่านประธานครับ ในฐานะที่ผมเป็นฝ่ายค้านคนแรกที่จะอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ผมจะขออภิปรายประเด็นใหญ่ ๆ ในภาพรวมก่อนที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะทยอยอภิปราย ในแต่ละประเด็นแต่ละมิติอย่างรอบด้าน ในตลอด ๓ วันหลังจากนี้นะครับ
ประเด็นแรก ก็คงต้องสรุปในภาพรวมก่อนในแง่ตัวเลข ย้ำว่าร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ฉบับนี้ได้กำหนดวงเงินงบประมาณ รายจ่ายถือว่าสูงมากเป็นประวัติการถึงจำนวน ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินที่จะนำมาใช้ จ่ายก็มาจาก ๒ ส่วน ก็คือมาจากรายได้รัฐบาลและเงินกู้ ก็ถือว่าเป็นการจัดงบประมาณแบบ ขาดดุลอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้วนะครับ ซึ่งในส่วนของการประมาณการรายได้ของรัฐบาล ประมาณไว้ว่าจะมีรายได้สุทธิถึง ๒,๘๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ที่เหลือรายจ่ายก็จะเอามาจากเงินกู้ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ๘๖๕,๗๐๐ ล้านบาท ย้ำนะครับ ๘๖๕,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการวางวงเงินกู้ไว้เกือบชนเพดานเท่าที่จะกู้ได้สูงสุดไม่เกิน ๘๗๐,๖๒๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ว่าเหลือพื้นที่ที่จะกู้เพิ่มได้อีกสักประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบ กับงบประมาณปี ๒๕๖๗ ฉบับที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ งบในปีนี้ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นสูงถึง ๒๗๒,๗๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ ๗.๘ ถือเป็นการเพิ่มงบประมาณ ในสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบ ๑๐ ปีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายของ ประเทศอย่างก้าวกระโดดนั้น โดยกู้เงินมาใช้เกือบชนเพดานขนาดนี้ จะสอดคล้องกับ สถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่นั้นจำเป็นต้องไปดูในรายละเอียดว่า รัฐบาลของเรากำลังจะเอา เงินไปใช้ทำอะไรจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมขอย้อนไปนิดหนึ่งว่าในการพิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจำปีเมื่อครั้งล่าสุดที่ผ่านมา พวกผมสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านต่างก็ ผิดหวังไปแล้วนะครับ กับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลชุดใหม่ แต่เอาละครั้งนั้นรัฐบาล ใหม่ก็ยังอาจจะอ้างได้ว่ายังไม่สามารถที่จะจัดสรรงบประมาณได้อย่างเต็มที่เนื่องจากเป็น งบประมาณที่ค้างมาจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ มาคราวนี้งบปี ๒๕๖๘ ก็ต้องถือว่า เป็นการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายที่อยู่ในอำนาจเต็มของรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ไม่สามารถ ปัดความรับผิดชอบได้อีกต่อไป ปัญหาก็คือว่าเมื่อเราไปดูในรายละเอียดก็ยิ่งผิดหวังกว่า ครั้งก่อนอีกครับ อาจจะเรียกว่าผิดหวังถึงขั้นหมดหวัง เพราะเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ แทบจะเหมือนเดิมเลยครับ แทบจะเหมือนเดิม มีปัญหาแบบเดิม ๆ เพิ่มเติมคือ Digital Wallet ครับ เหมือนเดิมเพิ่มเติมคือ Digital Wallet งบประมาณปีนี้ที่กำลังพิจารณากันอยู่นี้สำหรับ ปี ๒๕๖๘ มีปัญหาแบบเดิม