ธัญธร เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ AI หนุนสร้างรางวัลกระตุ้นนวัตกรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ มกราคม ๒๕๖๗

ธัญธร ธนินวัฒนาธร อภิปรายเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเสนอแนวทางส่งเสริมการพัฒนา AI ของไทยผ่านการจัดตั้งรางวัลและเวทีแข่งขัน เพื่อสร้างแรงจูงใจ ต่อยอดนวัตกรรม และเตรียมรับมือผลกระทบในอนาคต โดยเชื่อมโยงกับโครงการ AI for All เพื่อผลักดันให้ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศอย่างยั่งยืน

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตบางแคและเขตภาษีเจริญ พรรคก้าวไกล ผมขออภิปรายญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการอยู่ร่วมกันของสังคมในยุคปัญญาประดิษฐ์

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

โดยเมื่อเปรียบเทียบจำนวน ผู้เล่นในตลาดปัญญาประดิษฐ์ระหว่างไทยและต่างประเทศ ทั้งในมุมของนักพัฒนาและ ผู้ประกอบการที่เลือกใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจก็ค่อนข้างที่จะเป็นที่ชัดเจนว่า อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ภายในประเทศไทยนั้นยังเติบโตได้ไม่เท่ากับในต่างประเทศเลย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับตัวแปรทั้งในด้านของการแข่งขัน แรงจูงใจ ผลตอบแทน การต่อยอดของ นวัตกรรม และความต้องการของตลาดภายในประเทศเอง การใช้เวทีรางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจ ให้กับนักพัฒนาหรือ Developer ก็จะก่อให้เกิดการกระตุ้นการรับรู้และความต้องการ ในภาคเอกชนและหน่วยงานราชการให้หันมาสนใจ AI มากขึ้น ต่อยอดให้การพัฒนา AI เป็น อุตสาหกรรมที่น่าสนใจหนึ่งของประเทศ ขณะเดียวกันแล้วก็ยังสามารถใช้เวทีรางวัลดังกล่าว เป็นลู่ทางในการศึกษา ทำความเข้าใจปัญญาประดิษฐ์เพื่อรับมือผลกระทบต่าง ๆ ต่อไป ในอนาคต โดยผมขอแนะนำให้รู้จักกับรางวัล Loebner นะครับ โดยรางวัล Loebner เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๑๙๙๐ โดยนักประดิษฐ์และนักกิจกรรมด้านสังคม คือคุณฮิวจ์โลบเนอร์ (Hugh Loebner) และเริ่มจัดการแข่งขันชิงรางวัล Loebner Prize เป็นครั้งแรกในปี ๑๙๙๑ เป็นการแข่งขันที่ให้รางวัลกับนักประดิษฐ์ที่สามารถพัฒนา AI ให้ตอบโต้ได้ใกล้เคียงกับ มนุษย์จริงที่สุด โดยรางวัล Loebner ก็จะใช้แบบทดสอบ Turing Test ในการแข่งขัน โดยมี ที่มาของชื่อจาก อลัน แมธิสัน ทัวริง (Alan Mathison Turing) ผู้คิดค้นคอมพิวเตอร์ และ เป็นผู้ริเริ่มการทดสอบนี้เพื่อตอบคำถามว่าคอมพิวเตอร์นั้นสามารถที่จะมีสติสัมปชัญญะ เหมือนมนุษย์หรือไม่ โดย อลัน แมธิสัน ทัวริง (Alan Mathison Turing) ได้ตั้งชื่อ แบบทดสอบในตอนเริ่มต้นว่า Imitation Game แล้วเปลี่ยนมาเป็น Turing Test ในเวลาถัด มาครับ โดยการที่เราให้กรรมการมนุษย์โต้ตอบกับปัญญาประดิษฐ์ ถ้า AI สามารถหลอกได้ ว่าเป็นมนุษย์ ปัญญาประดิษฐ์นั้นก็จะผ่านแบบทดสอบนี้ ในมุมทดสอบด้านขวาจะเห็นว่า กรรมการมนุษย์ก็จะเผชิญกับบททดสอบทั้งจากปัญญาประดิษฐ์เองและเป็นมนุษย์ซึ่งเป็น Choice หลอก โดยรางวัล Loebner นั้นให้เงินรางวัลหลักพันเหรียญกับปัญญาประดิษฐ์ที่ดู คล้ายมนุษย์มากที่สุด แล้วก็ให้รางวัลถึง ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญสำหรับปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถทำให้กรรมการกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์เชื่อได้ว่าเป็นมนุษย์จริง ๆ และรางวัลสูงสุดนี้ ก็ยังไม่มีนักพัฒนาคนไหนสามารถทำได้สำเร็จในปัจจุบัน ผู้ชนะรางวัล Loebner ในปี ๑๙๙๖ คุณเจสัน ฮัตเชนส์ (Jason