เศรษฐา ชี้เศรษฐกิจปี 68 โต 3% เสนองบ 3.75 ล้านล้าน หนุนดิจิทัลวอลเล็ต

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๗

เศรษฐา ทวีสิน แถลงเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วงเงินไม่เกิน 3,752,700 ล้านบาท โดยเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลและวิสัยทัศน์ Ignite Thailand พร้อมวางกรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.0 หนุนด้วยการส่งออก การบริโภค การลงทุนเอกชน และการท่องเที่ยว พร้อมย้ำความสำคัญของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่จะกระจายให้ประชาชน 50 ล้านคน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตรแบบครบวงจร การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ SMEs รวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายคลาวด์ก่อนและการเจรจาการค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันการจัดสรรงบประมาณในลักษณะขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า โดยรักษาระดับเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง รวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 2.5 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกฎหมายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในนาม คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นจำนวน ไม่เกิน ๓,๗๕๒,๗๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามล้านเจ็ดแสนห้าหมื่นสองพันเจ็ดร้อยล้านบาท) โดยในปีนี้ไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

เหตุผล เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับ ใช้จ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพ สร้างรายได้ให้กับ ประชาชนและประเทศ ผ่านการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และวิสัยทัศน์ Ignite Thailand ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง ๘ อุตสาหกรรม บนการพัฒนา ๖ พื้นฐานสำคัญ มาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ งบประมาณในการพัฒนาและจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้บรรลุเป้าหมาย รวมทั้ง คำนึงถึงความสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน และแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และ ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาวะเศรษฐกิจทั่วไป

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประมาณการ เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๖๘ ข้อมูล ณ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ มีแนวโน้มที่จะขยายตัว ในช่วงร้อยละ ๒.๕ - ๓.๕ (ค่ากลางร้อยละ ๓.๐) มีการปรับลดจากประมาณการเดิมที่ประมาณ การไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ ๒๕๖๘ - ๒๕๗๑) ฉบับทบทวน ณ เดือนเมษายน ๒๕๖๗ โดยมีแรงสนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก สินค้าตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก การขยายตัวของอุปโภค บริโภค และการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดและมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญจาก ความยืดเยื้อของความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก และสร้างความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน สำหรับ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในปี ๒๕๖๘ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปี ๒๕๖๘ จะอยู่ในช่วง ๐.๗ - ๑.๗ (ค่ากลางร้อยละ ๑.๒) และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลร้อยละ ๑.๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ในช่วงปี ๒๕๖๗ นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ๑๐,๐๐๐ บาท จะถึงมือคนไทย ๕๐ ล้านคน เกิดเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงตั้งแต่ระดับฐานราก กระจายไปยังพื้นที่ทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย การสั่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และหมุนกลับมาเป็นเงินภาษีให้กับภาครัฐ เพื่อใช้การลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถให้กับ ประเทศต่อไป

ช่วงต้นปี ๒๕๖๗ รัฐบาลได้ประกาศวิสัยทัศน์ Ignite Thailand ของประเทศไทย เป็นเป้าหมายของการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของ ๘ ด้าน ได้แก่ ศูนย์กลางการท่องเที่ยว ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ ศูนย์กลางเกษตรและอาหาร ศูนย์กลางการบิน ศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล และศูนย์กลางการเงิน บนการพัฒนา ๖ พื้นฐานที่สำคัญได้แก่ การเป็นรัฐบาลดิจิทัลเพื่อความโปร่งใส ความเสมอภาคเท่าเทียม ความสะอาดและปลอดภัย ระบบขนส่งที่เข้าถึงและสะดวก การศึกษาและเรียนรู้สำหรับทุกคน และพลังงานสะอาด และมั่นคง

กลยุทธ์ของการมุ่งไปสู่ ๘ ศูนย์กลาง คือการต่อยอดจุดแข็งของประเทศ ด้านต่าง ๆ เช่น สถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ทักษะของคนไทย โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนต่อยอดให้เป็นศูนย์กลาง อุตสาหกรรมของภูมิภาคและของโลกได้ เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการแพทย์ และสุขภาพ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมการขนส่งและการบิน เป็นต้น

อีกกลยุทธ์หนึ่ง คือ การใช้ประโยชน์จากความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ สภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในซีกโลก ตะวันตก เกิดเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร เป็นต้น โดยความเป็น กลางทางภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างความมั่นใจให้กับภาคอุตสาหกรรมว่า ห่วงโซ่อุปทานและ การดำเนินธุรกิจจะมีความยืดหยุ่น (Resilient) ต่อสถานการณ์ความตึงเครียดต่าง ๆ จึงทำให้ ประเทศไทยเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดังกล่าวของภูมิภาคและของโลกได้

ครึ่งปีแรกของ พ.ศ. ๒๕๖๗ แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้น เศรษฐกิจที่สำคัญ โดยมีเป้าหมายไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศทั้งปีมากกว่า ๓๖.๗ ล้านคน กลับไปสู่ระดับสูงใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด และรัฐบาลมีแผนที่จะทำให้ ปี ๒๕๖๘ เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น และ กระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวผ่านการเฟ้นหาจุดเด่น จัดเทศกาล กิจกรรม คอนเสิร์ต หรือการแสดงต่าง ๆ เพื่อเพิ่มระยะเวลาในการพำนัก และค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว ต่างชาติให้มากยิ่งขึ้น

เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของนักท่องเที่ยวในอนาคต ประเทศไทย จำเป็นต้องมีการขยายโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศยิ่งขึ้น ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลาง ทางการบิน โดยรัฐบาลจะเดินหน้าขยายโครงข่ายสนามบินทั่วประเทศเพื่อให้รองรับ ผู้โดยสารให้มากขึ้น และขยายกำลังความสามารถในการขนส่งทางอากาศ การขนส่งควบคุม อุณหภูมิ (Cold Chain) และเชื่อมต่อไปยังการขนส่งทางรถ ราง และเรืออย่างครบวงจร ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งจากไทยไปยังกลุ่มประเทศ CLMV และเชื่อมต่อ ไปอย่าง Land Bridge เพื่อไปทั่วโลกได้

เกษตรกรรมและอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถยกระดับสู่อุตสาหกรรม มูลค่าสูง รัฐบาลมีมาตรการที่จะดูแลภาคส่วนนี้ตั้งแต่ต้นน้ำโดยการบริหารจัดการน้ำ ดิน พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ การแปรรูป และดูแลบริหารอย่างครบวงจร ทำให้ภาคเกษตรและอาหารแข็งแรงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้สินยังเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนที่มี ภาวะหนี้สินสูงกว่าร้อยละ ๙๑.๓ ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และยังซ้ำร้ายด้วยภาระ หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือในการไกล่เกลี่ย และจับกุมเจ้าหนี้ นอกระบบที่ทำผิดกฎหมาย เพื่อคืนอิสรภาพให้กับพี่น้องประชาชนที่เคยตกอยู่ในวังวนหนี้สิน ไม่รู้จบ

ในภาคธุรกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประเมินว่าใน SMEs จำนวน ๓.๒ ล้านราย มีเพียงไม่ถึงครึ่งที่เข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน ทำให้ต้องอาศัยแหล่ง สินเชื่อที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจด้านการใช้จ่ายจำเป็นในการหมุนเวียน ประจำวัน และการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ ส่งผลให้หลายบริษัทต้องปิดตัวลง การเจริญเติบโต ในภาค SMEs อยู่ในระดับต่ำ สินเชื่อในกลุ่ม SMEs มีการขยายตัวติดลบร้อยละ ๕.๑ ในขณะที่ สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวร้อยละ ๓.๓ ในไตรมาส ๑ ของปีนี้ ๒๕๖๗

การลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และได้มีการขอรับบัตรส่งเสริม การลงทุนมูลค่ารวมกว่า ๘๕๐,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๖๖ ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ ๙ ปี เป็นผลจากการเดินหน้าเจรจาการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่องร่วมกับภาคเอกชนในช่วง ที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เป็นการดำเนินนโยบายที่ใช้งบประมาณ น้อยแต่ได้ผลมาก

ตัวอย่างของความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา คือการประกาศเปิดศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของภาคเอกชนรายใหญ่จากต่างประเทศ หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศ นโยบายคลาวด์เป็นหลัก (Cloud First Policy) และเดินหน้าเจรจาการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

การลงทุนดังกล่าวเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และ ยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้ ความสามารถ ทำให้คนไทย และบริษัทไทยเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ได้ง่ายยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการตื่นตัวของนักศึกษา นักวิจัย และบริษัทเอกชนที่เริ่มใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ดังกล่าวในการเพิ่มผลผลิต (Productivity) อย่างรวดเร็ว

มีหลายบริษัทในอุตสาหกรรมชั้นสูงได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะเข้ามา ลงทุนตั้งบริษัท และสำนักงานในประเทศไทย เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นต้น รวมถึงมีความต้องการที่จะลงทุนพัฒนาบุคลากร ในประเทศ เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคตอีกด้วย ก่อให้เกิดความร่วมมือระดับ ภาคการศึกษา ภาคแรงงาน และภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง นโยบายการคลังและความสัมพันธ์ระหว่างรายรับและงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้ง

ภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจให้มีอย่างต่อเนื่อง โดยประมาณการจัดเก็บรายได้จากภาษีอากร (สุทธิ) การขายสิ่งของและบริการ รายได้จากรัฐพาณิชย์และรายได้อื่น รวมสุทธิทั้งสิ้น จำนวน ๓,๐๒๒,๗๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๓.๘ จากปีก่อน และหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน ๑๓๕,๗๐๐ ล้านบาท คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน ๒,๘๘๗,๐๐๐ ล้านบาท ประกอบกับเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๘๖๕,๗๐๐ ล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท เท่ากับวงเงิน งบประมาณรายจ่าย

การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล จึงมีความสำคัญและจำเป็นในการกระตุ้น เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า ให้เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญโดยเม็ดเงินจำนวนมาก จะไหลจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน ก่อให้เกิดการสั่งซื้อสินค้า การบริการ และการหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ฐานะการคลัง

หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗ มีจำนวน ๑๑,๔๗๔,๑๕๔.๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๖๓.๓๗ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้ สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ต้องไม่เกินร้อยละ ๗๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๗ มีจำนวน ๔๓๐,๐๗๖.๓ ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและบริหาร รายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ฐานะและนโยบายการเงิน

คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ ๒.๕ ต่อปี ในการประชุมเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ โดยมีเหตุผลว่าเป็นอัตราที่สอดคล้องกับ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน มีอัตราเงินเฟ้อที่สอดคล้องกับการขยายตัว ของเศรษฐกิจที่โน้มเข้าสู่ศักยภาพ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการเบิกจ่ายภาครัฐที่กลับมาเร่งขึ้นในช่วงไตรมาส ๒ ของปี ๒๕๖๗

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความท้าทายต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและภาคการผลิต ที่ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนจาก เศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และภาค SMEs จำนวนมากที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต้องอาศัยการดำเนินการที่สอดประสานกันระหว่างภาคการเงินและการคลัง

ฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทยปัจจุบัน อยู่ในเกณฑ์ดี มูลค่าเงินสำรอง ระหว่างประเทศ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ มีจำนวน ๒๒๔,๔๘๓.๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น ๒.๕ เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท จำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน ๒,๗๐๔,๕๗๔.๗ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๗๒.๑ รายจ่ายลงทุน จำนวน ๙๐๘,๒๒๔ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๔.๒ ซึ่งเป็นสัดส่วนการลงทุนที่สูงที่สุดในรอบ ๑๗ ปี และรายจ่ายชำระ คืนต้นเงินกู้ จำนวน ๑๕๐,๑๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๔.๐ ทั้งนี้รายจ่าย ชำระคืนต้นเงินกู้เป็นรายจ่ายการลงทุนกรณีการกู้เพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน ๑๐,๑๙๘.๗ ล้านบาท ๑. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ

๑.๑ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง กำหนดไว้ จำนวน ๘๐๕,๗๔๕.๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๕ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๒ งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ กำหนดไว้ จำนวน ๑,๒๕๔,๕๗๖.๘ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓๓.๔ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๓ งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ กำหนดไว้ จำนวน ๒๐๖,๘๕๘.๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๕.๕ ของวงเงินประมาณ จำนวน ๑๐ เรื่อง ได้แก่

๑. ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

๒. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

๓. ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

๔. เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย

๕. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

๖. ป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด

๗. พัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์

๘. พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต

๙. รัฐบาลดิจิทัล

๑๐. สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

๑.๔ งบประมาณรายจ่ายบุคลากร กำหนดไว้ จำนวน ๘๐๐,๙๖๙.๖ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๔ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๕ งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน กำหนดไว้ จำนวน ๒๗๔,๒๙๖.๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๗.๓ ของวงเงินงบประมาณ

๑.๖ งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ กำหนดไว้ จำนวน ๔๑๐,๒๕๓.๗ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๐.๙ ของวงเงินงบประมาณ ๒. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ จำแนกตามยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณ

ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ กำหนดไว้จำนวน ๖ ยุทธศาสตร์ ๑ รายการ มีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ : ด้านความมั่นคง

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๔๐๕,๔๑๒.๘ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๐.๘ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาความมั่นคงของประเทศ จำแนกตาม แผนงาน ดังนี้

๑) การป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด งบประมาณ ๕,๐๘๗.๗ ล้านบาท เพื่อให้ปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไข เด็ก เยาวชน ผู้ใช้แรงงาน และ ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย มีภูมิคุ้มกันรู้เท่าทันและปลอดภัยจากยาเสพติด ให้การช่วยเหลือ ผู้เสพยาเสพติดที่เข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีคุณภาพชีวิต ที่ดียิ่งขึ้น สร้างการยอมรับและให้โอกาสทางสังคมให้กับผู้ได้รับการบำบัด ให้สามารถกลับ เข้าไปใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

๒) การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งบประมาณ ๕,๖๒๙.๒ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศแนวหน้าในภูมิภาคอาเซียน มีเกียรติภูมิ อำนาจต่อรอง และ ได้รับการยอมรับในสากล เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างอำนาจแบบนุ่มนวล ดำเนินการเพื่อสันติภาพตามกรอบสหประชาชาติ และกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจน ส่งเสริมการแก้ไขความขัดแย้งโดยใช้แนวทางสันติวิธี

๓) การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณ ๕,๗๘๑.๙ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน มีเป้าหมายให้การสูญเสียและเหตุการณ์รุนแรงลดลงร้อยละ ๘๐ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยใช้แนวทางสันติวิธีแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดสันติสุขอย่างต่อเนื่อง พัฒนา กระบวนการยุติธรรมและเยียวยาบนหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้ง ยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชน และพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความต้องการ ของประชาชน บนพื้นฐานของสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนเสริมสร้าง ความเข้าใจทั้งภายในและภายนอกประเทศ และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมีประสิทธิภาพ

๔) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ งบประมาณ ๑๒,๗๐๐.๖ ล้านบาท เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมธำรงไว้ซึ่งสถาบัน หลักของชาติ สร้างความผูกพันที่ดีระหว่างสถาบันหลักและประชาชน ความจงรักภักดี และ ความเคารพยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจน ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของคนในชาติอย่างสันติ บนพื้นฐานสิทธิมนุษยชน

๕) การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง งบประมาณ ๑๘,๓๗๖.๙ ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ป้องกันภัยคุกคามข้ามชาติ และความมั่นคงทางชายแดน ชายฝั่งทะเล ป้องกันภัยอาชญากรรมข้ามชาติ เสริมสร้าง ขีดความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และมีระบบป้องกันเหตุฉุกเฉิน ทางนิวเคลียร์และรังสี ตลอดจน ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการทำประมงให้เป็นไป ตามกฎหมายไม่น้อยกว่า ๑๗๙,๘๐๐ ครั้ง

๖) การพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการ ภัยพิบัติ งบประมาณ ๒๔,๕๘๒.๗ ล้านบาท เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้ง ภายในและภายนอกประเทศ และเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือการป้องกันบรรเทาสาธารณ ภัยและภัยพิบัติโดยปรับปรุงนโยบายและการบริหารจัดการ และพัฒนาระบบเตือนภัยให้ รองรับ และครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ ระบบพยากรณ์เตือนภัยล่วงหน้าและสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้ง ลดความเสียหายและป้องกันการพังทลายของพื้นที่ ตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ ด้วยเขื่อนป้องกันตลิ่งความยาว ๑๘๑,๒๒๓ เมตร

๗) การรักษาความสงบภายในประเทศ งบประมาณ ๒๘,๖๐๘.๙ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยเสริมสร้างความ สามัคคีปรองดองของคนในชาติ ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรม เคารพ ในความหลากหลายระหว่างศาสนิกชน มุ่งเน้นการปลูกจิตสำนึกและเสริมสร้างความเป็น พลเมือง พร้อมทั้งส่งเสริมสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษาในการวางรากฐานความมั่นคง ของประเทศ

๘) การพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคาม ทุกมิติ งบประมาณ ๖๑,๑๘๒.๗ ล้านบาท เพื่อให้หน่วยงานด้านความมั่นคง มีความพร้อมที่ จะเผชิญภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทุกมิติ และทุกระดับความรุนแรง พัฒนาระบบงานข่าวกรอง รวมทั้งการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพด้านการพัฒนาประเทศ การช่วยเหลือ ประชาชนและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร รวมทั้ง ส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันประเทศ

๙) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๔๐,๖๖๓.๑ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๒๐๒,๗๙๙.๑ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภารกิจ ด้านความมั่นคงให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า รวมทั้ง พัฒนาและเสริมสร้างการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พัฒนากลไกการบริหาร จัดการความมั่นคงแบบองค์รวม และจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ : ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๓๙๘,๑๘๕.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๐.๖ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มีเสถียรภาพและยั่งยืน ผลักดันการเป็นศูนย์กลาง การท่องเที่ยว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นศูนย์กลางการขนส่ง ขยายโอกาสทางการค้า และการลงทุน โดยมีเป้าหมายกระจายความเจริญในทุกภูมิภาคของประเทศ จำแนกตาม แผนงาน ดังนี้

๑) การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ งบประมาณ ๔๒๙.๓ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม สังคม สิ่งแวดล้อม พัฒนาด่านศุลกากรในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ๑ แห่ง และเพิ่มประสิทธิภาพ ที่ทำการปกครองจังหวัด/อำเภอ เพื่อสนับสนุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ๓๓ แห่ง รวมถึง พัฒนาทักษะอาชีพ และเสริมสร้างสมรรถนะผู้ประกอบการในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ๔ ภาค

๒) การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงาน งบประมาณ ๑,๙๙๘.๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งระบบให้มีความมั่นคง สนับสนุนการเพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกภาคส่วน รักษาอัตราการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ เหลวในประเทศไม่น้อยกว่า ๑๔๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหาร จัดการผลิตพลังงาน และการใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก กำกับดูแลกลไก ตลาดพลังงานให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงาน ของประเทศ วางแผนความต้องการและสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน เพิ่มสมรรถนะด้านการ บริหารและการจัดการพลังงานครบวงจรในชุมชน ระดับตำบล และเครือข่ายพลังงานชุมชน เช่น จำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการจัด การพลังงานในชุมชนไม่น้อยกว่า ๕๔๑ แห่ง โครงสร้างด้านพลังงานชุมชนสามารถลดการใช้ พลังงานได้รวมไม่น้อยกว่า ๑.๑๒ พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ/ปี

๓) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล งบประมาณ ๒,๗๙๐.๕ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยการขยายโครงข่ายสื่อสารหลักและบรอดแบรนด์ ความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งเสริมการลงทุนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และบริการคลาวด์กลาง ภาครัฐ พร้อมมาตรการเฝ้าระวังภัยคุกคามไซเบอร์ เพิ่มประสิทธิภาพการตัดวงจร อาชญากรรม Online ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และส่งเสริมการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกสาขาอาชีพ รวมถึงอุตสาหกรรม เกมซอฟต์พาวเวอร์ไทย

๔) การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็งและแข่งขันได้ งบประมาณ ๔,๙๓๑.๗ ล้านบาท เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้ประกอบการชุมชนมีความรู้และทักษะของการเป็น ผู้ประกอบการที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน พัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ด้านสาขาอาหาร โดยพัฒนาเชฟ ๑๗,๔๐๐ ราย ผู้ประกอบการ ๒๐๐ กิจการ/กลุ่ม ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ การพัฒนา ๑๕๐ ผลิตภัณฑ์ พัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ด้านแฟชั่น โดยพัฒนา ผู้ประกอบการ ๕๐๐ ราย สินค้าแฟชั่น ๑๐๐ กิจการ รวมทั้งมีนวัตกรรมในการผลิตสินค้า และบริการ สามารถปรับตัวสู่ธุรกิจใหม่ โดยเสริมสร้างศักยภาพวิสาหกิจในการใช้ระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ส่งผลให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ ล้านบาท ส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน เพื่อนำไปใช้ ในการพัฒนาและยกระดับธุรกิจ ส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีช่องทางการค้าผ่าน e-Commerce ๒๕,๘๐๐ ราย รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการวิจัย พัฒนาและสร้าง นวัตกรรม สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และส่งเสริม SMEs ให้แข่งขัน ได้ในตลาดสากล

๕) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก งบประมาณ ๗,๖๑๕.๐ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการลงทุนจริงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม ขนส่ง และระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้สะดวก และเชื่อมโยงอย่างเป็น ระบบ เช่น โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข ๗ ส่วนต่อขยายเชื่อมสนามบิน อู่ตะเภา เป็นต้น พัฒนาเมืองให้น่าอยู่ มีความทันสมัย สะดวกปลอดภัย และยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง เช่น เตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาศูนย์ธุรกิจและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ พัฒนาพื้นที่ชุมชน และปรับปรุงภูมิทัศน์ตามผังเมืองอีอีซี ไม่น้อยกว่า ๒๑ แห่ง ยกระดับและพัฒนา ศูนย์การแพทย์ครบวงจร ๒ แห่ง โรงพยาบาลศูนย์เฉพาะทาง ๑ แห่ง ผลิตและพัฒนา บุคลากรให้มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อรองรับอุตสาหกรรม เป้าหมายไม่น้อยกว่า ๒,๗๐๐ คน และถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ และเกษตรกร อัจฉริยะ ๔๐ ชุมชน

๖) การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต งบประมาณ ๘,๗๓๗.๗ ล้านบาท เพื่อเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ ๔.๘ โดยส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ให้เกิดการขยายตัว ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรม ชีวภาพ อุตสาหกรรมและการบริการทางการแพทย์ อุตสาหกรรมและบริการดิจิทัล ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้าและอากาศยาน และอุตสาหกรรมความมั่นคง โดยสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต เช่น โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมฮาลาล และพัฒนาอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศที่มีศักยภาพ เชิงเศรษฐกิจ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดความเข้มแข็งของอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับไปสู่ อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและกำลังคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน

๗) การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว งบประมาณ ๑๑,๒๙๗.๔ ล้านบาท เพื่อให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ๓.๔ ล้านล้านบาท และอันดับการพัฒนา การเดินทางและการท่องเที่ยวอยู่ ๑ ใน ๓๐ ของโลก โดยส่งเสริมการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สนับสนุนการสร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว ให้สอดคล้องความ ต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กลุ่มคุณภาพ กลุ่มกีฬา กลุ่มสุขภาพ และกลุ่ม ความสนใจพิเศษไม่น้อยกว่า ๓๕ ล้านคน สนับสนุนและผลักดันให้ชุมชนเข้าสู่ตลาด อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) จัดงานแสดง สินค้าและนิทรรศการระดับนานาชาติ พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมเชื่อมโยงไปยังภูมิภาค โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ทางถนน ๒๓ สายทาง ก่อสร้างทางหลวงชนบทเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวหลักกับแหล่ง ท่องเที่ยวรอง ระยะทางไม่น้อยกว่า ๒๑๓.๒๙๕ กิโลเมตร ปรับปรุงท่าเรือ ๖ แห่ง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ เพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวของสวนสัตว์ ๖ แห่ง และจัดตั้งสวนสัตว์แห่งใหม่ จังหวัดปทุมธานี ให้ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับโลก รวมทั้ง พัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ๑๐๐ หมู่บ้าน แหล่งท่องเที่ยวทางมรดก ศิลปวัฒนธรรม ๑๑ แหล่ง และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ๘ แห่ง

๘) การพัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ งบประมาณ ๑๓,๐๘๗.๕ ล้านบาท เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยกระจายศูนย์กลางความเจริญทาง เศรษฐกิจและสังคมในทุกภูมิภาคของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสื่อสาร ด้วยเทคโนโลยีระบบดิจิทัลที่ทันสมัย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยเพื่อ ยกระดับความน่าอยู่ของเมือง โดยใช้แผนผังภูมินิเวศเป็นกรอบในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชนบทมั่นคง เกษตรยั่งยืน และอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมทั้ง ผังพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ แหล่งโบราณคดี วัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยสนับสนุนการวาง ผังเมือง ๖๒ ผัง และจัดรูปที่ดิน ๙๙๑ ไร่

๙) การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม งบประมาณ ๑๙,๓๕๔.๕ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม ขยายการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่เหมาะสม พัฒนาบุคลากร ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มีทักษะสูงขึ้น เพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ฐานราก ตอบโจทย์ปัญหาสังคมลดความเหลื่อมล้ำ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ในอนาคต

๑๐) การพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และ การสนับสนุนด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน งบประมาณ ๒๗,๑๓๒.๗ ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และเสริมสร้างศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาให้เป็น ฐานในการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบยั่งยืน รวมทั้ง สนับสนุนยุทธศาสตร์ การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการยกระดับการพัฒนาทั้งในด้าน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี ทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพ ผู้ประกอบการ ลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขยายโอกาสทางการค้า และการลงทุน พัฒนาช่องทางการตลาดและความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่าง ประเทศ ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต และแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน

๑๑) การเกษตรสร้างมูลค่า งบประมาณ ๔๕,๙๐๘.๔ ล้านบาท เพื่อเพิ่มการ ขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมและผลิตภาพด้านการผลิตของสาขาเกษตร เป้าหมายรายได้ เงินสดสุทธิครัวเรือนเกษตร ๓๓๒,๘๐๗ บาท/ครัวเรือน/ปี โดยส่งเสริมระบบเกษตรแปลง ใหญ่ จำนวน ๔๗๒,๕๐๐ ไร่ และ ๒,๓๔๗ แปลง เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต ต่อหน่วย ถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรในพื้นที่ไม่เหมาะสมให้เกิดการปรับเปลี่ยนการผลิต บริหารจัดการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) จำนวน ๖๑,๖๒๕ ไร่ และ ๑๓๕ แปลง ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาองค์ความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตและปรับเปลี่ยนการผลิต ให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตรวจสอบความปลอดภัยและรับรองคุณภาพสถานประกอบการสินค้า ๖๙,๙๘๕ แห่ง ส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ๑๑,๔๙๓ แห่ง สหกรณ์การเกษตรและกลุ่ม เกษตรกร มีความเข้มแข็งในระดับที่ประกอบธุรกิจได้มีประสิทธิภาพและระดับพื้นที่พัฒนา เข้าสู่มาตรฐาน ไม่น้อยกว่า ๑,๕๓๓ แห่ง และไม่น้อยกว่า ๑,๑๒๗ กลุ่ม สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ รวมทั้ง เกษตรกรจำนวน ๒.๖๙๘ ล้านราย ได้รับการพักชำระหนี้ตาม มาตรการพักชำระหนี้ และเข้าร่วมการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ราย และส่งเสริมการใช้ Platform การตลาดดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจ ชุมชน เพื่อเป็นภาคการผลิตที่สร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรพึ่งพาตนเอง มุ่งไปสู่การเพิ่มรายได้สุทธิให้เกษตรกร ๓ เท่า

๑๒) การพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ งบประมาณ ๑๙๖,๑๙๔.๖ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถ เชื่อมโยงทั่วถึงอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงการกำกับดูแลการคมนาคมทั้งระบบให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออกของประเทศ ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เช่น ทางถนน บำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางหลวงและ ทางหลวงชนบท ระยะทางไม่น้อยกว่า ๑๒๙,๓๑๔.๙๓๕ กิโลเมตร ก่อสร้างโครงข่ายทาง หลวงและทางหลวงชนบท ระยะทางไม่น้อยกว่า ๓,๖๓๓.๑๑๔ กิโลเมตร และทางหลวง พิเศษระหว่างเมือง ระยะทางไม่น้อยกว่า ๔๙.๘๘๘ กิโลเมตร ปรับปรุงจุดเสี่ยงบริเวณอันตราย และเพิ่มความปลอดภัยบนถนนทางหลวงและทางหลวงชนบท ๓,๖๒๐ แห่ง ทางราง พัฒนา โครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการขนส่งทางราง อาทิ รถไฟทางคู่สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายใต้ รวมถึงพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย ทางน้ำ พัฒนาและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ โดยปรับปรุงและก่อสร้างท่าเรือ ๒๘ แห่ง ปรับปรุงและก่อสร้างเขื่อน ๒๐ แห่ง บำรุงรักษา ร่องน้ำ ๑๐๐ ร่องน้ำ กำกับและควบคุมตรวจตราการเดินเรือ รวมถึงพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมกิจการพาณิชยนาวี ทางอากาศ เพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานในการ รองรับปริมาณผู้โดยสาร ๕๓ ล้านคน และปริมาณสินค้า ๗,๙๐๐ ตัน โดยไม่ละเลยเรื่อง ความปลอดภัยของการเดินทาง และการตรวจคนเข้าเมือง พัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีด ความสามารถท่าอากาศยาน ๒๙ แห่ง โดยขยายทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน อาคารที่ พักผู้โดยสาร พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพท่าอากาศยาน ๑๔ แห่ง ให้มีความปลอดภัยและ เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) พัฒนาและ ส่งเสริมการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของประชาชนอย่างทั่วถึง พัฒนารูปแบบการกำกับ ดูแลและการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ไม่น้อยกว่า ๒,๓๙๐ คน และโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) รวมทั้งศึกษาและให้ คำปรึกษาการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่ง สินค้าที่เชื่อมโยงระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน

๑๓) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐาน งบประมาณ ๑๕,๓๖๕.๕ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๔๓,๓๔๓.๑ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า พัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน พัฒนากำลังคนและศักยภาพของประเทศยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ ๓ : ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๕๘๓,๐๒๓.๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๕.๕ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ปฏิรูประบบการศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาระบบบริการ สาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ ส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนามรดก ทางศิลปวัฒนธรรมสู่อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ พัฒนาศักยภาพการกีฬาสู่ความเป็นเลิศ และได้มาตรฐานสากล ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้ง พัฒนาและยกระดับทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ได้มาตรฐานรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการแข่งขันในตลาดโลก จำแนกตามแผนงาน สำคัญ ดังนี้

๑) การเสริมสร้างศักยภาพการกีฬา งบประมาณ ๒,๘๑๑.๑ ล้านบาท เพื่อให้ ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง โดยส่งเสริมให้ทุกช่วงวัยออกกำลังกาย เล่นกีฬา และ นันทนาการอย่างต่อเนื่อง ยกระดับบุคลากรการกีฬา นันทนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา ให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาเยาวชนมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาอาชีพและระดับนานาชาติ รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการออกกำลังกาย

๒) การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม งบประมาณ ๒๙๖๒.๙ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม และภูมิใจในความ เป็นไทย โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมเทิดพระเกียรติทั้งด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการอนุรักษ์ฟื้นฟูขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นและมรดกภูมิปัญญา ไม่น้อยกว่า ๑๑.๐๕ ล้านคน ส่งเสริมการ ประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้ง พัฒนางานศิลปวัฒนธรรม ดั้งเดิมให้มีรูปแบบที่ทันสมัย อันจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าและเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็น ไทยสู่สากล

๓) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ งบประมาณ ๓๔,๑๘๘.๖ ล้านบาท โดยปฏิรูประบบการศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาหลักสูตรและ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงในยุค ปัจจุบัน สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมผ่าน Platform ที่สามารถเรียนรู้ได้ ทุกที่ทุกเวลาไม่น้อยกว่า ๑,๔๕๑ แห่ง พัฒนาโรงเรียนคุณภาพ ๑,๘๐๘ โรงเรียน เพื่อให้ นักเรียนสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สนับสนุนทุนการศึกษาผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ไม่น้อยกว่า ๑๒,๐๙๒ คน ยกระดับการผลิตและพัฒนาศักยภาพทางวิชาชีพกำลังคน อาชีวศึกษา ๓๕,๐๐๐ คน พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นครูยุคใหม่ สนับสนุน การคืนครูให้นักเรียนไม่น้อยกว่า ๗๖,๔๔๐ คน พัฒนาการจัดการเรียนรู้สะตีมศึกษา (STEAM) ในโรงเรียน ๑๗,๐๐๐ แห่ง สนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ไม่น้อยกว่า ๖๐๐,๐๐๐ รูป รวมทั้ง พัฒนาทักษะวิชาชีพและอบรมอาชีพระยะสั้นให้กับกลุ่มเป้าหมาย ไม่น้อยกว่า ๑.๓ ล้านคน เพื่อเตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงานและต่อยอดอาชีพให้กับประชาชน

๔) การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต งบประมาณ ๓๖,๐๕๕.๑ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาและการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ โดยส่งเสริม พัฒนาการเด็ก ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย ให้มีสุขภาวะที่ดีและพัฒนาการสมวัย ส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้ได้รับการศึกษาและมีทักษะรองรับการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ พัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่มีสมรรถนะสูง รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ๑๔,๓๒๐ คน สนับสนุน ทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับอุดมศึกษา ๑,๒๖๘ คน พัฒนาทักษะ กำลังแรงงานเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมและบริการ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และ อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจน ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม และพัฒนาทักษะอาชีพผู้สูงอายุ ไม่น้อยกว่า ๒๒,๕๐๐ คน ให้ได้ทำงานตามศักยภาพและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

๕) การเสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี งบประมาณ ๖๖,๓๑๓.๗ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ได้ มาตรฐานสากล ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมการผลิตแพทย์ พยาบาล บุคลากร ด้านสาธารณสุข ไม่น้อยกว่า ๓๒,๓๖๐ คน และกระจายแพทย์ไปสู่ชนบท ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ คนต่อปี พัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิและเครือข่ายระบบสุขภาพระดับอำเภอ พัฒนาระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ สนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้ ด้านสุขภาพด้วยการเข้าถึงดิจิทัล Platform การส่งเสริมสุขภาพ ไม่น้อยกว่า ๖ ล้านคน พัฒนาระบบการให้บริการด้านสาธารณสุขที่ทันสมัยเพื่อรองรับการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม การแพทย์ สนับสนุนเครื่องมือและนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่เพื่อรองรับโรคอุบัติใหม่ และอุบัติซ้ำ พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินครบวงจรและระบบส่งต่อ พัฒนาอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน ๑,๐๗๕,๑๖๓ คน และภาคีเครือข่าย ให้มี ศักยภาพในการจัดการสุขภาพชุมชนได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน ตลอดจน พัฒนาระบบการ ดูแลสุขภาพจิตและขับเคลื่อนเครือข่ายพลเมืองสุขภาพจิตดี ๙๒๘ อำเภอ รวมทั้ง ส่งเสริม เสริมสร้างความเป็นเลิศทางการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และสมุนไพรในระบบ สุขภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มและเป็นทางเลือกให้กับประชาชน

๖) การดำเนินงานภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๒๓,๗๕๒.๑ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๔๑๖,๙๓๙.๙ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาน้อมนำแนวพระราชดำริมาบูรณาการแก้ไขปัญหา ในการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ ๔ : ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๙๒๓,๘๕๑.๔ ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ ๒๔.๖ ของวงเงินประมาณ เพื่อให้คนไทยได้รับสวัสดิการพื้นฐาน บริการ สาธารณะอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ สนับสนุนการเตรียมความ พร้อมสังคมไทยในการรองรับสังคมสูงวัย เพิ่มศักยภาพและยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมและกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เร่งดำเนินการให้ประชาชน มีสิทธิในที่ดินทำกิน พัฒนาระบบสาธารณสุข ยกระดับ ๓๐ บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตร ประชาชนใบเดียว ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งสร้าง หลักประกันสวัสดิการ สำหรับแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ จำแนกตามแผนงานสำคัญ ดังนี้

๑) การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย งบประมาณ ๘๘๗.๘ ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชากรก่อนวัยสูงอายุ มีความรอบรู้ในทุกมิติไม่น้อยกว่า ๔.๔ ล้านคน เช่น การดูแลรักษาสุขภาพ โรคและความเสี่ยงของสุขภาพที่จะส่งผลกระทบ เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ การออมเงินและการบริหารหนี้ การจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสม การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของคนทุกวัย เป็นต้น และยกระดับคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุให้ดีขึ้นในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ และมีรายได้ ด้านสังคม ผู้สูงอายุได้รับการดูแลและเข้าถึงระบบคุ้มครองทางสังคม รวมถึง ส่งเสริมบุคลากรด้านสุขภาพให้ได้รับการฝึกอบรม ด้านสภาพแวดล้อม ปรับสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุให้เหมาะสม ด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุได้รับการดูแลด้านอนามัยพื้นฐาน ทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม สามารถเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงระบบและนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ และสร้างเสริมความเสมอภาค ด้านสุขภาพเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