ๆ อย่างไรครับ ปัญหาแบบเดิม ๆ มาตลอดก็คือเป็นการจัดสรรงบประมาณ ที่มียุทธศาสตร์เต็มไปหมดครับ ดูเหมือนมียุทธศาสตร์แต่ไม่มียุทธศาสตร์ เพราะเป็นการ จัดสรรงบประมาณที่มีคำพูดสวยหรูเต็มไปหมดในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ลงในรายละเอียดก็ล้วน ซ้ำซาก ซ้ำซ้อน เบี้ยหัวแตก มองไม่เห็นเป้าหมายในทางนโยบายที่ชัดเจน จับต้องได้ มีการ จัดลำดับความสำคัญแบบมียุทธศาสตร์จริง ๆ ตัวชี้วัดในการใช้งบประมาณก็เหมือนเดิมครับ ใช้ไม่ได้ เป็นการใช้งบประมาณแบบไม่สนใจผลลัพธ์ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วน่าสนใจครับ งบประมาณก่อนหน้านี้รัฐบาลใหม่เข้ามาปรับแก้กลางทาง อย่างน้อยยังมีโครงการใหม่ ๆ ถึง ๒๓๖ โครงการครับ มางบประมาณฉบับนี้สำหรับปี ๒๕๖๘ ซึ่งรัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็ม ในการจัดสรร กลับมีโครงการใหม่ ๆ เพียง ๑๖๓ โครงการ แทบไม่มีอะไรใหม่เลยครับ นี่ยัง ไม่นับว่าที่บอกใหม่ ๆ นี่ใหม่ไม่จริงด้วยนะครับ เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่เยอะมาก แล้วหันไป ดูรายจ่ายในการลงทุนจำนวนมากเลยก็เป็นรายจ่ายที่ไม่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ จริง ๆ แต่ไปยึดโยงกับเครือข่ายการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนผลักดันให้รัฐบาล เข้าสู่อำนาจจำนวนมาก ซึ่งเดี๋ยวท่านนายกและ ครม. รอฟังการอภิปรายของเพื่อนพรรคร่วม ฝ่ายค้านของผม แต่ทั้งหมดที่สำคัญครับมันเป็นการตอกย้ำอีกครั้งสืบเนื่องตั้งแต่วันแถลง นโยบาย การพิจารณางบปี ๒๕๖๗ มาถึงการพิจารณางบปี ๒๕๖๘ ว่ารัฐบาลใหม่ของเรานั้น เอาเข้าจริง ๆ ไม่มีวาระทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะทำอะไรกันแน่ครับ กระทรวงแต่ละ กระทรวงก็ต่างคนต่างอยู่ในอาณาจักรของตนเอง ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไร้ทิศทาง ผู้นำ รัฐบาลก็ถนัดครับ มีข้อสั่งการเยอะแยะ ผมก็ได้ยินข่าวแทบทุกวัน แต่ผมก็สงสัยว่าสั่งการไป แล้ว มีแนวทางในการปฏิบัติมอบหมายให้กับหน่วยงานราชการจริง ๆ หรือไม่ ว่าต้องทำ อย่างไร เพราะว่าเราพบว่าวิธีการจัดสรรงบประมาณโครงการต่าง ๆ ใน พ.ร.บ. งบประมาณ ฉบับนี้ก็เห็นอาการครับว่า นายสั่งแต่ไม่บอกว่าให้ทำอะไร ข้าราชการก็จัดให้ครับ จัดให้เอา โครงการเดิม ๆ ที่เคยทำนั่นละครับมาเปลี่ยนป้ายใหม่บอกว่าเป็นการจัดทำงบประมาณ และโครงการที่ตอบสนองนโยบายใหม่ของรัฐบาลเต็มไปหมด เป็นโครงการเดิม ๆ แปะป้ายใหม่ แล้วก็สรุปมาเป็นภาพรวม เป็นตัวเลขสวยหรูนะครับว่าตอบสนองนโยบายใหม่ ยุทธศาสตร์ ใหม่อย่างไร แต่อย่างไรก็ดีครับท่านประธานครับ หากจะมีอะไรใหม่ สำหรับวาระของรัฐบาล ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ ก็คงมี แค่เรื่องเดียว นั่นคือความพยายามที่จะผลักดันในระดับที่ผมเรียกได้ว่าดันทุรัง เพื่อทำให้ โครงการ Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาทนั้นทำให้ได้สำเร็จ แล้วเรียกได้ว่าดันทุรังกันแบบที่ เรียกว่า เจ๊งไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้ครับ ขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณที่จะมาใช้ สำหรับโครงการ Digital Wallet สักเล็กน้อยนะครับ สำหรับโครงการ Digital Wallet ที่ปรากฏร่องรอยอยู่ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ ก็ปรากฏอยู่ในงบกลาง ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี แล้วก็เป็นรายการตั้งขึ้นมาใหม่ในงบกลาง ชื่อว่าอย่างนี้ครับ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ จำนวนทั้งสิ้น ๑๕๗,๒๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมากถึง ๑๘.