Hutchens) ได้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อ Hex โดยการสนทนากับ กรรมการคนหนึ่ง Hex ก็สามารถตอบคำถามและเปลี่ยนหัวข้อคำถามไปในลักษณะชี้นำ ประเด็นเพื่อปิดช่องโหว่ฐานข้อมูลที่มีจำกัดของตัวเอง จนถึงปี ๒๐๑๙ ซึ่งเป็นปีสุดท้าย ที่มีการแข่งขันนี้ก่อนที่รางวัลจะยุติลง ผู้ชนะในปีดังกล่าวก็คือคุณสตีฟ วอร์สวิก (Steve Worswick) พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชื่อ Mitsuku โดยชนะติดต่อกัน ๔ ปีรวด ตั้งแต่ ปี ๒๐๑๖-๒๐๑๙ แสดงให้เห็นถึงการประมวลฐานข้อมูลที่กว้างมาเป็นการสนทนาโต้ตอบ ที่เป็นธรรมชาติและดูใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุดครับ ตลอดจนการแข่งขันรางวัล Loebner ในปี ๑๙๙๑-๒๐๑๙ นักพัฒนาจำนวนมากได้นำพาผลงานปัญญาประดิษฐ์ไปต่อยอดในเชิง พาณิชย์ ผู้ชนะจากการแข่งขันในปี ๒๐๐๘ คือคุณเฟร็ด โรเบิร์ตส (Fred Roberts) ก็พัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ชื่อ Elbot เข้าใกล้ชัยชนะรางวัลสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ หรือเกือบทำให้ กรรมการร้อยละ ๓๐ เชื่อได้ว่าเป็นมนุษย์จริง ๆ ซึ่งไม่ได้ทำการแข่งขันในปีถัดมา ท่ามกลาง การคาดเดาว่าปัญญาประดิษฐ์ตัวดังกล่าวหากมีการแข่งขันก็จะสามารถเอาชนะรางวัลนี้ได้ เพราะหลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขันนั้นแล้วบริษัทก็นำไปพัฒนาในเชิงพาณิชย์ รวมถึงคุณสตีฟ วอร์สวิก (Steve Worswick) ผู้ที่ชนะรางวัลติดต่อกัน ๔ ปีก็ต่อยอดปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าว ไปใช้ในเชิงพาณิชย์เช่นกันครับ ในทางกลับกันก็มีหลายบริษัทในเชิงพาณิชย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยี มีการพัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ของตัวเอง และจัดการแข่งขันนี้ขึ้นเพื่อทดสอบระดับความฉลาดกับมนุษย์ เช่น บริษัท IBM พัฒนาปัญญาประดิษฐ์นักหมากรุก Deep Blue จากการแข่งขันได้ปี ๑๙๙๖ และเอาชนะมนุษย์ผู้เป็นแชมป์โลกหมากรุกได้ในปี ๑๙๙๗ ครับ บริษัท Google ก็ร่วมกับ DeepMind พัฒนาปัญญาประดิษฐ์นักหมากล้อม AlphaGo ซึ่งอาจจะเคยได้ยินชื่อกันใน หลายปีที่ผ่านมาจากการแข่งขันและชนะนักหมากล้อมอาชีพในปี ๒๐๑๕ และชนะผู้เล่น หมากล้อมมือวางอันดับหนึ่งของโลกในปี ๒๐๑๗ โดยในไทยเองก็มีโครงการประกวดแข่งขัน ด้านปัญญาประดิษฐ์อยู่จำนวนหนึ่งครับท่านประธาน เช่น ชุดโครงการ AI for All ซึ่งเป็น โครงการพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ จัดโดย สอวช. แบ่งเป็น ๕ โครงการย่อย คือ AI Thai Smart AI at School Super AI Engineer Robotics for All แล้วก็ Smart Agricultural Robot Contest โดยชุดโครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็นโครงการประกวดแข่งขัน ให้รางวัล หลากหลายด้าน แม้จะมีผู้ร่วมแข่งขันค่อนข้างมากแต่ก็ยังถูกจำกัดอยู่ในระดับการศึกษา อุดมศึกษาเท่านั้น การประชาสัมพันธ์ก็เป็นในวงจำกัด มีจำนวนผู้เข้าร่วมก็ค่อนข้างจำกัด เช่นกัน รวมถึงประเด็นสำคัญที่สุดนะครับ การต่อยอดหลังจากสิ้นสุดโครงการนี้ รัฐมีแนวทาง อย่างไรให้ผู้เข้าร่วมโครงการนี้สามารถต่อยอดความสามารถสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม ปัญญาประดิษฐ์ภายในประเทศได้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จที่เป็นบันไดไปสู่อุตสาหกรรมใน ต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการปล่อยให้แรงงานบุคลากรคุณภาพไหลสู่ตลาดต่างประเทศ โดยหนึ่งในภารกิจที่สำคัญสำหรับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้คือการศึกษา หาแนวทาง ๓ ทางครับ อันได้แก่

