กัณวีร์ เสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางแก้ปัญหาผู้ลี้ภัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ มกราคม ๒๕๖๗

กัณวีร์ สืบแสง หารือประเด็นผู้ลี้ภัยจากเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนมานานกว่า 40 ปี พร้อมเน้นความไม่แน่นอนของสถานะทางกฎหมายและความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดตั้งระเบียงมนุษยธรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศทั้งด้านกฎหมาย ทรัพยากร และการรับมือกับจำนวนผู้ลี้ภัยที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 300,000 คน โดยเสนอให้ไทยเปลี่ยนจุดยืนจากการมองผู้ลี้ภัยเป็นภัยความมั่นคง มาสู่การดูแลด้วยหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน พร้อมเรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทุกมิติ และปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านผ่านท่านประธานที่ลุกขึ้นมายืนอภิปรายสนับสนุนญัตติในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับผู้หนีภัย การสู้รบ และที่ผมจะเรียกว่า ผู้ลี้ภัย ผมขอเป็นตัวแทนให้กับผู้ลี้ภัยที่อยู่ในประเทศไทยมา เป็นเวลา ๔๐ กว่าปี ที่อยู่ในค่ายพื้นที่พักพิงชั่วคราวบริเวณชายแดนทั้ง ๙ แห่งใน ๔ จังหวัด ของประเทศไทย เพราะเขาเป็นคนไม่มีเสียง เขาเป็นคนไม่มีสิทธิที่จะออกมาเลือกตั้ง เราจะ ไม่ได้รับเสียงเลือกตั้งจากพวกเขาเลย วันนี้ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีมติอะไร ก็ตาม ว่าจะมีการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญหรือไม่ หรือจะมีแค่การส่งไปต่อที่กรรมาธิการสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการหา แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ผมขอยืนยันตามหลักการต่าง ๆ ตามเหตุผลต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นในการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา แนวทางการบริหารจัดการ เรื่อง สถานการณ์ปัญหาเรื่องผู้หนีภัยการสู้รบหรือผู้ลี้ภัยใน ประเทศไทยตามหลักการ ๖ ข้อ

หลักการข้อแรก หลักความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ท่านประธานครับ ๔๐ ปี แห่งการรอคอยของผู้ลี้ภัยที่อยู่ในพื้นที่พักพิงบริเวณชายแดนประเทศไทยกับประเทศ เมียนมา ๙ แห่ง ๔๐ ปีนี้เขาไม่สามารถจะทราบว่าชะตากรรมของเขาจะเป็นอย่างไร ๔๐ ปี แห่งความหวังว่าวันหนึ่งเขาจะได้กลับบ้าน วันหนึ่งเขาจะสามารถหาแนวทางการแก้ไขปัญหา แบบยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขา ลูกหลานของพวกเขาจะสามารถยืนหยัดด้วย ตัวเขาเองเหมือนพวกเราที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ สามารถมีสิทธิในการกำหนดชะตา ชีวิต สามารถมีสิทธิในการกำหนดการพัฒนาชีวิตของพวกเขา กำหนดแนวทางการพัฒนา ทางด้านการเมือง แต่เขายังรอคอยอยู่ในพื้นที่พักพิงบริเวณชั่วคราวชายแดนของไทยกับ ประเทศเมียนมา พวกเขาจะทำอย่างไรในเมื่อสุญญากาศทางด้านกฎหมายของเรายังไม่สามารถ ให้เขามีสิทธิ สถานะ ที่อยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ณ ปัจจุบันนี้ถ้าตาม หลักกฎหมายแล้วเขายังเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติตรวจคน เข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒

หลักการข้อที่ ๒ หลักของความเป็นเพื่อนมนุษย์ที่เพื่อนมนุษย์ของเราไม่ว่า เขาจะเป็นคนใด ไม่ว่าเขาจะมีสัญชาติใด หนีการประหัตประหาร หนีความตายมาจากบ้าน กำเนิดของเขาเข้ามาในประเทศเรา แล้วคาดว่าจะมีเข้ามาเพิ่มเติม ตอนนี้เรามีประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน และกำลังจะเข้ามาอีกประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนติดกับบริเวณชายแดนไทย แต่เรามีความเตรียมพร้อมเพียงพอหรือไม่ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้มีการพูดถึง ระเบียงมนุษยธรรมบริเวณชายแดน เรายังไม่ทราบเลยว่าคำนิยามของคำว่า Humanitarian Corridor หรือระเบียงมนุษยธรรมจะทำอย่างไร ทรัพยากรของประเทศไทยมีเพียงพอหรือไม่ ทรัพยากรขององค์การระหว่างประเทศ องค์การภาคประชาสังคม องค์การ CBO ต่าง ๆ มีมากน้อยขนาดไหน เรามีการเตรียมความพร้อมหรือไม่ อย่างไร คน ๓๐๐,๐๐๐ คนที่ เตรียมพร้อมในการที่จะลี้ภัยข้ามเขตแดนที่ติดกับฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศพม่า เข้ามาในประเทศไทยทุกวินาทีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เรามีความพร้อมแค่ไหน เพียงใด

หลักการข้อที่ ๓ หลักการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ มีเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน วันนี้มีการอภิปรายว่าประเทศไทยจะ เข้าสู่ Aging Society แบบเต็มรูปแบบ เราอีก ๔๐ ปีข้างหน้าประชากรของประเทศไทย จะไม่เหมือนเดิม ประชากรของประเทศไทยจะไม่สามารถที่จะเติมเต็มความต้องการแรงงาน ในประเทศไทยได้ หากเราตอนนี้ปัจจุบันนี้ยังไม่มองคาดการณ์อีก ๔ ทศวรรษข้างหน้า เราจะ ขาดแคลนแรงงานขนาดไหน การพัฒนาการเดินหน้าของประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร หากเราสามารถเตรียมความพร้อมของเรา ณ ปัจจุบัน ดูสิครับว่าตอนนี้เรามีจำนวนประชากร ของผู้ลี้ภัยที่อยู่ในประเทศไทย ๑๐๐,๐๐๐ คนประมาณนั้น แล้วอาจจะเข้ามา ๓๐๐,๐๐๐ คน หากเรามีการพัฒนาศักยภาพของคนให้สามารถเข้ามาเติมเต็มแรงงานที่จะขาดหายไปได้ ตรงนี้จะเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีและมีประสิทธิภาพ

หลักการข้อที่ ๔ ที่ผมเสนอในการสนับสนุนการจัดตั้งกรรมาธิการตรงนี้ คือหลักการเปลี่ยนจุดยืนทางการทูตของประเทศไทยที่มุ่งเน้นแต่กรอบอนุรักษ์นิยม ทวิภาคี เพียงอย่างเดียว มองเรื่องผู้ลี้ภัย มองเรื่องผู้ที่หนีการประหัตประหารข้ามเขตแดนเข้ามา คนที่มีสัญชาติแตกต่างกับเราที่เข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นภัยความมั่นคง จุดยืนทางการทูต ของไทยจำเป็นต้องมีความเปลี่ยนแปลง จุดยืนทางการทูตของไทยจำเป็นต้องสามารถที่จะทำ ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในเวทีโลกและยืนอยู่ด้วยความสง่าผ่าเผย การทำงานทางด้าน มนุษยธรรม การทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องมี ความเปลี่ยนแปลง การดูแลผู้หนีภัยหรือผู้ลี้ภัยที่อยู่ในประเทศไทย หรือคนที่กำลังจะลี้ภัย เข้ามาในประเทศไทยเราไม่ได้เสียอะไรเลย หากเราสามารถพิจารณาเราเริ่มมีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ในการนำศักยภาพของคนนั้นที่จะลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยเข้ามาร่วมพัฒนา ชาติไทยไปด้วยกัน เราจะมีจุดยืนที่สง่าผ่าเผยในเวทีโลก เราจะบอกชาวโลกได้ว่าเราเป็นผู้นำ ในเรื่อง Soft Approach หรือกระบวนการละมุนหรือที่ผมจะเรียกว่า สิทธิมนุษยชนและงาน ทางด้านมนุษยธรรม ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ภัยครับ ผู้ลี้ภัยคือเรา ผู้ลี้ภัยคือคนที่มีชีวิตจิตใจที่ยังหายใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่เขา ยังมีความหวังที่อยากจะใช้ชีวิตเหมือนพวกเรา เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงจุดยืน ทางการทูตของไทยในเวทีโลกโดยเร็ว หากเราอยากจะเป็นผู้นำในเวทีโลกเราต้อง เปลี่ยนแปลง นี่คือหลักการข้อที่ ๔

หลักการข้อที่ ๕ หลักการ Guillotine กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย ถิ่นฐานแบบไม่ปกติด้านผู้ลี้ภัยเพื่อมุ่งประโยชน์ทางด้านสิทธิมนุษยชน หลาย ๆ ครั้งเรามี การพูดคุย นักการเมืองทุกท่านพูดคุยเรื่องการ Guillotine กฎหมายเพื่อการพัฒนารูปแบบ ต่าง ๆ การพัฒนาของคนไทย ของเศรษฐกิจของไทย พอเรามองในเรื่องเกี่ยวกับงานทางด้าน สิทธิมนุษยชน งานทางด้านมนุษยธรรม เรามีกฎหมายหลายรูปแบบ เรามีกฎหมายหลายตัว ที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัย ผมขออนุญาตอ่านนะครับ มีเรื่อง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชกำหนดบริหารจัดการการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ ยังมีมติคณะรัฐมนตรีหรือระเบียบต่าง ๆ อีกมากมาย กฎหมายต่าง ๆ ที่มากมายเหล่านี้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเราใช้กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ เหล่านี้ปรับใช้กับคนที่หลบหนี เข้าเมืองผิดกฎหมายและรวมถึงกลุ่มผู้ลี้ภัย กฎหมายเหล่านี้เองไม่ใช่แค่เป็นสุญญากาศ ทางด้านกฎหมายที่ไม่มีอะไรที่มารองรับการทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ลี้ภัย แต่กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ใช้การบังคับใช้กฎหมายที่ทำให้เกิดการเก็บส่วย บังคับใช้ กฎหมายที่ทำให้ผู้ลี้ภัยซึ่งไม่สามารถยืนด้วยขาตัวเองอยู่แล้ว ต้องไปหาเงินมาจ่ายส่วยอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวันเป็นเวลา ๔๐-๕๐ ปี กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เราจำเป็นต้องมีการ Guillotine กฎหมาย กฎหมายไม่ใช่กฎหมายไม่ดีนะครับ แต่มันเหมาะสมหรือไม่ ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ศตวรรษที่ ๒๑