๒) การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน งบประมาณ ๑,๖๙๕.๔ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนากลไกการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะ รวมถึงพัฒนาพื้นที่เขตปฏิรูป ที่ดิน พื้นที่สาธารณะและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มการกระจายการถือ ครองที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรและประชาชนเข้าถึงได้และเป็นธรรม พัฒนาแนวทางการ พิสูจน์สิทธิในที่ดินและระบบการออกเอกสารสิทธิ์ โดยมีจำนวนแปลงที่ดินที่เดินสำรวจออก โฉนดที่ดินและรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชน ๘๖,๐๐๐ แปลง ปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการดำเนินการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐ ตลอดจนสร้าง รายได้จากผืนดินอย่างสมดุลและยั่งยืน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้ง ในและต่างประเทศ แก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรที่มีอยู่ก่อนประกาศเขตพื้นที่ป่า โดยมี การตรวจสอบหนังสือเอกสารสิทธิ์ที่ดินในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน ๒๕๐ แปลง จัดระเบียบการใช้ที่ดินด้วยการสำรวจการถือครองที่ดินและจัดทำแผนการจัดการทรัพยากร ที่ดินและป่าไม้ในระดับพื้นที่ ๒,๓๓๑ หมู่บ้าน เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในเขตพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ

๓) การพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก งบประมาณ ๒,๐๘๘.๐ ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยส่งเสริมองค์ความรู้ ทักษะที่สำคัญ และจำเป็นต่อการเพิ่มศักยภาพของแรงงานในระบบเศรษฐกิจฐานราก เกษตรกรได้รับการ พัฒนาและส่งเสริมอาชีพไม่น้อยกว่า ๖๐,๐๐๐ ราย เกษตรกรได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ ในที่ดินไม่น้อยกว่า ๓๗,๐๐๐ ราย สนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ไปสู่เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) จำนวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ๑๙,๒๐๐ คน สนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี เพิ่มรายได้และลดรายจ่ายด้วยระบบดิจิทัล ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน ทำกินของเกษตรกร พื้นที่ คทช. ที่จัดสรรที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรได้รับการอนุรักษ์ ๑๓,๐๐๐ ไร่ สนับสนุนการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สนับสนุนการปลูกไม้มีค่าเป็นพืช เศรษฐกิจ ส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์ชีวภาพด้วยนวัตกรรม ส่งเสริมตลาดสินค้าอัตลักษณ์ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ยกระดับโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อย่างครบวงจร และส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรให้สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้ รวมถึงสร้างช่องทางการตลาดที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการกระจาย รายได้กลับสู่ท้องถิ่น ผ่านกลไกของสหกรณ์ ร้านค้าชุมชน และวิสาหกิจชุมชนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

๔) การเสริมสร้างพลังทางสังคม งบประมาณ ๗,๒๐๕.๘ ล้านบาท เพื่อสร้าง ครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็ง ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังในการพัฒนาและทำประโยชน์ ส่วนรวมในสังคม พัฒนากลไกและระบบสนับสนุนการบริหารจัดการเครือข่ายในระดับ จังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน ส่งเสริมศักยภาพบทบาทสตรีและสิทธิมนุษยชน สนับสนุน ให้ทุกเพศสภาพเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้ ประยุกต์ใช้ ขยายผล และพัฒนาชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมและพัฒนาให้ เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคม ๘๐ กิจการ สร้างสมาชิกเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง ๑๔๐ ราย ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับการส่งเสริมการออมและพัฒนาทักษะการบริหารจัดการทาง การเงินเพิ่มขึ้น ๔๕,๐๐๐ คน สนับสนุนโครงสร้างอันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ และการสร้างเครือข่ายการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมทุนทางสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาสู่การเพิ่มคุณค่า และมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

๕) การสนับสนุนด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม งบประมาณ ๑๖,๔๕๘.๙ ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยและ เกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนการจัดสรรที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เพื่อใช้ สำหรับประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอยู่อาศัย แก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดิน ส่งเสริมการพัฒนาและทดลองรูปแบบการบริหารจัดการที่ดินที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และสนับสนุนสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม รวมทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้สินของ เกษตรกรผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ๑,๑๐๐ ราย ส่งเสริมกองทุนหมู่บ้านและ ชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยสนับสนุนการจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อลดค่าใช้จ่าย ให้กับประชาชนในการติดตั้ง Solar Home ไม่น้อยกว่า ๓,๗๐๐ แห่ง และระบบประปาไม่น้อยกว่า ๗๗๐ แห่ง ตลอดจนสนับสนุนงานพิธีศพที่ได้รับพระราชทานตามพระบรมราโชบาย อย่างเหมาะสม

๖) การส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ งบประมาณ ๒๔,๐๔๒.๔ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดให้เป็นศูนย์กลางความเจริญทาง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นให้ภาคประชาชนมีบทบาทในการกำหนด ทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งบูรณาการแผนให้สอดคล้องกันในทุกระดับ ตั้งแต่ ระดับหมู่บ้าน ท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับกลุ่มจังหวัด เพื่อให้สามารถตอบสนอง ความต้องการและแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งสนับสนุนการใช้ทรัพยากร ในพื้นที่ เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

๗) มาตรการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่ม งบประมาณ ๒๖,๕๒๘.๐ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบและกลไกในการช่วยเหลือสนับสนุน และจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือ เป็นพิเศษโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐและโอกาสทางสังคมได้อย่างเท่าเทียมกันและ ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มคุณภาพการให้บริการสาธารณะ ให้มีความปลอดภัย รวมทั้งสร้างพลังความร่วมมือและมีการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อนำไปสู่การยกระดับ การคุ้มครองทางสังคม โดยเป็นการสนับสนุนเบี้ยเด็กแรกเกิดถึง ๖ ปี ไม่น้อยกว่า ๒.๓๔ ล้านคน สนับสนุนการจัดการศพผู้สูงอายุตามประเพณี ๑๕๓,๙๒๗ ราย ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึง หลักประกันทางสังคม สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยบ้านมั่นคง ๓,๙๐๐ ครัวเรือน บ้านพอเพียง ๑๔,๘๕๐ ครัวเรือน พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร ๗๐ ครัวเรือน รวมทั้งผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

๘) การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา งบประมาณ ๘๘,๕๓๐.๘ ล้านบาท เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานอย่างทั่วถึง ให้ได้รับ การศึกษาขั้นพื้นฐานในระบบและนอกระบบตามสิทธิที่กำหนดไว้ โดยสนับสนุนค่าใช้จ่าย ในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล จนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า ๙.๗ ล้านคน สนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียนของนักเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษา ส่งเสริมการศึกษาและ การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบศึกษา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในพื้นที่ ๓๔,๒๓๒ โรงเรียน เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม และทั่วถึง มีคุณภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ในการ ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสไม่น้อยกว่า ๑.๔๖ ล้านคน ควบคู่ไปกับการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาของหน่วยจัดการเรียนรู้ในระบบและนอกระบบกลไกความร่วมมือ ในพื้นที่ รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มี คุณภาพ รวมทั้งสนับสนุนเพื่อสร้างโอกาสการศึกษาระดับอุดมศึกษา จำนวน ๕,๙๕๘ คน

๙) การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งบประมาณ ๓๖๙,๗๙๐.๖ ล้านบาท เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองได้ในทุกมิติ ประชาชนในพื้นที่ได้รับการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ อย่างทั่วถึง ผ่านการดำเนินงาน ที่สำคัญ อาทิ สนับสนุนการจัดการศึกษาพื้นฐานให้แก่นักเรียนโรงเรียนในสังกัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนอาหารเสริม (นม) และอาหารกลางวัน สนับสนุนเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพคนพิการ รวมถึงสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำเสียและขยะในระดับ จังหวัด ส่งเสริมและพัฒนาภาคการเกษตร ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การค้าการลงทุนในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงนโยบายและการบริหารจัดการระหว่างส่วนภูมิภาคและ ส่วนกลาง เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างอิสระและมีประสิทธิภาพ สู่การ ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

๑๐) การสร้างหลักประกันทางสังคม งบประมาณ ๓๗๗,๒๙๖.๔ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกจากบริการพื้นฐานการแพทย์ใกล้บ้าน ยกระดับ ๓๐ บาท รักษาทุกที่ เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม บริการ ด้านสุขภาพสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ และตรวจคัดกรองซิฟิลิสสำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงและ ผู้ต้องขัง ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิสามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพที่มีมาตรฐาน ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ไม่น้อยกว่า ๔๗.๑๖ ล้านคน ส่งเสริมการสร้างหลักประกันสังคม และสวัสดิการสำหรับแรงงานในระบบและนอกระบบให้สามารถเข้าถึงระบบประกันสังคม อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ครอบคลุมผู้ประกันตนทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงสร้างความ ปลอดภัยและอนามัยสุขภาพในการทำงานให้เหมาะสม ส่งเสริมค่าใช้จ่ายในการจัดประชารัฐ สวัสดิการเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่น้อยกว่า ๑๔.๙๘ ล้านคน ตลอดจน ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการอำนวยความยุติธรรม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและช่วยเหลือ ทางกฎหมายอย่างเสมอภาค

๑๑) การดำเนินภารกิจพื้นฐาน งบประมาณ ๗๑๖.๙ ล้านบาท และค่าใช้จ่าย บุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๘,๖๑๐.๔ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ภาครัฐมีระบบการบริหาร จัดการที่มีผลสัมฤทธิ์สูง ประชาชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสาธารณะอย่าง เท่าเทียม พัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิ และนายจ้าง มีการบริหารจัดการด้านแรงงานตามกฎหมายสอดคล้องกับมาตรฐานแรงงาน รวมถึง สถานประกอบกิจการมีการจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัยอย่างถูกต้อง ยุทธศาสตร์ที่ ๕ : ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๑๓๗,๒๙๑.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๓.๗ ของวงเงินงบประมาณ เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน และสร้างการเติบโตบนสังคม เศรษฐกิจสีเขียว โดยจำแนกตามแผนงาน ดังนี้

๑) การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจภาคทะเล งบประมาณ ๖๑๒.๖ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง และสัตว์ทะเล หายากใกล้สูญพันธุ์ ให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางทะเลให้เป็นไปตาม เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้ง พัฒนาเครื่องมือ และมาตรการต่าง ๆ ควบคู่ กับการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยมีค่าเป้าหมายดัชนีคุณภาพ มหาสมุทร ๗๔ คะแนน

๒) การจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม งบประมาณ ๘๙๙.๐ ล้านบาท เพื่อให้ ประเทศมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้น เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยการ จัดการแก้ไขปัญหาขยะอย่างมีระบบและมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มีการบริหารจัดการ มลพิษจากแหล่งกำเนิด ส่งเสริมการบริหารจัดการที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรม และความสมดุล ของการจัดการทรัพยากรที่ดิน ส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร จัดการคุณภาพ อากาศของแต่ละพื้นที่ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เพิ่มประสิทธิภาพการติดตาม ตรวจสอบและรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศ และปริมาณน้ำเสีย ได้รับการบำบัดได้ตาม มาตรฐานน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน ไม่น้อยกว่า ๙๒.๐ ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึง การส่งเสริมให้โรงพยาบาลมีการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมได้ตามเกณฑ์

๓) การจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ งบประมาณ ๒,๑๒๗.๖ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดผลกระทบ จากภัยธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมลดลง ๖๐ ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหรือคิดเป็นร้อยละ ๑๒ จากกรณีปกติ ด้วยการสร้าง ความตระหนักรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่า เพื่อพัฒนาประเทศมุ่งสร้างมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพระบบตรวจวัดและการแจ้งเตือนภัยสภาพอากาศ รวมทั้งจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ตลอดจน ประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อใช้กำหนดนโยบาย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

๔) การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติ งบประมาณ ๕,๖๙๖.๘ ล้านบาท เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟู โดยพัฒนากลไกและมาตรการในการอนุรักษ์ ปกป้องคุ้มครอง ลดภัยคุกคาม ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน รักษาพื้นที่ป่า ในความดูแล ๙๘.๙๔ ล้านไร่ พัฒนาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภท ๙,๘๗๖ ไร่ ส่งเสริม การปลูกไม้เศรษฐกิจ ๒๖,๐๒๐ ไร่ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้รับการป้องกันและควบคุมไฟป่า ๓.๘๗๕ ล้านไร่ รวมทั้ง ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG เพื่อให้ เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

๕) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ งบประมาณ ๙๙,๑๓๒.๗ ล้านบาท เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านน้ำเพิ่มขึ้น มีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ และยั่งยืน รวมทั้ง ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคผ่าน การจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อระบบประปา ๑๐๗,๑๓๗ ครัวเรือน สร้างความมั่นคงด้านน้ำทั้ง ภาคการผลิต เกษตรและอุตสาหกรรม โดยมีต้นทุนน้ำใช้อย่างสมดุล มีพื้นที่รับประโยชน์จาก แหล่งน้ำเพิ่มขึ้น ๓๗๓,๑๘๙ ไร่ ปริมาณฝนจากการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่การเกษตร และอ่างเก็บน้ำ ๑,๖๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร การจัดการน้ำท่วมและบรรเทาสถานการณ์ อุทกภัยในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ๔๘๖,๓๘๖ ไร่ ฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ พัฒนาและ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำเสีย ๑,๒๐๓ แห่ง อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันการ ชะล้างพังทลายของดิน และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ๘๒,๓๔๙ ไร่ และปลูกป่าฟื้นฟู ๒๓,๒๔๒ ไร่ พื้นที่ ชลประทานเดิมได้รับการปรับปรุง ๙๘๘,๙๓๔ ไร่ เกษตรกรและราษฎรได้รับประโยชน์จาก ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ๒๒,๐๐๐ คน โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ก็ได้มี การเริ่มลงทุนเพื่อรับมือกับสภาวะแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นและใช้การบริหารน้ำอย่างครบวงจร เพื่อบรรเทาภัยพิบัติทุกรูปแบบ

๖) การดำเนินการภารกิจพื้นฐานและภารกิจอื่น งบประมาณ ๑๐,๘๘๑.๓ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๑๗,๙๔๑.๙ ล้านบาท เพื่ออนุรักษ์ รักษา และใช้ ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน สนับสนุนการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำและเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาล รวมทั้ง สนับสนุน การปฏิบัติการฝนหลวง การพัฒนาแหล่งเรียนรู้และแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืช พัฒนาสวนสัตว์เพื่อ การท่องเที่ยว ตลอดจน การยกระดับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตประเทศด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ที่ ๖ : ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๖๔๕,๘๘๐.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๒ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้ระบบการบริหารราชการมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวมจำแนกตามแผนงานสำคัญ ดังนี้

๑) ด้านการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ งบประมาณ ๙๕๔.๖ ล้านบาท เพื่อลดปัญหาการทุจริตในสังคมไทย โดยมีเป้าหมายค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index : CPI) อยู่ในระดับ ๑ ใน ๔๘ และ/หรือได้คะแนนหรือได้คะแนน ไม่ต่ำกว่า ๕๕ คะแนน และคะแนนเฉลี่ยการประเมินคุณธรรม และความโปร่งใส (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานในประเทศไทย ไม่น้อยกว่า ๘๙ คะแนน เพื่อลดปัญหาการทุจริตในสังคมไทย ผ่านการปลูกจิตสำนึก และสร้างค่านิยมให้ทุกภาคส่วนตระหนักรู้ในเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต คุณธรรม จริยธรรม และใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารองค์กร ปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวดและเป็นธรรม เพื่อลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ รวมทั้งให้โอกาส ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการป้องกันปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบ

๒) รัฐบาลดิจิทัล งบประมาณ ๓,๕๔๕.๔ ล้านบาท เพื่อพัฒนารูปแบบการ ให้บริการภาครัฐผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่า โดยพัฒนาบริการ ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service : GDCC) คลาวด์กลางด้านสาธารณสุข และคลาวด์กลางด้านระบบงานทั่วไปหรือบริการข้อมูลเปิด (Open Data) รวมถึงการให้การบริการศูนย์ข้อมูลภาครัฐ การพัฒนา Platform กลาง ภาครัฐเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ๑๐ Platform ส่งเสริมให้ บุคลากรมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะด้านดิจิทัลที่สำคัญอาทิ ความปลอดภัย ไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น มีการเชื่อมโยงหน่วยงานและระบบ บริการภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ตอบสนองความต้องการของภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้ใช้บริการ ให้มีความสะดวกรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตลอดจน จัดตั้งทีมรับมือเหตุฉุกเฉินทางคอมพิวเตอร์ ปรับปรุงระบบการอนุมัติและอนุญาตของภาครัฐ พัฒนาระบบจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เพื่อยกระดับการพัฒนาภาครัฐสู่การเป็น รัฐบาลดิจิทัล

๓) การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม งบประมาณ ๑๘,๘๙๒.๑ ล้านบาท เพื่อทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น หรือเป็นอุปสรรคในการ พัฒนาประเทศ พัฒนาระบบงานสอบสวน และการบังคับใช้กฎหมาย ส่งเสริมให้ประชาชน เข้าถึงการบริการด้านงานยุติธรรม คำปรึกษาด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างมี ประสิทธิภาพ การให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาให้ได้รับความเป็น ธรรมตามกฎหมาย รวมทั้ง การพัฒนากฎหมายและกลไกกำกับดูแลด้านดิจิทัลและ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

๔) การพัฒนาบริการประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ งบประมาณ ๓๐,๒๑๕.๕ ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการบริการ ภาครัฐ ให้สามารถติดต่อราชการได้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยสนับสนุน การบูรณาการงานในพื้นที่ และพัฒนาประสิทธิภาพ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค การขับเคลื่อนศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ การให้บริการทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน และข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจุบัน และครอบคลุมทุกพื้นที่ สนับสนุน การให้บริการด้านงานทะเบียนและรังวัดที่ดินแก่ประชาชน ไม่น้อยกว่า ๑๓ ล้านราย รวมทั้ง การบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ขยายฐานภาษี และการปรับปรุงระบบภาษีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของ ประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้เกิดความยั่งยืนทางการคลัง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณและการติดตามประเมินผล ตลอดจนสร้าง บุคลากรภาครัฐที่เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึก และเป็นคนเก่ง มีความรู้ ความสามารถ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพและคุณภาพภายใต้หลัก ระบบคุณธรรม

๕) การสนับสนุนด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ภาครัฐ งบประมาณ ๔๕๖,๖๗๕.๖ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนกิจการบริหารจัดการภาครัฐ ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ปลอดการทุจริต และประพฤติมิชอบ สนับสนุนการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติ รวมทั้ง เป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิ และประโยชน์ต่าง ๆ ของบุคลากรภาครัฐที่กำหนดไว้ในงบกลาง อาทิ เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสำรอง เงินสมทบ เงินชดเชย และเงินช่วยเหลือของข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ

๖) การดำเนินการงานด้านภารกิจพื้นฐาน งบประมาณ ๒๔,๒๖๒.๕ ล้านบาท และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ ๑๑๑,๓๓๕.๒ ล้านบาท เพื่ออำนวย ความยุติธรรม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและช่วยเหลือทางกฎหมายให้กับประชาชนอย่าง เสมอภาคและเป็นธรรม ตลอดจน เพื่อให้การบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐมีประสิทธิภาพ และเกิดความคุ้มค่าในการดำเนินภารกิจของรัฐ รายการดำเนินการของภาครัฐ

รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จำนวน ๖๕๙,๐๕๓.๗ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๖ ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ดังนี้

แผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๒๔๘,๘๐๐ ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหาย จากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง ภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ และเงินชดเชย ค่างานสิ่งก่อสร้าง รวมถึงการกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึง วินัยการคลัง

แผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน ๔๑๐,๒๕๓.๗ ล้านบาท เพื่อให้ การบริหารจัดการหนี้และการชำระหนี้ภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ สูงสุดต่อเศรษฐกิจ

สำหรับเอกสารประกอบได้มีการจัดทำไว้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ ดังนี้

๑. คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘

๒. รายรับรายจ่ายเปรียบเทียบระหว่างปีที่ล่วงมาแล้ว ปีปัจจุบันและปีที่ ขอตั้งงบประมาณรายจ่าย แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๑ (เล่มคาดส้ม)

๓. คำอธิบายเกี่ยวกับประมาณการรายรับและวิธีหาเงินส่วนที่ขาดดุล แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๒ (เล่มคาดเขียว)

๔. คำชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายที่ขอตั้งไว้ ซึ่งรวมถึงการแสดง ผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการที่ใช้จ่ายงบประมาณ และความสอดคล้อง กับยุทธศาสตร์ชาติ แสดงไว้ในงบประมาณ ฉบับที่ ๓ (เล่มคาดแดง) และฉบับที่ ๔ (เล่มคาดเหลือง)

๕. รายงานเกี่ยวกับสถานะทางการเงินโดยรวมของรัฐวิสาหกิจ แสดงไว้ ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๕ (เล่มคาดม่วง)

๖. รายงานเกี่ยวกับสถานะการเงินนอกงบประมาณและแผนการจ่ายเงินนอก งบประมาณโดยรวมของหน่วยรับงบประมาณ แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๗ (เล่มคาดชมพู)

๗. คำอธิบายเกี่ยวกับหนี้ของรัฐบาลทั้งที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและหนี้ที่เสนอ เพิ่มเติม แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๕ (เล่มคาดม่วง)

๘. ผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของปีงบประมาณ ที่ล่วงมาแล้ว แสดงไว้ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๖ (เล่มคาดน้ำเงิน)

๙. ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ สรุป

งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ จำนวน ๓,๗๕๒,๗๐๐ ล้านบาท มีที่มาจากรายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ จำนวน ๒,๘๘๗,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน ๘๖๕,๗๐๐ ล้านบาท

แม้ว่างบประมาณปีนี้จะมีขาดดุลเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้จัดสรรรายจ่ายลงทุนไว้ จำนวน ๙๐๘,๒๒๔ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒๔.๒ ของบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ ๒๗.๙ และเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ ๑๗ ปีที่ผ่านมา

การบริหารงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดนี้ จะเป็นการใช้จ่ายเพื่อดำเนินงาน ตามนโยบายของรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบ วินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด กระตุ้นเศรษฐกิจให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ประชาชนและภาคธุรกิจ สร้างการเจริญเติบโตให้กับ ประเทศ พัฒนาศักยภาพอย่างยั่งยืน และเป็นไปตามกฎหมาย ขอบคุณครับ