๑. ก็คือแนวทางการสร้างแรงจูงใจให้นักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ภายในประเทศ ไม่ไหลออกไปในต่างประเทศ

๒. คือการนำปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้กับภาคธุรกิจเอกชนและหน่วยงาน ราชการเพื่อพัฒนาระบบ Ecosystem ของประเทศครับ หลายธุรกิจในประเทศก็เริ่มหันมา ลงทุนในปัญญาประดิษฐ์แล้ว เช่น การใช้ Chatbot ตอบโต้กับผู้บริโภค ไปจนถึงการใช้ เทคโนโลยี VR หรือ AR แต่ก็ยังไม่เป็นที่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะส่วนหนึ่ง ขาดการพัฒนาต่อยอดจากนักพัฒนาและการให้ความสนใจจากสังคม แตกต่างจากบริษัท อย่าง Google Microsoft หรือ Amazon ซึ่งพัฒนาความสามารถของ AI ตัวเองอย่างต่อเนื่อง กลับกันการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์มักเป็นการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาปรับใช้ กับธุรกิจของตัวเองมากกว่าการพัฒนาในประเทศและเอาภูมิปัญญาในประเทศนี้มาใช้ในทาง AI เองนะครับ ขณะเดียวกันนอกเหนือจากภาคธุรกิจ การนำ AI มาปรับใช้กับหน่วยงานทาง ราชการก็จะสามารถช่วยลดขั้นตอน ลดภาระงานซ้ำซ้อนในหน่วยงาน และลดงบประมาณ ของส่วนราชการลงได้อีกด้วยครับ

๓. คือการศึกษาผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์และสร้างข้อตกลงร่วมกับ นักพัฒนา โดยเราอาจจะทำการประกวดแข่งขันและทำข้อตกลงร่วมกับนักพัฒนาในการ เก็บข้อมูลเพื่อนำไปต่อยอดประมวลผล ศึกษาและคาดการณ์แนวโน้มต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การแทนที่แรงงาน ผลกระทบต่อระบบการศึกษา ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เพื่อหา แนวทางพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในทางที่เหมาะสมกับอนาคตต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน