ธิษะณา เสนอตั้งกรรมาธิการคุ้มครองผู้ลี้ภัยพม่า ย้ำไม่ผลักดันกลับ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ มกราคม ๒๕๖๗

ธิษะณา ชุณหะวัณ อภิปรายสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยจากความขัดแย้งในพม่าที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพหลักไม่ส่งกลับผู้ลี้ภัย (Non-Refoulement) และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ รวมถึงปรับปรุงกลไกคัดกรองผู้ลี้ภัยให้โปร่งใสและครอบคลุม ทั้งยังเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มความรู้ให้เจ้าหน้าที่ชายแดนเกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้มีการสนับสนุนด้านสาธารณสุข การศึกษา และสุขภาพจิตแก่ผู้ลี้ภัยอย่างเร่งด่วน รวมถึงการปกป้องอำนาจอธิปไตยจากเหตุการณ์ละเมิดโดยทหารพม่าในพื้นที่ชายแดน

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉันในฐานะผู้ยื่นญัตติแก้ไขปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหา กรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่งในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอีก ๕ แห่งในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนในประเทศไทย และผู้หนีภัยจากการสู้รบ ตามแนวชายแดนไทย-พม่าค่ะท่านประธาน ขอสไลด์ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

จากรายงานของ UNHCR ประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยที่อยู่ตามแนวชายแดนทั้งหมด ๙๖,๐๐๐ คน จำนวน ๙๐,๓๓๗ คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ณ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้หนีจากความ ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศพม่าที่เป็นความขัดแย้งติดอาวุธ และโดยส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อย ชาวกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงแดง กะยา ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยหรือพื้นที่พักพิงชั่วคราวอย่างที่ ดิฉันบอกไปเบื้องต้นนะคะ และมีผู้ลี้ภัยที่เรียกว่า Urban Refugee หรือในตัวเมืองอีกราว ๆ ๕,๐๐๐ คนจาก ๔๐ ประเทศทั่วโลก จากข้อมูลของ UNHCR ตั้งแต่การรัฐประหารของ ประเทศพม่าโดยมิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ในปี ๒๕๕๗ คนพม่าอย่างน้อย ๓๐,๐๐๐ กว่าคนต้องลี้ภัยมาอยู่ตามชายแดนไทยค่ะ และการเคารพสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐานไม่สามารถที่จะรอได้อีกต่อไปค่ะ ในวันนี้ดิฉันจึงอยากขออภิปรายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ในไทย จากรายงานของ กสม. มีการดำเนินการเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐผู้ลี้ภัยก็คือ

๑. การพิสูจน์ความกลัวที่มีมูลความจริงหรือว่า Well-Founded Fear คือ ผู้อ้างสิทธิของผู้ลี้ภัยต้องพิสูจน์ว่าพวกเขามีความหวาดกลัวต่อการประหัตประหารหากพวกเขา เดินกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของตน และความกลัวของพวกเขาต้องมีพื้นฐานมาจาก ความรู้สึกที่เป็นกลาง มีหลักฐานและข้อเท็จจริง

๒. ต้องเคารพในหลักการไม่ส่งกลับหรือเรียกว่า Non-Refoulement อย่างไรก็ดีในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี ๑๙๕๑ ไม่มีช่องทางการร้องเรียนแม้แต่ประเทศที่ได้ลง สัตยาบันแล้ว

๓. มีการอบรมเจ้าหน้าที่ชายแดนเกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่าง ประเทศ และการปฏิบัติเชิงมนุษยธรรม หลักการไม่ส่งกลับซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณี ระหว่างประเทศที่เป็นหลักการที่ปฏิบัติทั่วไปโดยสากล แล้วก็ Opinio Juris หรือว่า คำตัดสินของศาลโลกนั่นเอง แต่ในส่วนที่ยังพบปัญหาอยู่เมื่อมองในสถานการณ์ผู้ลี้ภัย ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยจะเน้นไป ๒ เรื่องหลัก ๆ ก็คือ การเคารพ Non-Refoulement หรือว่าการไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับประเทศและสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ลี้ภัย

๔. ปัญหาการพิจารณาหลักการ Non-Refoulement แยกออกเป็น ๓ ข้อ ดังนี้ ๑. โครงสร้างกฎหมาย ระบบกฎหมายภายในของไทยอาจไม่ยอมรับให้สามารถ นำกฎหมายระหว่างประเทศมาปรับใช้โดยตรง โดยระบบกฎหมายในไทยเป็น Duelist ซึ่งการนำกฎหมายระหว่างประเทศได้ลงสัตยาบันมาใช้ต้องผ่านการอนุมัติ หรือเรียกว่า การบัญญัติลงไปในกฎหมายไทยเสียก่อน ทางนิติบัญญัติจึงจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และ ๒. หลักการ Non-Refoulement เป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีลักษณะ อย่างกว้าง ถ้าไม่มีการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรในระบบกฎหมายของไทย เพื่อความมั่นคงและนิติศาสตร์ฐานะ เพื่อให้สามารถยึดเป็นหลักปฏิบัติที่ค่อนข้างชัดเจน อาจจะทำให้เกิดความสับสนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตระเวนชายแดน และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด สำหรับข้อ ๒ ข้อนี้ ก็คือการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายฮาคีม อัล-อาไรบี (Hakeem Al-Araibi) ผู้ที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากรัฐบาลประเทศออสเตรเลีย เป็นที่ต้องการตัวจากทางการบาห์เรนให้ ประเทศไทยส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน จำเป็นที่จะต้องพิจารณาหลักการ Non-Refoulement ประกอบการพิจารณาส่งตัวบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนด้วย อย่างไรก็ดีในขณะนั้นในปี ๒๕๖๒ ยังไม่มีกฎหมายไทยที่ระบุการปรับใช้หลักการนี้ จึงได้มี การหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาประกอบการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารหรือฝ่าย ตุลาการ และเนื่องจากประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย ๑๙๕๑ อันมีผลให้ต้องอนุวัติ หรือต้องตรากฎหมายภายในประเทศ หรือปรับแก้กฎหมายในประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้ลี้ภัย ประเทศไทยจึงมีความพยายามในการผลักดันกฎหมายในระดับ รอง คือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีหรือที่เรียกว่า National Screening Mechanism เพื่อ พยายามจัดการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยในกฎหมายระดับรองนั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็มีปัญหา ในเรื่องการไม่มีส่วนร่วมของสภาผู้แทนราษฎร หรือว่าไม่ผ่านรัฐสภาล่างนั่นเอง ออกมาจาก ฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว แล้วก็มีข้อบกพร่องหลายประการ มีสิทธิที่ว่าผู้ลี้ภัยในหลาย ๆ สัญชาติจะตกหล่นจากการขอสถานะได้เช่นเดียวกัน

สุดท้ายการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ การที่ไม่มีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ในขณะที่ประเทศไทยเป็น Civil Law ที่ต้องบัญญัติกฎหมายไปเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วไม่ได้ตัดสินตามบรรทัดฐานของคำตัดสินศาล ก็อาจนำไปสู่การไม่ปฏิบัติตามหลักการ Non-Refoulement โดยไม่มีบทลงโทษใด ๆ กับเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนหลักการดังกล่าว ซึ่งเป็น ที่ยอมรับทั่วโลก ซึ่งอาจก่อให้เกิดการละเมิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศหลายกรณี และถูกประณามโดยนานาชาติหรือประชาคมโลก เช่นกรณีการส่งชาวอุยกูร์ ๒๐๐ กว่าคน กลับประเทศไป หรือการขังลืมตอนนี้ ๕๘ คนใน ตม. จนเสียชีวิตไปแล้ว ๒ คน สิ่งเหล่านี้ ขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๑๙๖๖ ซึ่งเป็น สนธิสัญญาที่ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีแล้ว และมีผลบังคับใช้มาเกือบ ๓๐ ปีแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันขอสไลด์ที่ ๕ ดิฉันมองเห็นว่าทางออกของปัญหา ก็คือการออกกฎหมายที่ต้องไม่เลือก ปฏิบัติ รัฐต้องยึดมั่นการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปัญหาด้านผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ไทยยังไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย ดิฉันได้กล่าวไป ข้างต้น และเพื่อนสมาชิกหลายคนก็ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในการลงสัตยาบันอนุสัญญา ว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย ซึ่งทำให้เราไม่มีมาตรการหรือกลไกทางกฎหมายที่รับรองสถานะของ ผู้ลี้ภัย การออกช้ากว่า ๓ ปี ในเนื้อหาในลักษณะของกฎหมายที่ออกมาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี การออกช้ากว่า ๓ ปี ตั้งแต่มีผู้ลี้ภัยเข้ามาหลังรัฐประหารถือว่าเสียหายมาก แล้วก็ล่าช้ามาก ๆ และยังพบว่ามีปัญหาหลาย ๆ ประการ อยากจะให้ Highlight ก็คือการกำหนดคุณสมบัติ ผู้ที่ดำเนินการคุ้มครองหรือลี้ภัยนั้นต้องเป็นคนต่างด้าวที่กระทรวงมหาดไทยมีมาตรการ หรือกระบวนการดำเนินการรับรองเป็นการเฉพาะ และต้องไม่เป็นแรงงานต่างด้าว สัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชาและเวียดนามที่คณะรัฐมนตรีมีกำหนดมาตรการ หรือกระบวนการ รับรองเป็นการเฉพาะ หรือที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดเพิ่มเติม หมายความว่าเกณฑ์ดังกล่าว ได้ตัดสิทธิของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา กว่า ๙๐,๐๐๐ คนเรียบร้อยแล้วที่ลี้ภัยสภาวะสงคราม มาอยู่ตามแนวชายแดน จากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังมี ข้อบกพร่องอยู่อีกหลายประการ ซึ่งนอกจากจะ Exclude หรือว่าไม่รวมผู้ลี้ภัยที่เป็น ชาวเมียนมาแล้ว ดิฉันในเวลาอภิปรายนี้ก็คงจะไม่สามารถทำให้เห็นภาพทั้งหมด ดิฉัน จึงเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะเครื่องมือที่เรามีอยู่คือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีหรือ NSM นั้นมีข้อบกพร่องหลายประการ และจะไม่สามารถช่วยเหลือผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่ที่สุด ในประเทศเราได้ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการที่เราเขียนญัตตินี้ขึ้นมา และ ๒. ปัญหาก็คือ การเก็บส่วยจากเจ้าหน้าที่รัฐผ่าน Agent ต่าง ๆ จากข่าวของ Fortify Rights มีการเก็บส่วย จากผู้ลี้ภัยที่ขอใช้บริการสาธารณสุข ซึ่งการจะขอใช้บริการสาธารณสุขนั้นเป็นเรื่องความเป็น ความตายและเป็นเรื่องเร่งด่วนยังจะต้องผ่านการเก็บส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อที่จะได้รับการ รักษาพยาบาล และการให้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานต่าง ๆ เช่น สิทธิในการศึกษาของเยาวชน และเด็ก สิทธิในการทำงาน หรือเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย สิทธิในบริการสาธารณสุขที่ดิฉัน ได้เอ่ยไปเบื้องต้น ตอนนี้ที่ผ่านมารัฐให้การสนับสนุนน้อยมาก มูลนิธิส่วนใหญ่ที่สนับสนุนคือ สหประชาชาติ และ Red Cross