๙ เปอร์เซ็นต์ของงบกลาง นอกจากนั้นเราก็คงทราบว่าเฉพาะงบ ที่กันไว้ เตรียมไว้สำหรับในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ก็ไม่เพียงพอ ก็มีการคาดการณ์ ต่อว่าที่เหลือก็จะใช้เงินจาก ธ.ก.ส. ราว ๑๗๒,๓๐๐ ล้านบาท และน่าจะมีการของบกลางปี ของงบประมาณปี ๒๕๖๗ เพิ่มอีก ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วถ้าหากไม่พออีก รัฐบาล ก็อาจจะออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณจากงบสำรองรายจ่ายฉุกเฉินหรือจำเป็นมาใส่ เพิ่มอีกก็เป็นได้นะครับ แต่โดยรวม ๆ เลยทั้งที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติรายจ่าย งบประมาณฉบับนี้และส่วนอื่น ๆ ทั้งหมด ผลของการพยายาม จัดสรรงบประมาณมาใช้ สำหรับโครงการ Digital Wallet นั้น เสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาทางการคลังทั้งเฉพาะหน้า และระยะยาว ภาระค่าใช้จ่าย ภาระการจ่ายหนี้ของภาครัฐก็จะสูงขึ้นแน่นอนครับในอนาคต แล้วชัดเจนว่าเราจะสูญเสียพื้นที่ทางการคลังนะครับ หากเราจำเป็นต้องมีงบประมาณ ต้องมีการใช้จ่ายฉุกเฉินจริง ๆ หรือการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้ ประเด็นเหล่านี้เพื่อนสมาชิกของผม คุณศิริกัญญา ตันสกุล เดี๋ยวจะมาอภิปรายต่อลงใน รายละเอียด แต่ประเด็นที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นอภิปรายต่อไปก็คือว่า แล้วในเมื่อ รู้ว่าเสี่ยงขนาดนี้ แต่ทำไมงบประมาณปี ๒๕๖๘ จึงมีลักษณะที่ผมเรียกว่า เจ๊งไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้ คำตอบง่าย ๆ เลยครับท่านประธาน ปัญหาก็คือว่าเป็นเพราะรัฐบาลชุดนี้ ประสบปัญหาวิกฤติความชอบธรรมทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล และพอเข้ามาบริหาร ประเทศจริง ๆ แล้วจนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถพลิกฟื้น เศรษฐกิจของประเทศและปากท้องของพี่น้องประชาชนได้ดีขึ้นครับ ดังนั้นเมื่อเป็นแบบนี้ พรรคแกนนำรัฐบาลจึงเหลือความหวังเดียวในปัจจุบัน ก็คือเชื่อว่าถ้าหากสามารถผลักดัน โครงการ Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาทนี้ได้ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงที่เคยหาเสียงไว้ได้สำเร็จ ความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาลก็จะฟื้นคืนกลับมาครับ ที่มาคือปัญหาทางการเมือง ของรัฐบาล แล้วก็แน่นอนครับ ในสภาวะที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ เศรษฐกิจของพี่น้องประชาชน ฝืดเคืองขนาดนี้ พี่น้องประชาชนจำนวนมากครับ ก็มีความหวัง ที่จะได้รับเงินหมื่นมาประทัง ชีวิต มาจับจ่ายใช้สอย อันนี้เราก็ต้องเข้าใจความหวังและความจำเป็นของพี่น้องประชาชน คนเล็กคนน้อยครับ แต่ปัญหาคือว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมคิดว่าเราไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่ จะมุ่งแสวงหาความนิยมจากประชาชนแบบมักง่าย สายตาสั้นแบบนี้ครับ แต่เราต้องการ รัฐบาลที่มีเจตจำนงในการผลักดันนโยบายที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในสถานการณ์ขณะนี้ครับ ผมคิดว่าเราต้องการรัฐบาลที่มีเจตจำนงในการผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ของประเทศจริง ๆ มากที่สุด ไม่ใช่ตอบโจทย์ทางการเมืองของพรรคแกนนำรัฐบาลครับ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า หากสุดท้ายนโยบาย Digital Wallet ที่พรรคแกนนำรัฐบาลกำลังดันทุรังอยู่ในขณะนี้ สุดท้าย ไม่ได้ตอบโจทย์ของประเทศจริง ๆ การจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ก็จะเป็น การจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้เอาโจทย์ของประเทศเป็นตัวตั้ง แต่เอาโจทย์ของพรรคแกนนำ รัฐบาลเป็นตัวตั้ง โดยรัฐบาลนี้กำลังมุ่งแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมืองของตนเอง โดยเอาโอกาส และอนาคตของประเทศวางเป็นเดิมพัน วางเป็นเดิมพันอย่างที่ผมบอกว่าประเทศเจ๊งไม่ว่า แต่ต้องรักษาหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลให้ได้ นี่คือประเด็นที่ต้องพิจารณาครับ จริง ๆ แล้ว ผมคิดว่าถ้าเราดูจากรูปธรรมในการดำเนินนโยบายอันนี้นะครับ ผมคิดว่าเราพูดได้แล้ว ยืนยันได้แล้วว่าโครงการ Digital Wallet เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นมาอย่างฉาบฉวย เพื่อหาเสียง เฉพาะหน้า โดยไม่ได้คิดให้เสร็จตั้งแต่ต้น เราจึงเห็นการดำเนินนโยบายอันนี้ นโยบายเรือธง อันนี้แบบคิดไปทำไป กลับไปกลับมา จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนแน่นอนนะครับ อย่างไรก็ตาม แต่พรรคแกนนำรัฐบาลก็โหมโฆษณานโยบายนี้ตลอดว่าโครงการ Digital Wallet จะเป็นการกระจายเม็ดเงินลงสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อกระตุ้นการบริโภค แล้ว จะไปทำให้เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่นี้ก็ได้แถลงอีกรอบ หนึ่ง หวังว่าการกระตุ้นการบริโภคด้วยเม็ดเงินมหาศาลในระยะสั้นจะไปทำให้เกิดพายุหมุน ทางเศรษฐกิจ จนไปกระตุ้นการผลิต การลงทุนและการจ้างงานตามมา ปัญหาก็คือว่าแนวคิด ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้อาจจะใช้ได้กับประเทศไทยเมื่อสัก ๒๐ ปีก่อนครับ เพราะถ้าเกิด เราพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบนี้มันไม่น่าจะ สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงของประเทศไทย ณ พ.ศ. นี้แล้วครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ สถานการณ์วันนี้การกระตุ้นการบริโภคโดยอัดเงินลงไปในระยะสั้นอาจจะไม่ได้นำไปสู่ การกระตุ้นการผลิต การลงทุนและการจ้างงานในประเทศได้อย่างง่าย ๆ อีกแล้ว เพราะเรา จะเจอปัญหาช่องทางเงินไหลออกที่เปรียบเสมือนเป็นหลุมดำ ๒ หลุมครับ ที่คอยดูดเม็ดเงิน ออกจากระบบเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งต่างออกไปจาก ๒๐ ปีที่แล้วครับ
หลุมดำแรกครับ หลุมดำแรกคือสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีนที่เกิดสภาวะสินค้าล้นตลาด หรือที่เราเรียกกันว่า Over Supply ในแทบทุกรายการครับ ตั้งแต่สินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ สินค้าขั้นกลาง เหล็ก เคมีภัณฑ์ ไปจนสินค้าสมัยใหม่อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือรถ EV นะครับ ซึ่งปัจจุบันสินค้านำเข้าจากจีนก็ได้ทะลักทะยานเข้าสู่ ประเทศไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๖ ครับ ตัวเลขชัดเจนว่า ไทยขาดดุลการค้ากับจีนมากสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงราว ๑.๓ ล้านล้านบาทครับ
หลุมดำหลุมที่ ๒ ที่จะดูดเงินที่กระตุ้นการบริโภคออกไปจากระบบเศรษฐกิจ ในประเทศอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ e-Commerce ครับ หรือ Platform ขายของ Online ซึ่งเป็นช่องทางการขายที่ซื้อขายที่ขยายตัวกันอย่างต่อเนื่องขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แล้วนะครับ ในปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาเราก็มีตัวเลขว่ามีการคาดการณ์ว่ามีคนไทยซื้อของ Online มากถึง ๙.๘ แสนล้านบาท ซึ่งส่วนแบ่งตลาดก็กลายเป็นสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศมากขึ้น เรื่อย ๆ นะครับ ไม่ว่าจะซื้อขายผ่านบริษัท หรือเจ้าของสินค้าโดยตรงจากต่างชาติ หรือบริษัทที่เสมือนเป็นบริษัทคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยก็ตามที คราวนี้เมื่อเราเจอหลุมดำ ทั้งสินค้านำเข้าทะลัก ร่วมกับ Platform การค้า Online แบบนี้นะครับ การอัดฉีดเงิน เพื่อการบริโภคโดยไม่สร้างเงื่อนไขหรือแรงจูงใจอย่างเป็นระบบ เงินที่อัดเข้าไปในระบบ ก็ย่อมจะรั่วไหลไปสู่สินค้านำเข้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นต้น อันนี้ยกเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า สภาพการณ์ที่เป็นจริงนะครับ ในทางเศรษฐกิจของไทยมันเปลี่ยนไปเยอะ แนวคิด การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้มันอาจจะใช้ไม่ได้ใน พ.ศ. นี้อีกแล้วนะครับ รัฐบาลเองก็เพิ่งดู เหมือนจะตระหนักในประเด็นปัญหานี้เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังสั่งการ ให้ทบทวนเรื่องการใช้จ่ายเงิน Digital Wallet กับโทรศัพท์มือถือใช่ไหมครับ เพราะกังวล เป็นห่วงว่าถ้าไปซื้อสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศมันก็ไม่เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจใช่ไหม ครับ แล้วท่านรัฐมนตรีช่วยก่อนหน้านี้ก็ยังพูดบอกว่ามันแยกยาก ไม่รู้จะแยกอย่างไร จนถึงวันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าได้ข้อสรุปหรือยัง แต่มันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่านโยบายนี้ ไม่ได้คิดให้จบ รอบคอบตั้งแต่แรก แล้วก็ไปยึดติดแต่กรอบคิดเดิม ๆ ซึ่งอาจจะใช้ประโยชน์ได้ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนะครับ แล้วถ้าเราไปดูบทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ได้มาตรฐานแทบทุกแหล่งชี้ตรงกันครับว่า ถ้าเราจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ณ พ.ศ. นี้ไม่สามารถอาศัยลำพังเพียงการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นที่ไม่ได้เกิดจากการจ้าง งาน รวมถึงไม่สามารถอาศัยเพียงแค่การหวังจะเพิ่มสภาพคล่องหรือสินเชื่อในระบบ เศรษฐกิจอย่างที่รัฐบาลพยายามกดดันให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยอยู่นะครับ ไม่สามารถเป็น ปัจจัยหลักด้วยซ้ำ แต่ปัจจัยหลักชี้ไปตรงกัน ซึ่งในคำแถลงนโยบายก็พูด ก็คือถึงเวลาที่เรา จำเป็นต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน จริงจังได้แล้ว โดยเฉพาะการเพิ่ม ขีดความสามารถในการผลิตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ก็ชี้ตรงกันครับ ซึ่งหมายความว่าอะไรครับ หมายความว่า การวางเดิมพันใช้งบประมาณขนาดนี้ เอาอนาคต และโอกาสไปเสี่ยงอาจจะไม่ตอบโจทย์ของประเทศ แต่ตอบโจทย์แค่โจทย์ทางการเมืองของ รัฐบาลเท่านั้น แล้วทุกคนทราบดีครับ รัฐบาลก็ทราบว่าถ้าเราอยากพลิกฟื้นเศรษฐกิจของ ประเทศไทยจริง ๆ ต้องไปเน้นเรื่องการลงทุน ไม่ใช่กระตุ้นการบริโภค เน้นภาคการผลิต ไม่ใช่หวังแค่เพิ่มนักท่องเที่ยว ปัญหาก็คือว่าในคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี ในเอกสาร ประกอบการพิจารณานโยบายพูดไว้เยอะครับ แต่เนื้อในครับ ปัญหาคือเนื้อใน ในรายละเอียดก็มีปัญหาแบบเดิม ๆ อย่างที่ผมได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นนะครับ ทีนี้ถ้าเราอยากจะเอาโจทย์ ถ้ารัฐบาลเอาโจทย์ของประเทศเป็นตัวตั้งโดยการจัดสรร งบประมาณจริง ๆ เราควรจะได้เห็นการจัดสรรงบประมาณแบบไหนที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ อยู่ในรายละเอียดครับ เช่น มันก็ควรจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเปลี่ยนผ่าน อุตสาหกรรมอย่างจริงจังครับ ยกตัวอย่าง เราพูดกันเยอะครับอุตสาหกรรม EV แล้วรัฐบาล ไทยที่ผ่านมาก็ใช้เงินอุดหนุนด้าน Demand ครับ เพื่อช่วยสนับสนุนคนไทยไปซื้อรถ EV ของจีนครับ หลักแสนบาทต่อคัน รวมเป็นเงินถึงวันนี้กว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับ แต่เราแทบไม่เห็นการจัดสรรงบประมาณอย่างจริงจังในการสนับสนุนฝั่ง Supply เลยครับ มีแต่สนับสนุนฝั่ง Demand เพื่อซื้อรถ แต่ฝั่ง Supply หรือการยกระดับการผลิตและทักษะ แรงงานในร่างงบประมาณปี ๒๕๖๘ นี้ เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจริง ๆ แล้ว ผมย้ำนะครับ มีคำพูดสวยหรูเต็มไปหมดครับ ทุกด้านเลยครับในคำแถลงงบประมาณของรัฐบาล แต่ถ้าพิจารณาในรายละเอียดแล้วเราไม่เห็นงบประมาณที่ไปส่งเสริมฝั่ง Supply ที่จะทำให้ เรามีการยกระดับการผลิตและทักษะแรงงานเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ไม่มีเลยครับ ไม่ตอบโจทย์ใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่หลักการ คำพูดตัวเลขลอย ๆ หรู ๆ ทั้งสิ้น อย่างเช่น ใน Ignite Thailand ครับ ถ้าเราเอาโจทย์ของประเทศเป็นตัวตั้งครับ เราก็ควรจะ เห็นการจัดสรรงบประมาณในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายนี่ในการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐอย่างมียุทธศาสตร์ครับ จับต้องได้ครับ เพื่อกระตุ้นการผลิตและสร้างเทคโนโลยี ภายในประเทศครับ แต่ก็เช่นกันครับงบประมาณในปี ๒๕๖๘ นี้ก็ไม่ตอบโจทย์จริง ๆ ครับ ในรายละเอียด เราอาจจะลองหันดูประเทศเพื่อนบ้านใกล้ ๆ ก็ได้ครับ มาเลเซียครับ ซึ่งเขากำลังจะก้าวไปเป็น Silicon Valley ใช่ไหมครับแห่งตะวันออก เขามียุทธศาสตร์จริง ๆ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวชัดเจน แล้วก็ไม่ได้พูดทุกเรื่องครับ จะเป็นศูนย์กลางทุกเรื่อง มียุทธศาสตร์ทุกเรื่อง การจะเป็นศูนย์กลางทุกเรื่องคือไม่มียุทธศาสตร์ครับ ไม่ให้ความสำคัญ อะไรเลย เพราะเวลาเขาวางยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านเรา เขาแม้กระทั่งลงลึกไป ในรายละเอียดว่าเขาจะสนับสนุนเทคโนโลยีเฉพาะด้านอันไหนที่เขาคิดว่าเขายังพัฒนา และแข่งขันได้ มีตำแหน่ง แห่งที่ใน Supply Chain ของโลกปัจจุบันได้จริง ๆ ครับ ลงรายละเอียดแม้กระทั่งการทุ่มงบประมาณไปกับการลงทุนอย่างจริงจังเพื่อดึงสมองไหล ให้ย้อนกลับครับ ดึงคนท้องถิ่นคนมาเลเซียที่มีฝีมือและไปทำงานอยู่ในต่างประเทศ จูงใจให้ พวกเขากลับมาสร้างเทคโนโลยีของตนเองในประเทศบ้านเกิดครับ แล้วเขาไม่ได้คิดแค่ การดึงดูดนักลงทุน เพื่อมาหวังว่าจะเป็นฐานการลงทุนฐานการผลิตแบบเดิม ๆ อีกแล้วครับ พวกเราเองประเทศไทยเราก็ต้องการ Model ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่และ การจัดสรรงบประมาณแบบใหม่เช่นกันครับ ยังมีโจทย์ของประเทศอีกเยอะครับ ที่มันไม่สะท้อนให้เห็นผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ที่เราพูดกันเยอะครับ โจทย์เรื่องการศึกษา การเรียนรู้ที่เราจะต้องการลด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยกเรื่องกระบวนการและคุณภาพการศึกษาอย่างจริงจัง เร่งด่วน รวมถึงการลงทุนเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ พูดกันเยอะครับ Upskill Reskill ครับ ไม่ว่าทั้งของสำหรับเยาวชนและคนวัยทำงานให้ทันโลก เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกของ ผมจะมาลงรายละเอียดครับว่า ภายใต้หลักการสวยหรูของจริงเป็นอย่างไร อยู่ใน พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ ยังมีโจทย์อีกเยอะครับ สังคมสูงวัยพูดกันเยอะใช่ไหมครับ เราต้องการ การเพิ่มอัตราการเกิดอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาจำนวนประชากรลดลงอย่างรุนแรง ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต แต่การสนับสนุนทุ่มงบประมาณ สำหรับสวัสดิการสำหรับแม่และเด็กที่เพียงพอก็ไม่เห็นเป็นวาระเร่งด่วนอยู่ในพระราชบัญญัติ งบประมาณประจำปีฉบับนี้ครับ โจทย์ของชนบทไทยที่จำเป็นต้องใส่งบประมาณลงไป เพื่อยกระดับศักยภาพของชนบทไทย ด้วยการทำให้พี่น้องประชาชนมีสิทธิในที่ดิน อย่างมั่นคง หรือการพัฒนาแหล่งน้ำก็พูดตลอด อยู่ในคำแถลงนายกรัฐมนตรีก็มีครับ แต่คำตอบจริง ๆ ในรายละเอียดใน พ.ร.บ. งบประมาณมีไหมครับ เดี๋ยวเพื่อนผมจะมา อภิปรายให้เห็นว่าของจริงเป็นอย่างไร เศรษฐกิจสีเขียว เป็นโจทย์ของโลกยุคใหม่ที่ประเทศ ไทยก็ต้องตั้งเป็นโจทย์ ของจริงก็ไม่ตอบโจทย์ครับงบประมาณ คงมีโจทย์อีกเยอะครับ ที่พูดมาทั้งหมดเพียงเพื่อจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า ผมกำลังสงสัยว่าโจทย์ของรัฐบาล ในการจัดสรรงบประมาณ ฉบับนี้กับโจทย์ของประเทศไม่ใช่โจทย์เดียวกันครับ ซึ่งสมาชิก พรรคร่วมฝ่ายค้านจะทยอยมาอภิปรายตลอด ๓ วันนี้ในทุกมิติ ที่กล่าวมาทั้งหมดครับ บทสรุปสำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ก็คือว่า การจัดสรรงบประมาณฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า สืบเนื่องจากปัญหาความไม่ชอบธรรม ทางการเมืองของการจัดตั้งรัฐบาล โจทย์ของรัฐบาลในวันนี้จึงเป็นคนละโจทย์กับของประเทศ การจัดสรรงบประมาณอย่างที่เห็นนี้ จึงเป็นการจัดงบประมาณที่มักง่ายที่สุดครับ สุ่มเสี่ยงที่สุด เพราะรัฐบาลกำลังเอาทรัพยากรของประเทศไปมุ่งแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองของตนเอง โดยเอาโอกาสและอนาคตของคนไทยทุกคนและของประเทศมาวางเดิมพันอย่าง ไม่รับผิดชอบครับ เป็นงบประมาณอย่างที่ผมบอกว่ามีปัญหาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ Digital Wallet วิสัยทัศน์อย่าง Ignite Thailand ก็เลยกลายเป็นแบบ Ignore Thailand ครับ Ignore Thailand งบประมาณ เจ๊งไม่ว่าแต่เสียหน้าไม่ได้ ท่านประธานครับ