นพดล ปัทมะ หารือปัญหาผู้หนีภัยจากพม่าด้วยมุมมองมนุษยธรรม โดยเน้นความสำคัญของการแก้ไขต้นเหตุความขัดแย้งผ่านการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในพม่า พร้อมเรียกร้องให้ไทยใช้บทบาทนำในภูมิภาค ผลักดันความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนฉันทามติ 5 ข้ออย่างจริงจัง รวมถึงการใช้แนวทางทูตและแรงกดดันจากมหาอำนาจ ขณะเสนอแนวทาง 4 H ที่ครอบคลุมความมั่นคงของมนุษย์ สิทธิมนุษยชน สุขภาพ และโอกาสในการทำงาน เพื่อเปลี่ยนภาระเป็นพลัง และเรียกร้องให้ศึกษาข้อมูลเชิงลึกจากหลายหน่วยงานเพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน สร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้ทั้งผู้ลี้ภัยและประชาชนเมียนมาทั้งในและนอกประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมคงไม่ได้มาอภิปรายเพื่อหารายละเอียดระหว่างคำว่า ผู้ลี้ภัยกับผู้หนีภัย วันนี้คงจะไม่รบกวนเวลาสภาเพื่อที่จะมาพูดเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ อนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่วันนี้ลุกขึ้นมาเพื่ออภิปรายด้วยหัวใจที่หนักอึ้งครับท่านประธาน วันนี้เราอยากจะส่งสัญญาณไปยังพี่น้องที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ผู้หนีภัย ๙ แห่งในประเทศไทย ว่านับแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ เวลานี้เป็นต้นไปชีวิตท่านจะต้องดีขึ้น ผมอยากจะส่งสัญญาณ ไปให้พี่น้องชาวเมียนมาได้ทราบว่ารัฐบาลขณะนี้รู้ปัญหาจริงครับ นายกรัฐมนตรีรู้ปัญหา เรื่องความมั่นคง เรื่องของความสัมพันธ์กับพม่า แล้วรู้ปัญหาเรื่องของผู้หนีภัยการสู้รบที่ แนวชายแดนอย่างดี และมีความมั่นใจว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้มันไม่ใช่เรื่องของกฎหมาย แต่มันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม ในฐานะที่เป็นพ่อของเด็ก อายุ ๕-๖ ขวบ เวลาผมมองหน้าเด็กผมไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนสัญชาติใด แต่ผมมองว่า เขามีสิทธิที่จะเติบโต มีชีวิตที่ดีและมีความสุขในโลกใบนี้ การแก้ไขปัญหาเรื่องผู้หนีภัย ในประเทศไทยนั้นเราต้องดูที่ต้นเหตุก่อนนะครับ ต้นเหตุก็คือเพื่อนบ้านเราเหตุการณ์ไม่สงบ จึงมีการสู้รบ เมื่อมีการสู้รบสัญชาตญาณของมนุษย์ก็ต้องไปหาที่ ๆ ปลอดภัยมากกว่า ซึ่งนั่น คือต้นเหตุ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าแล้วแนวคิดของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลนี้ ในการที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุในเรื่องของปัญหาเมียนมานั้นคืออะไร แนวคิดแรกครับ เราใช้นโยบายแนวคิดว่าเติบโตไปกับเพื่อนบ้าน มั่นคงไปกับเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านมีความสุข เรามีความสุข เพื่อนบ้านมั่นคง เรามีความมั่นคง นโยบายนี้เคยใช้สมัยพรรคไทยรักไทยคือ นโยบาย Prosper-Thy-Neighbour ใช้ได้ผลครับ แล้วก็ในขณะนั้นเราจะเห็นว่าไม่มีข้อขัดแย้ง กับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ทุกอย่างราบรื่น มีการประสานงานในทุกเรื่อง ท่านประธาน ที่เคารพครับ เราอยากเห็นเสถียรภาพ เอกภาพ แล้วก็ความมั่นคงในพม่า เราอยากเห็น สันติภาพในพม่าโดยเร็วที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อเรามีแนวทางที่ชัดเจน ผมอยากจะให้ความมั่นใจกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่านายกรัฐมนตรีที่ชื่อเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลนี้รู้ปัญหาพม่าดีครับ ในขณะที่ท่านไปประชุมที่ดาวอสที่สวิตเซอร์แลนด์ ในขณะนี้ผมเข้าใจว่ามีการประชุม Sideline ประชุมเคียงข้าง ประเด็นเรื่องพม่ากับหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งผมหวังว่าเดินทางกลับมาท่านนายกรัฐมนตรีคงจะแถลงทันทีที่ท่านเดินทาง กลับมาว่ามีความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ผมมีแนวคิดในฐานที่บังเอิญได้มีโอกาสได้รับ เกียรติจากพรรคเพื่อไทยให้ไปเป็นประธาน แล้วก็สภาแห่งนี้ไปเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การต่างประเทศ เราเคยมีการศึกษาเรื่องพม่าแล้วก็แนวทาง แล้วก็ได้เสนอรัฐบาลไปแล้ว ๕ ข้อ แต่วันนี้ผมคงจะไม่มาพูดถึงข้อเสนอของกรรมาธิการ แต่จะเป็นข้อเสนอรวม ๆ ที่ฟัง เพื่อนสมาชิกมาด้วยนะครับ
ประเด็นแรกเห็นตรงกันครับท่านประธาน ประเทศไทยเขาเรียกว่าอยู่ใน Unique Position คือมีสถานะที่พิเศษกับประเทศอื่น เราอาจจะไม่มีความหรูหราในเชิง ระยะทาง หลายประเทศใน ASEAN จะมีความเห็นเรื่องพม่าอย่างไรก็ได้เพราะเขาอยู่ห่างจาก พม่า แต่ประเทศไทยอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปเรามีชายแดนติดพม่า ๒,๔๐๐ กิโลเมตร น้ำหกที่พม่ามาเปียกคนไทยที่แนวชายแดนอันนี้เราทราบ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราต้องติดต่ออย่างสร้างสรรค์กับพม่า โน้มน้าวให้พม่าได้แก้ไขปัญหาของตัวเอง ทำงานหนัก ขึ้นครับ ถ้าพูดครั้งเดียวไม่สำเร็จก็ต้องพูดหลาย ๆ ครั้ง การทูตอย่างที่ผมเคยเรียนไป มันไม่สำเร็จในการประชุมดื่มกาแฟครั้งแรก อาจจะต้องมีการติดตาม มีการโน้มน้าวหลายครั้ง จนกว่าเราจะสำเร็จ
ประเด็นที่ ๒ ประเทศไทยจะต้องกลับเข้าสู่จอเรดาร์ของโลก เริ่มจากการเป็น ประเทศแกนนำและผู้นำใน ASEAN ฉันทามติ ๕ ข้อของ ASEAN หรือบางทีหลายคนได้พูด ดอกเตอร์ลิณธิภรณ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามก็ได้พูดไป ฉันทามติ ASEAN ๕ ข้อหรือ Five-Point Consensus ได้มีการตกลงกันมานานพอสมควรแล้ว ชัดเจนในเนื้อหา แต่เบาบาง ในการนำไปก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปล่อยนักโทษการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงหรือหยุดความรุนแรงในพม่า หรือไม่ว่า จะมีการให้มีการเลือกตั้งที่ Inclusive หรือรวมทุกภาคส่วน หรือแม้กระทั่งมีการผลักดัน การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้เพิ่มมากขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมว่าประเทศไทยจำเป็น จะต้องเข้าไปมีบทบาทแล้วก็ผลักดันในเรื่องนี้ต่อไป
ประเด็นที่ ๓ เราต้องยอมรับว่าการทูตหรือการต่างประเทศมันขึ้นอยู่กับ อำนาจการต่อรอง และการหาพวกสนับสนุนในแนวทางที่เราคิดว่าถูกต้อง เรื่องนี้ผมทราบ จากทางรัฐบาลมาครับ และท่าทีก็ไม่แตกต่างจากท่าทีของกรรมาธิการการต่างประเทศ เราจำเป็นจะต้องไปติดต่อกับทางประเทศมหาอำนาจ เช่น ประเทศจีน ประเทศอินเดีย ซึ่งมีชายแดนติดกับพม่า เพื่อที่จะเข้ามาช่วยเหลือในการโน้มน้าวให้พม่าได้มีการแก้ไขปัญหา ในแนวทางที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ซึ่งในเรื่องนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่ากรรมาธิการ การต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พบกับเจ้าหน้าที่การทูตระดับสูงของสถานทูตจีน ก็ได้ฝากความห่วงใยในเรื่องนี้ไป แล้วเขาก็เห็นด้วย ซึ่งจีนก็มีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ใน ขณะนี้ในการที่จะเอาให้คู่ขัดแย้งในพม่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลกับกลุ่มชาติพันธุ์ได้มาพูดคุยกัน
ประเด็นที่ ๔ อย่างที่ท่านกรรมาธิการการต่างประเทศท่านหนึ่งคือท่านร่มธรรม ได้อภิปรายไป การเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างประเทศไทยกับฝ่ายรัฐบาล SAC กับฝ่าย ที่เป็นฝ่ายค้านก็คือ NUG แล้วก็ฝ่ายชาติพันธุ์ ๓ ฝ่ายจำเป็นจะต้องเปิดช่องทางการสื่อสาร เพื่อโน้มน้าวให้มีการพูดคุยและยุติการใช้ความรุนแรงและหวังว่าสันติภาพจะเกิด
ประเด็นสุดท้าย เห็นด้วยกับท่านกัณวีร์ ท่านเน้นเรื่องของ Humanitarian ก็คือเรื่องของการช่วยเหลือ เดี๋ยวนี้มีศัพท์ใหม่ ๆ ทางการระหว่างประเทศ เช่น เขาเรียกว่า ระเบียงมนุษยธรรมหรือ Humanitarian Corridor ซึ่งผมเห็นด้วยครับ ประเทศไทยอยู่ใน สถานะที่จะผลักดันทั้งการช่วยในกรอบของ ASEAN และช่วยในฐานะที่ประเทศไทยเราเป็น ประเทศเพื่อนบ้าน
อันนี้คือ ๕ ข้อที่ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ให้เกิดสันติภาพ ให้เกิดเสถียรภาพ แล้วก็ให้เกิดเอกภาพในพม่า เพื่อไม่ให้มีการอพยพ ทีนี้ ย้อนกลับมาดูประเด็นปลายเหตุที่ในขณะนี้ที่เรากำลังอภิปรายนะครับท่านประธาน ผู้หนีภัย สงครามอยู่ ๆ เขาไม่ได้อยากจะอพยพนะครับ หนีร้อนมาพึ่งเย็น เพราะมันมีความไม่สงบ ทีนี้ ปลายเหตุที่เราจำเป็นจะต้องแก้ไขผมคิดว่าเราเอามือคลำที่หัวใจเราจะมีคำตอบว่าเราจะ แก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ต้องไปคลำที่หัวครับ อันนี้ใช้ Compassion หรือใช้ Imagination หรือใช้จินตนาการและใช้ความเมตตาปรารถนาดีต่อกันเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเสนอนโยบาย 4 H ผมคิดว่าพี่น้องผู้หนีภัยสงครามที่อยู่ ในค่ายอพยพเขาทุกข์ทรมานนานเกินไปแล้วครับ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลนี้ ของสภานี้ที่จะ ปลดทุกข์ให้เขา 4 H มีอะไรครับท่านประธาน
H แรกคือ Humanitarian ไม่พูดซ้ำครับ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เราต้องมองมิติความมั่นคงเป็นความมั่นคงของมนุษย์ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐอย่างเดียว พี่น้องเรามีความสุขเราก็มีความมั่นคง
