ศนิวาร บัวบาน หารือสถานการณ์ผู้หนีภัยจากสงครามในเมียนมาที่ชายแดนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตาก เรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายมนุษยธรรมที่ชัดเจน พร้อมจัดระบบการดูแลอย่างยั่งยืนทั้งในด้านอาหาร น้ำ ที่พักพิง และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเน้นความปลอดภัยและสิทธิมนุษยชน พร้อมตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐที่ไม่เข้าร่วมอนุสัญญาผู้ลี้ภัยและเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการรับมือให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ดิฉันเป็นคนจังหวัดตาก บ้านดิฉันก็มีพื้นที่พักพิงชั่วคราวค่ะ กระจายตัว อยู่ตามชายแดนไทย-เมียนมา ดิฉันจึงขอมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตตินี้ การสู้รบ ระหว่างทหารรัฐบาลเมียนมากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยมีมานานแล้ว มีมามากกว่า ๔๐ ปีแล้ว เนื่องจากพื้นที่ชายแดนเต็มไปด้วยเขตป่าทึบ แล้วก็เทือกเขาทำให้ผู้หนีภัยสามารถเล็ดลอด เข้ามาได้ง่าย รัฐบาลไทยจึงได้ถือหลักการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัย สงคราม ขอสไลด์ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
แรกเริ่มเดิมทีได้ตั้งศูนย์ แรกรับขึ้นในบริเวณชายแดนประเทศไทย-เมียนมา โดยมีองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัย ๔ แก่ผู้หนีภัยเหล่านี้ ทั้งนี้ตามมาตรา ๓๓ แห่งอนุสัญญา ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ ผู้ลี้ภัยจะได้รับความคุ้มครองโดยไม่ส่งกลับไป ประเทศต้นทางตามหลักการของการไม่ส่งกลับนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐบาลไทยไม่ยอมรับแล้วก็ปฏิเสธการปฏิบัติการใด ๆ ที่มีผลผูกพันถึงการให้ สิทธิต่าง ๆ ของผู้ลี้ภัยค่ะ จึงไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว แต่ก็ได้ให้การช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรม ก็คือให้อาหาร ให้ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค แล้วก็การศึกษา ให้พอเพียงต่อการดำรงชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐบาลไทยได้มีการบริหารจัดการสำหรับศูนย์พักพิง โดยมีคณะกรรมการพิจารณาสถานภาพผู้หนีภัยระดับจังหวัดขึ้น มีการจัดตั้งศูนย์พักพิง เข้ามาทำการประเมินสถานะผู้ขอลี้ภัยจากเมียนมาก่อนที่จะทำการขึ้นทะเบียนผู้หนีภัย อย่างเป็นทางการ เพื่อที่จะสามารถอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงนั้นได้ โดยมีกระทรวงมหาดไทย แล้วก็คณะกรรมการศูนย์เป็นหน่วยงานที่คอยดูแลแล้วก็จัดการค่าย อีกทั้งมีองค์กรเอกชน แล้วก็หน่วยงานในระดับชุมชนได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านอาหาร ที่พัก ยารักษาโรค แล้วก็ การศึกษาค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโดยหลักการสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยตามหลักการของ UNHCR หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ผู้ลี้ภัยมีสิทธิที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดี มีอาหารที่เพียงพอ น้ำที่สะอาด และที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวหลาย ๆ แห่งสำหรับผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาที่ระบบ สาธารณูปโภคยังไม่เพียงพอนะคะ
