ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง หารือเรื่องการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์และโลกอัตโนมัติ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต ๒ อำเภอนครหลวง บางปะหัน มหาราช บ้านแพรก และท่าเรือ พรรคก้าวไกล ผมใคร่ขอ เสนอความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์และโลกาอัตโนมัติ ของคุณเท่าพิภพครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเมื่อ ๔๐ ปีที่ผ่านมาคนรุ่นผม ได้ยินคำว่า กระท่อมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำนายว่าโลกในอนาคตผู้คนจะไม่จำเป็นต้องออกไป ทำงานนอกบ้าน สามารถทำงานในบ้านด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการพูดถึงพัฒนาการของ คลื่น ๓ ลูกที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม จากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรม และสู่สังคม อิเล็กทรอนิกส์ ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมากครับ เป็นโลกาภิวัตน์ที่ไม่มีใครฉุดรั้ง จินตนาการ ของคนในยุคนั้นกลับกลายเป็นจริง ท่านประธานครับ ตอนนี้ผมอายุ ๕๘ ปี อีกไม่นานก็คงจะต้องจากไป แต่เป็นห่วงลูกหลาน ของเราว่าจะอยู่รอดในยุคโลกไร้พรมแดน ต้องแข่งขันกับผู้คนมากมายมหาศาล และรับมือ กับปัญหาที่ตามมาได้อย่างไร เป็นหน้าที่ของทุกท่านในที่นี้จะต้องศึกษา วางแผนให้พวกเขา เหมือนกับการสร้างมรดกให้เขาได้ใช้ในการดำรงชีวิตที่ต้องต่อสู้กับปัญญาประดิษฐ์ สู้กับ หุ่นยนต์ที่ชาญฉลาด สู้กับอนาคตที่แปลกไปจากสิ่งที่เราเคยพบเจอในปัจจุบัน บ้านผม อยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ เมื่อ ๓๐ ปีก่อนโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก มีนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์อุตสาหกรรมมากถึง ๕ แห่ง มีสถานประกอบการกว่า ๖,๕๐๐ แห่ง มีผู้ใช้แรงงานกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน เคยมีรายได้สูงเป็นอันดับ ๓ หรืออันดับ ๔ ของประเทศ แต่ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มย้ายไปยังประเทศอื่น เนื่องจาก มีค่าแรงที่ถูกกว่า หรือบางที่ก็ล้มเลิกกิจการเนื่องจากผลิตภัณฑ์ก้าวตามไม่ทันเทคโนโลยี ก็ยังไม่ทราบเลยครับว่าต่อไปลูกหลานของพวกผมจะประกอบอาชีพอะไร โรงงานอุตสาหกรรม ที่มีอยู่ก็ต้องปรับเปลี่ยนกรรมวิธีผลิต โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต เช่น การใช้หุ่นยนต์แทนแรงงาน การใช้ระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาแทน การบริหารจัดการโดยคน การขายที่ไม่ต้องใช้ฝ่ายการตลาด แต่มาใช้ระบบ Online แล้ว ต่อไปคงใช้คนน้อยลงไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งที่บ้านผมซึ่งเป็นร้านอาหารก็ยังต้องใช้หุ่นยนต์ เสิร์ฟอาหารแทนพนักงานเสิร์ฟเพราะขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากหาพนักงานที่สนใจงาน บริการยากเต็มที แล้วไม่ต้องแปลกใจเลยว่าต่อไปเราจะเห็นหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ต่าง ๆ เข้ามาทำงานแทนคน นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครับ ถ้าเราไม่มีการศึกษาและวางแผน รับมือตั้งแต่วันนี้เราคงปล่อยให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่สืบเนื่อง มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่มาถึงเรา แล้วต่อไปจะยังถึงลูกหลานของเราอีกไม่ได้แล้วครับ โลกมัน เปลี่ยนแปลงไป จะเข้าป่าขุดเผือกขุดมันกินเหมือนเมื่อก่อนคงจะยากแล้ว ท่านประธานครับ ในโลก Digital ที่การสื่อสารของคนบนโลกนี้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น จะอยู่แบบตัวใครตัวมัน เหมือนเก่าไม่ได้ เราห้ามพัฒนาการของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีไม่ได้ เราหยุดมัน ไม่ได้ครับท่านประธาน แต่เราจะทำอย่างไรให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานของเราอยู่ได้ เราอาจจะ ไม่ถนัดในการสร้างหุ่นยนต์ ไม่มีเงินมากพอที่จะค้นคว้าวิจัยให้เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีเหมือน ประเทศอื่น ๆ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ แต่เรามีคน ถึงแม้ว่าอัตราการเกิดน้อยลง แต่ถ้าคนรุ่นต่อไปของเรามีคุณภาพ สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเรียนรู้เทคโนโลยี มีสติปัญญาเพียงพอที่จะแข่งขันกับฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น หรือแขก ผมคงไม่พูดถึงเรื่องการพัฒนา ของเทคโนโลยีที่มีต่อไปในอนาคต แต่จะขอแสดงความห่วงใยว่าประชาชนในประเทศของเรา จะใช้และควบคุมเทคโนโลยีได้อย่างไร หรือเราจะปล่อยให้ลูกหลานของเราถูกเทคโนโลยี ควบคุม ดังนั้นปัญหานี้มันใหญ่เกินกว่าที่พวกเราจะมาพูดคุยกันเฉย ๆ แล้วปล่อยเลยไป สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศจะต้องเข้ามาศึกษาและช่วยกัน วางแผนกันอย่างจริงจัง เราจะอยู่ร่วมกันได้ยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้อย่างไร จึงขอสนับสนุนให้มี การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคม ในยุคปัญญาประดิษฐ์ และโลกาอัตโนมัติเพื่อลูกเพื่อหลานของพวกเราครับ ขอบคุณครับ