H ตัวที่ ๒ คือเรื่องของสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights เด็กต้องได้เรียน หนังสือ ผู้หญิงต้องเข้าถึงการฉีดวัคซีน คนที่เติบโตในวัยทำงานจะต้องมีสิทธิที่ได้ทำงาน เราต้องเปลี่ยนภาระเป็นพลังให้เขาได้มีโอกาสช่วยครอบครัวไปหางานทำได้ สามัญสำนึก ทำไม เราปล่อยให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่ผู้หนีภัยอยู่ในประเทศไทยแท้ ๆ กลับมีความยุ่งยากในการที่จะแสวงหาโอกาสในการทำงาน อันนี้มันขัดกับสามัญสำนึกซึ่งเรา ต้องแก้ไข
H ตัวที่ ๓ คือ Health คือเรื่องของสุขภาพ กรรมาธิการหรือว่าสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายไปว่าปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก อยู่ในที่แคบ ๆ อยู่เป็นเวลา เกือบ ๔๐ ปีออกไปไหนไม่ได้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้อีกต่อไปครับ เราจะต้อง ปรับปรุงให้ดีขึ้น
H ตัวที่ ๔ คือ Home บางคนบอกว่าอยู่โดยอาศัยที่พักที่มีใบตองตึง ผมก็ ไม่ทราบใบตองตึงหน้าตาเป็นอย่างไร แต่คิดว่าคงไม่ดีเท่า Metal Sheet แน่ ๆ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นการที่คนเราควรจะได้อยู่อาศัยที่มีความสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผมคิดว่าเราต้อง เข้าไปดูแล
H ตัวที่ ๕ คือ Hope เขาอยู่ต้องมีความหวัง ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่าน ที่อภิปรายไปว่าสิทธิในการที่อพยพไปอยู่ประเทศที่สามจำเป็นจะต้องมีระบบการคัดกรอง มีการให้โอกาสเขา มีการสร้างระบบฐานข้อมูล เพื่อที่จะให้เขาได้มีโอกาสไปมีชีวิตที่ดี ๆ ที่อื่น ที่เขาเลือกนะครับ
H ตัวที่ ๖ คือ Harmony ผมคิดว่าเขาอยู่ในประเทศไทย ๔๐ ปีมันได้เวลาแล้ว ที่เขาจะอยู่อย่างกลมกลืนกับพี่น้องคนไทย เปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่เขาควรจะมีความสุข ท่านประธานที่เคารพครับ การศึกษาเรื่องนี้ไม่ว่าท่านจะมองในมิติ ความมั่นคง มิติทางสาธารณสุข มิติทางสิทธิมนุษยชน มิติทางด้านสิทธิของผู้ลี้ภัยก็ตาม จำเป็นที่จะต้องฟังความเห็นหน่วยงานหลายหน่วยงาน จะไปศึกษาเป็นกรรมาธิการวิสามัญ หรือไม่ ผมไม่ทราบ แล้วแต่มติที่ประชุม แต่ผมมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลมีคำตอบ อยู่แล้วในเรื่องนี้ แล้วผมให้ความมั่นใจว่าท่านนายกก็พร้อมที่จะรับฟังความเห็นหรือ ผลการศึกษาของท่านกรรมาธิการที่จะไปศึกษา รัฐบาลนี้พร้อมที่จะรับฟังความเห็นแล้วนำไป แก้ไขปัญหา ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไขปัญหาประเด็นเรื่องเมียนมาทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ อย่างครบวงจร ชีวิตชาวเมียนมาที่เป็นผู้หนีภัยในค่ายผู้อพยพ และชีวิตชาวเมียนมาที่ยังอยู่ ในเมียนมาในขณะนี้จะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลนี้รู้ปัญหาของเมียนมาแล้วมีคำตอบครับ ขอบคุณครับท่านประธาน