หรือว่ากาชาดนั่นเองที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ รวมถึงกลุ่มเปราะบางในกลุ่มผู้ลี้ภัย และใช้ทัศนคติความมั่นคงในการจัดการกับผู้ลี้ภัยตาม แนวชายแดนมาโดยตลอด ทั้งนี้ดิฉันได้มีโอกาสร่วมเสวนาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๕ ค่าย ซึ่งมี ทั้งหมด ๙,๐๐๐ คน และดิฉันได้รับทราบข้อมูลมาเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิ การศึกษาและการรักษาพยาบาล ความขาดแคลนในทรัพยากร เช่น แหล่งน้ำ ไฟฟ้า สาธารณูปโภค ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งยังขาดแคลนอยู่ เรื่องสิทธิในการรักษาพยาบาล หากเป็นโรคร้ายแรงหรือว่าเป็นโรคเรื้อรัง อย่างเช่น โรคมะเร็ง หรือว่าโรคเบาหวานก็จะ ไม่สามารถที่จะรักษาได้ ถือว่าไม่รวมอยู่ในสิทธิในการรักษาของผู้ลี้ภัย แต่ถ้าหากเกิดการ บาดเจ็บสาหัส อย่างเช่น การสูญเสียอวัยวะจากการเหยียบกับระเบิดหรือว่าการถูกยิง ก็สามารถที่จะรักษาได้ แต่ถ้าเกิดหนักจริง ๆ ก็ไม่มีอุปกรณ์ที่จะต้องรักษาตามแนวชายแดน ก็คือต้องขึ้นเฮลิคอปเตอร์เข้าไปในตัวเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือไม่ก็จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อที่จะรักษา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภยันอันตรายต่อชีวิตได้ เนื่องจากไม่สามารถที่จะรักษาได้ ทันท่วงทีและไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ ไม่มีไฟฟ้าในการที่จะต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์ในค่าย ของผู้ลี้ภัย และนอกจากนั้นดิฉันอยากจะเน้นย้ำเรื่องปัญหาจิตเวชของผู้ลี้ภัย ดิฉันได้ถาม นายอำเภอในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้ลี้ภัยจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้หญิง สตรี และเด็กที่มีโรค PTSD หรือที่เรียกว่าความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียด ที่สะเทือนใจ หรือว่าภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพบเหตุการณ์ความ รุนแรง เนื่องจากส่วนมากสูญเสียสมาชิกในครอบครัว สามีต้องไปรบในสงคราม สูญเสียลูก สูญเสียคุณพ่อคุณแม่ จะมีอาการมีความกระวนกระวายใจ วิตกกังวล นอนไม่หลับ มีอาการ หวาดกลัวเมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินรบข้ามผ่าน ดิฉันคิดว่าการดูแลด้านจิตเวชของผู้ลี้ภัยก็เป็น เรื่องที่สำคัญไม่น้อยไปนะคะ สิทธิของผู้หญิงและสิทธิของเด็กอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ไปก่อนหน้านี้ ทั้งการทำคลอด การฝากครรภ์ ไม่มีสิทธิใด ๆ เลย รวมถึงการพัฒนาการของเด็ก เล็กด้วยเช่นเดียวกัน บางคนอยู่ในค่ายมากกว่า ๓๐-๔๐ ปีแล้วไม่เคยมีสิทธิในการศึกษา และจากที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปด้วยเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเรื่องอัตราการเกิดของ ประเทศไทยและแรงงานที่จะน้อยลงในอนาคต เนื่องจากเราจะเข้าสู่สังคมสูงวัย การที่เรา มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่มาจากทุกสาขาอาชีพ เพราะคนที่หนีสงครามมาเขามีทักษะจากทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล เป็นทนายความ มีจากทุกสาขาอาชีพที่จำเป็นที่จะต้องออกจาก บ้านของเขาเพราะสภาวะสงครามนั่นเอง เราสามารถใช้ประโยชน์จากแรงงานตรงนี้ได้ มหาศาล ตอนนี้ในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ใช้คุณหมอและพยาบาลเป็น กลุ่มผู้ลี้ภัยคอยดูแลกันเอง เพราะเรามีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอยู่แค่ ๓ คน ดูแล ๙,๐๐๐ คน ที่อำเภอแม่สะเรียง สุดท้ายแล้วดิฉันขอบอกว่าการลงสัตยาบันกับอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสถานะผู้ลี้ภัยเป็นเรื่อง สำคัญอย่างยิ่งค่ะ ตอนนี้มี ๑๔๖ ประเทศภายในภาคีอนุสัญญา และสนับสนุนให้ประเทศไทย ลงอนุสัญญาทั้ง ๒ ฉบับ ทั้งในปี ๒๕๑๐ และอนุสัญญาของปี ๒๕๖๓ ไม่มีกฎหมายในไทย ที่มีคำนิยาม ผู้ลี้ภัย เครื่องมือเดียวที่เรามีอยู่ก็คือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีหรือ National Screening Mechanism ที่ไม่เคยผ่านการพิจารณาของสภาร่าง เพียงแต่ออกมาจากฝ่าย บริหาร มีข้อบกพร่องหลายประการนะคะ