ประการแรกที่ดิฉันจะขออภิปรายในเรื่องของอาหารนะคะ ดิฉันตั้งคำถามว่า ปริมาณอาหารมีเพียงพอหรือไม่ อาหารมีคุณค่าหรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาหารที่ผู้ลี้ภัยได้รับไม่มี ความหลากหลายแล้วก็มีไม่มีความเพียงพอ เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับการช่วยเหลือนั้น ลดลงนะคะ ต้องรอรับการช่วยเหลือผ่านการบริจาคของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อีกช่องทางหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารประเภทข้าวสารอาหารแห้งสำหรับศูนย์พักพิง ที่มีเด็กเล็กก็จะมีความต้องการนมผงหรือนมกล่องของเด็กเล็กอีกด้วย แต่สิ่งของที่ได้มานั้น ก็ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ลี้ภัย ทำให้ในบางพื้นที่ผู้ลี้ภัยจะต้องทำการปลูกผัก ปลูกข้าวกินเอง ก็มีส่วนที่จะต้องทำการแผ้วถางป่าเป็นเหตุเป็นข้อขัดแย้งกับภาครัฐในพื้นที่ด้วย
ประการที่ ๒ เรื่องน้ำ คุณภาพน้ำ ดิฉันมีความห่วงกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ ที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภค เนื่องจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่มีค่อนข้างจำกัดไม่เพียงพอ ต่อการใช้งานของผู้ลี้ภัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำสำหรับดื่มกินหรือสำหรับใช้เพื่อทำความสะอาด ร่างกายแล้วก็ซักล้าง จะต้องรอทั้งหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนเข้าให้การช่วยเหลือ ซึ่งการบริจาคน้ำเข้ามานั้นก็เป็นเพียงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยได้ในระยะเวลาหนึ่ง แต่จะดีกว่า ไหมคะถ้าเกิดมีมาตรการช่วยเหลือเรื่องน้ำให้มีน้ำดื่ม น้ำใช้อย่างยั่งยืนแล้วก็มีการสำรองน้ำ ไว้ใช้ต่อไปค่ะ
ประการสุดท้ายในเรื่องของที่อยู่อาศัย จากภาพที่ท่านเห็นก็คือในส่วนของ บ้านเรือนในศูนย์พักพิงมีความไม่มั่นคงแล้วก็ส่วนใหญ่ก็คือสร้างด้วยวัสดุที่ทำมาจาก ธรรมชาติ อย่างเช่นใบตองตึง ใบจาก ไม้ไผ่หรือแผ่นไม้ มีสภาพแออัดแล้วก็ผุพังไปตาม ระยะเวลา เมื่อถึงหน้าแล้งมีโอกาสเสี่ยงสูงที่บ้านเรือนที่ทำด้วยวัสดุธรรมชาติจะติดไฟ ได้ง่าย ทำให้เกิดการลุกลามของไฟอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นบ่อย ๆ ว่าศูนย์พักพิงเกิดเพลิงไหม้ ปัญหานี้เป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้เลย ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินของผู้พักพิงด้วยค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เสมือนว่าใครอยากเรียกผู้ลี้ภัยก็เรียกไป แต่รัฐบาลไทยไม่ยอมรับว่าประเทศไทยนั้นมีกลุ่มคนต่างด้าวหนีสงครามเข้ามาเพื่อหนีภัย หรือลี้ภัย และมีคำถามตามมาว่าเพราะเหตุใดทำไมรัฐบาลไทยไม่ยอมเข้าร่วมภาคีอนุสัญญา ผู้ลี้ภัย และพิธีสารดังกล่าว หรือสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาคิดก็คือรัฐบาลไทยไม่อยาก แบกรับภาระและเงื่อนไขการดูแลผู้ลี้ภัยตามกฎกติกามารยาทที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานั้น หรือไม่ รวมทั้งหลักการการไม่ผลักดันกลับสู่ประเทศต้นทาง แล้วก็มีภาระในการคัดเลือกผู้หนีภัยที่มี คุณสมบัติการประสานงานกับประเทศที่สามที่จะส่งไป ทั้งนี้ทั้งนั้นหากประเทศไทยจะแสดง ความจริงใจต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล เราจะต้องเริ่มที่ขั้นตอนแรกในเรื่องของภาคี อนุสัญญาผู้ลี้ภัยเสียก่อนโดยรัฐบาลจึงจะสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเรามีอารยชน ขอบคุณค่ะท่านประธาน