หลักสุดท้าย คือหลักความมั่นคงปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทย บริเวณชายแดน หากเราไม่มีการบริหารจัดการในเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยที่จะเข้ามาในประเทศไทย คนที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือพี่น้องชาวไทยที่อยู่บริเวณชายแดนไทยติดกับประเทศเมียนมา ๒,๔๑๖ กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี และระนอง หากเราไม่เริ่มทำงานตั้งแต่ตอนนี้ หากเราไม่พูดถึงเรื่อง Humanitarian Corridor หากเราไม่พูดถึงเรื่อง Safety Zone พื้นที่ปลอดภัยในประเทศพม่า หากเราไม่ใช้ ความสัมพันธ์ทางด้านการทหาร พูดคุยกับทหารเมียนมา พูดคุยกับกองกำลังชาติพันธุ์ติด อาวุธที่อยู่บริเวณชายแดน พี่น้องบริเวณชายแดนของไทยจะได้รับผลกระทบทั้งหมดตลอด แนวชายแดน

ท่านประธานครับ ๖ หลักการนี้เองที่ผมจะขอยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วน และความสำคัญในการที่เราจำเป็นจะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ทางด้านผู้ลี้ภัยในประเทศไทย อันนี้จะเป็น เขาเรียกว่า Refugee Model Model เรื่องผู้ลี้ภัยที่ไม่ใช่จะปรับใช้เฉพาะเรื่องประเทศ เมียนมาเพียงอย่างเดียว และการที่จัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญตัวนี้เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากว่า กรรมาธิการสามัญ ๓๕ กรรมาธิการที่เรามีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรของเราไม่สามารถ พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้ลี้ภัยได้ ความมั่นคงอย่างเดียวไม่สามารถดูแลได้ งานการ ต่างประเทศเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ที่ถูกต้อง ถ้าเรามองการต่างประเทศเราจะ มองเรื่องเกี่ยวกับการให้สัตยาบันทางด้านอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องสถานะผู้ลี้ภัย และพิธีสาร ต่าง ๆ หากเรามองเรื่องความมั่นคงเราก็จะมองเรื่องการหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย หากเรามองเรื่องสิทธิมนุษยชน หากเรามองทางด้านมนุษยธรรมเพียงอย่างเดียว เราก็จะเห็น แต่เรื่องการให้ การทำให้คนเข้าถึงหลักประกันสุขภาพต่าง ๆ จะทำอย่างไรให้คนมีความ เท่าเทียมกัน หากเรามองเรื่องแรงงาน เราจะเอาแรงงานต่าง ๆ เหล่านี้ จะเอาผู้ลี้ภัยต่าง ๆ เหล่านี้มาเป็นแรงงานให้กับประเทศไทยต่อไป เพื่อร่วมสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนา และตอบโจทย์ในเรื่องที่เราจะเป็น Aging Society สังคมสูงอายุแบบเต็มรูปแบบในอนาคต มันก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการใด ๆ ก็ตาม กรรมาธิการสามัญที่เรามีอยู่ตอนนี้ ๓๕ กรรมาธิการยังไม่เพียงพอครับท่านประธาน จำเป็นจะต้องมีการจัดตั้งกรรมาธิการ วิสามัญ และนำผู้รู้ ผู้รอบรู้ ทักษะความรู้ องค์ความรู้ต่าง ๆ ทฤษฎี การปฏิบัติต่าง ๆ มาปรับใช้ มาดูว่าคน ๙๑,๐๐๐ คนที่อยู่บริเวณชายแดนในพื้นที่พักพิง ๙ แห่ง เขาจะสามารถปรับจากการไม่มีสถานะที่อยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาอยู่ ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถไปเป็นแรงงานได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้อง ไปพิสูจน์สัญชาติที่ประเทศต้นกำเนิด เขาจะสามารถเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาของลูกหลานต่าง ๆ ที่อยู่ ในประเทศไทย จะนำพวกเขามาอย่างไรในร่วมพัฒนาชาติไทยต่อไปในอนาคต ด้วยหลักการ ต่าง ๆ เหล่านี้ทั้ง ๖ หลักการผมขอเสนอให้กับทางสภาผู้แทนราษฎรผ่านท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรให้ช่วยพิจารณาเห็นชอบในการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ศึกษาแนวทางและการบริหารในเรื่องสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ขอบคุณครับ ท่านประธาน