๕. ช่องทางการร้องเรียนสำหรับผู้ลี้ภัยหรือพัฒนาช่องทางการร้องเรียนถึง กสม. ให้เข้าได้ง่ายต่อผู้ลี้ภัย เช่น ร้องเรียนที่มีภาษาของผู้ลี้ภัยด้วย เช่น ภาษาพม่า หรือเจ้าหน้าที่ กสม. ที่สามารถเป็นล่ามแปลภาษาทำงานในเชิงรุกในค่ายของผู้ลี้ภัยได้ และหน่วยงานรัฐที่เป็นกิจจะลักษณะ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบ แล้วก็ช่องทางการร้องเรียนถึงการละเมิดสิทธิของผู้ลี้ภัย อย่างเช่นการเก็บส่วยของผู้ลี้ภัย ที่ต้องการใช้บริการสาธารณสุข หรือว่าการลักลอบค้ามนุษย์อย่างผิดกฎหมายในกลุ่มผู้ลี้ภัย ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ในการที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบและเข้าไปในวงจรขบวนการค้ามนุษย์ ดังกล่าวนะคะ

๖. ความขาดแคลนในทรัพยากรการดำรงชีวิต เท่าที่ได้ไปตรวจสอบก็พบว่า ผู้ลี้ภัยได้ใช้แหล่งน้ำธรรมชาติในการประกอบกิจวัตรประจำวัน อย่างเช่นที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไป ซึ่งนายอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ได้แจ้งดิฉันว่ามีความกังวล ในหน้าแล้งเมื่อแหล่งน้ำไม่มีแล้วก็จะไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเขาก็ใช้แหล่งน้ำนี้ในการทำเกษตรกรรมแล้วก็อยู่ได้ด้วยตัวเองด้วย เพราะไม่มี งบประมาณจากรัฐจัดสรรให้เลย จึงเป็นไปได้อย่างยากลำบากนะคะ

๗. การละเมิดอำนาจอธิปไตยโดยกองทัพพม่า ในอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ดิฉันได้รับรายงานมาจาก สส. พรรคก้าวไกลในพื้นที่ มีชาวบ้านส่งคลิปวิดีโอของทหารพม่า ถืออาวุธสงครามเข้ามาในชายแดนฝั่งไทยในขณะที่มีการสู้รบระหว่าง KNU และกองทัพ SAC เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องจริงจังในการปกป้องรักษาชายแดนของประเทศไทยเรา เพราะ เป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยหรือที่เรียกว่า Sovereignty นั่นเองนะคะ

๘. ประเทศในสหภาพยุโรปได้ทำการคว่ำบาตรบุคคลเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง รวมไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ก่อรัฐประหารไปแล้วในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖ เพื่อกดดันรัฐบาลทหารพม่าที่ทำการประหัตประหารก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงครามต่อประชาชนมือเปล่าที่บัญญัติอยู่ในธรรมนูญกรุงโรม ปี ๑๙๙๘ ดิฉันขอเสนอแนะในการลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม และดำเนินบทลงโทษอย่างเด็ดขาด กับรัฐบาลเผด็จการ มิน อ่อง หล่าย (Min Aung Hlaing) ยกตัวอย่างเช่นการคว่ำบาตรบุคคล ซึ่งจะไม่ส่งผลกับการค้าขายทางเศรษฐกิจกับประชาชนในประเทศพม่า

ดังนั้นดิฉันขอสนับสนุนให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบที่พักพิงชั่วคราว ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอบพระคุณค่ะ