เอกราช อุดมอำนวย อภิปรายสนับสนุนญัตติเกี่ยวกับบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตประจำวัน โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดทำกรอบกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ป้องกันการละเมิดสิทธิและการนำไปใช้ในทางที่ผิด พร้อมเสนอให้พัฒนาทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ในนักเรียนและนักศึกษา เรียนรู้จากตัวอย่างการกำกับดูแลจากต่างประเทศ รวมถึงการจัดระดับความเสี่ยง กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย คุ้มครองความเป็นส่วนตัว ส่งเสริมความเสมอภาค และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีเป็นไปอย่างปลอดภัยและเตรียมความพร้อมสู่อนาคต
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย จอจาน ผู้แทนคนดอนเมือง พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายเพื่อสนับสนุนญัตติที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยทีเดียว ปัจจุบันนี้ท่านประธานก็ทราบดีว่า AI มีส่วนในความสำคัญในการ ดำรงชีวิตประจำวันหลาย ๆ ด้านนะครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้บอกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ชีวิตประจำวัน การพัฒนา หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการศึกษา งานศิลปะ แล้วก็เป็นผู้ช่วยในสาขาเฉพาะด้าน ทั้งในการแพทย์ การประยุกต์ การที่ใช้ AI ในการ คัดกรองโรค หรือถ้ามองในแง่ดีก็เหมือนว่า AI จะมีบทบาทในการลดบุคลากรดังกล่าวนะครับ แต่ว่าในทางกลับกันก็ต้องไม่ลืมว่ามีการนำ AI ไม่ได้ใช้ในทางที่ดีเสมอไป แน่นอนว่ารัฐก็ควร จะมีแนวทางในการรับมือแล้วก็ในการป้องกันซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายหรือระเบียบของรัฐ ที่ชัดเจนมากขึ้น ผมก็เลยอยากชวนท่านประธานมาดูถึงสถานการณ์การใช้และการมีของ AI ในบริบทต่าง ๆ ของสังคมไทย
อันแรก ก็คือเกี่ยวข้องกับการพยายามพัฒนาบุคลากร นักเรียน นักศึกษา ให้มีความรู้ด้าน AI ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงการประยุกต์ใช้ พบว่ามีหลายหน่วยงานเข้ามาเป็น เจ้าภาพในการฝึกอบรมทั้งโครงการแข่งขันประเภท Hackathon หรือโครงการหลักสูตร Online ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เท่ากับว่าสถานการณ์ในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้าน AI ในประเทศไทยมีแนวโน้มทิศทางที่ดี ฉะนั้นเราจึงต้องกลับมาตั้งคำถามว่าแล้วข้อกังวลอาจจะ ไม่ใช่ประเด็นเรื่องของการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากร แต่ต้องควบคุมดูแล ทักษะเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าการกระทำผิดเอารัดเอาเปรียบแล้วก็ทำผิดกฎหมาย ผมอยากจะเสนอว่าใครก็ตามหรือว่ากรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นก็ควรจะรับฟังแนวทางในการ ป้องกันและเตรียมรับมือด้วยกลไกทางกฎหมายเช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศที่เขามีการ วางแผนเกี่ยวกับการพัฒนากฎหมายที่บังคับที่เกี่ยวข้องกับ AI มาแล้ว เช่น ในสหภาพยุโรป ก็มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ขอบเขตการใช้งานของ AI กับข้อมูลส่วนบุคคล ก็คือต้องมาตกลงกันครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการห้ามใช้ระบบจดจำ ใบหน้าหรือ Biometric ในที่สาธารณะ รวมถึงเครื่องมือในการตรวจติดตามของตำรวจ ไม่รู้ว่าตอนนี้ตำรวจไทยหรือรัฐไทยของบประมาณไปมีบางส่วนแอบเอาไปใช้เรื่องพวกนี้ หรือเปล่า
อันที่ ๒ มีตัวชี้วัดเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาเครื่องมือเกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะ การแบ่งระดับของ AI ที่มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงสูง หรือว่าความเสี่ยงที่ไม่สามารถที่จะยอมรับให้มันเกิดขึ้นได้ ผมชวนดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นแนวหน้าด้านเทคโนโลยี เขาก็มีการจัดระเบียบมาตรฐานความปลอดภัย และความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้นและการมีอยู่ของ AI โดยเฉพาะในการป้องกัน ปกป้องความเป็น ส่วนตัวของพลเมือง อเมริกามีสาระสำคัญ ๖ ด้าน ๑. ก็คือมาตรฐานด้านความปลอดภัยของ เครื่องมือที่มีการสร้าง AI จะต้องมีการทดสอบระบบหรือเผยแพร่การตรวจสู่สาธารณะ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือก่อนเผยแพร่ หรือว่าการปล่อยใช้ ๒. ก็คือการป้องกันความเป็นส่วนตัว ของพลเมืองของเขา ๓. ก็คือเรื่องความเสมอภาคและสิทธิของพลเมืองจะต้องป้องกันไม่ให้ มีการใช้ AI ในการเลือกปฏิบัติหรือว่าละเมิดความยุติธรรม สุขภาพ และความปลอดภัย หรือว่า ๔. จะต้องมีบทบาทในเรื่องของการช่วยในมิติ เช่น ผู้บริโภค ผู้ป่วย นักเรียน นักศึกษา หรือว่าเพื่อยกระดับคุณภาพของพลเมือง และ ๕. การส่งเสริมนวัตกรรมและการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนการสร้างการวิจัยและองค์ความรู้ เช่น การดูแลสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้า ของบทบาทของการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศก็เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นที่ผมได้พูดไปมันเหมือนกว้างมาก แต่ว่าวันนี้มันต้องเริ่มจากการ ที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎและระเบียบที่มีวิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้าจะได้ปรับตัวนะครับ ระเบียบหลาย ๆ อย่างที่ออกมาของประเทศไทยถ้าเป็นระดับพระราชบัญญัติแน่นอน ใช้ระยะเวลานาน เพราะฉะนั้นต้องเริ่มที่จะศึกษาวันนี้ เริ่มที่จะคุยกันวันนี้แล้วว่าถ้าอนาคต จะต้องมี AI เข้ามาแทนคนเราจะทำอย่างไร ในอนาคตถ้าจะมี AI เข้ามาช่วยในการตรวจจับ อย่างเช่นเรื่องของการกีฬา เหมือนในเกมที่เราจะเห็นชัด ๆ ว่าการที่จะเลือกตัวผู้เล่นถ้าใช้ AI ใช้กล้อง Visual เข้ามาจับ พัฒนาผู้เล่นขึ้นมาให้คะแนนและคัดเลือกทีมแบบนี้เราควรจะมี กติการ่วมกันหรือไม่อย่างไร นี่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับว่า AI แน่นอนว่าสามารถทำได้ และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่สิ่งที่จะตามไม่ทันคือกฎหมาย หรือแม้กระทั่ง Chat GPT บรรดานักวิชาการบางส่วนหรือใครก็ตามที่ไปใช้ Chat GPT ในทางที่ผิด เอาไปส่งการบ้าน เอาไปลอกการบ้าน เอาไปสอบถามสืบค้นข้อมูลก็โอเคเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าถูกนำไปใช้ โดยละเมิดต่อกฎหมายแบบนี้ก็ต้องมานั่งคิดนั่งใคร่ครวญ เพราะฉะนั้นกฎหมายและระเบียบ ระดับพระราชบัญญัติซึ่งเป็นรากฐานควรจะต้องออกมาก่อน แล้วก็เมื่อมีสังคมที่พัฒนาไป มากขึ้นแล้ว กฎหมายที่มีความชัดเจนว่าเรามองคือครอบคลุมในทุกมิติแล้ว ถ้ากรรมาธิการ ชุดนี้ได้ศึกษาก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ แม้ว่าอาจจะออกในสภานี้ไม่ทัน แต่คิดว่า นี่คือจุดตั้งต้น นี่คือสารตั้งต้นที่จะทำให้เราไปถึงวันข้างหน้าได้ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน