ชลธิชา แจ้งเร็ว หารือปัญหาผู้ลี้ภัยจากเมียนมาที่เพิ่มขึ้นหลังรัฐประหารปี 2564 โดยเน้นถึงสภาพความเป็นอยู่ในค่ายพักพิงที่ขาดมนุษยธรรม และเรียกร้องให้รัฐไทยเปลี่ยนมุมมองจากเรื่องความมั่นคงของรัฐมาเป็นความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมเสนอให้มีการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยตามมาตรฐานสากล จัดทำกฎหมายเฉพาะ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและองค์กรท้องถิ่น รวมถึงผลักดันให้ผู้ลี้ภัยได้รับการยอมรับในฐานะทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยได้
เรียนประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉัน ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตตินี้นะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดี อย่างมากที่เราจะหยิบยกประเด็นเรื่องของการอพยพลี้ภัยจากประเทศเมียนมาขึ้นมาพูดคุย กันอย่างจริงจังในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น หลังรัฐประหาร เมื่อปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาของพม่า ขอสไลด์ด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ถ้าหากย้อนไปกว่า ๔๐ ปี ในช่วง พ.ศ. ๒๕๒๗ ที่ผ่านมาที่มีการจัดตั้งค่ายพักผู้ลี้ภัยจากเมียนมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และจนถึงบัดนี้เรามีพื้นที่พักพิงชั่วคราวใน ๔ จังหวัดชายแดนอยู่ ๙ แห่งด้วยกัน ซึ่งรองรับ ผู้ที่หนีภัยจากการสู้รบ จากประเทศเมียนมาราว ๙๐,๐๐๐ คน ซึ่งในจำนวน ๙๐,๐๐๐ คน ที่ว่านี้นะคะท่านประธาน รวมไปถึงผู้คนที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในผืนแผ่นดินประเทศไทย โดยถูกกักเก็บไว้ในรั้วลวดหนามของพื้นที่พักพิง โดยที่ไม่มีสิทธิในการออกไปทำงานหา เลี้ยงชีพ ต้องรอรับความช่วยเหลือด้านปัจจัย ๔ จากงบประมาณขององค์กรมนุษยธรรม ระหว่างประเทศซึ่งลดลงไปเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอาหาร ซึ่งระบบบัตรอาหารหรือว่า Food Card System ให้มูลค่าเพียงแค่ ๒๐๐ บาท ถึง ๔๐๐ บาท ต่อคนต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งปริมาณมูลค่าเท่านี้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างสมศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์นะคะ แล้วนอกจากค่ายพักพิงชั่วคราวที่ตั้งขึ้นมาหลายทศวรรษแล้ว ก็ยังมี สิ่งที่เรียกกันว่าพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับผู้ลี้ภัยใหม่จากเมียนมาที่อพยพ ลี้ภัยเข้ามาในช่วงรัฐประหารปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา โดยในภาพนี้คือพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งควบคุมโดยทหารไทย แต่จากภาพที่ดิฉันได้โชว์บนสไลด์ ผ่านทางหน้าจอ สิ่งนี้ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว แต่ควรจะต้องเรียกว่า เป็นคอกวัวด้วยซ้ำ เพราะไม่มีความปลอดภัยทั้งในเรื่องของสุขภาพจิต สุขภาพชีวิต และที่ สำคัญคือในเรื่องของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ล่าสุดจากวิกฤติการเมืองและการ สู้รบในประเทศเมียนมามาตลอด ๓ ปีมีผู้ที่พลัดถิ่นลี้ภัยกลับไปกลับมาบน ๒ ฝั่งพรมแดน ไทย-เมียนมาอยู่ราวประมาณ ๕๐,๐๐๐ คนจากการประเมินโดยองค์กรมนุษยธรรม ระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีครอบครัวของผู้ที่ลี้ภัยจากการประหัตประหารด้วยเหตุผลทาง การเมือง ซึ่งมาพักอาศัยอยู่ในบริเวณเมืองชายแดนและเมืองใหญ่ของประเทศไทยประเมินได้ อีกก็หลายหมื่นคนเช่นกัน ดิฉันขอเรียนตามตรงว่าที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดนี้ปัญหาไม่ใช่ผู้ลี้ภัย แต่ปัญหาคือการที่รัฐไทยยังขาดความเอาจริงเอาจังที่จะมีนโยบายและแนวทางในการบริหาร จัดการที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน และตั้งอยู่บนหลักมนุษยธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้ การปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละครั้ง ในแต่ละกรณีนั้นไม่มีมาตรฐานขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติในแต่ละ พื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ลี้ภัยอาจตกเป็นเหยื่อของการทุจริต การแสวงหาผลประโยชน์ และการก่ออาชญากรรมในบริเวณดังกล่าว และก่อนหน้านี้ในช่วงที่เรามีการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณที่ผ่านมา เพื่อนสมาชิกก็ได้มีการนำเสนอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในเมียนมา และในระหว่างที่มีการอภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณทาง ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้รับปากว่าจะจริงจังกับการแก้ไขสถานการณ์ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะการแก้ไขสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพรมแดนประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น ดิฉันจึงคาดหวังจำเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกในที่นี้จะเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อให้เป็นพื้นที่ในการทำงานร่วมกันนะคะ โดยในวันนี้ดิฉันมีข้อเสนอแนะที่อยากจะ ฝากไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญดังนี้ค่ะ
ประเด็นแรก คือการรับรองสถานะของผู้ลี้ภัย ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐไทย จะต้องยอมรับประชากรกลุ่มนี้ คือผู้ลี้ภัยไม่ใช่เพียงผู้อพยพหนีภัย แล้วดำเนินการให้ ประเทศไทยมีกฎหมายบัญญัตินิยามของคำว่า ผู้ลี้ภัย ตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของ ผู้ลี้ภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดการจัดการผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องเป็นระบบ อยู่บนหลัก มนุษยธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน เพราะการขาดระบบการจัดการที่ดี ขาดกฎหมายรับรอง สถานภาพของพวกเขายิ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในด้านสาธารณสุข อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้อภิปรายไปแล้ว ตลอดจนการเติบโตของขบวนการทุจริต คอร์รัปชันในพื้นที่และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นดิฉันจึงคิดว่าที่สำคัญ คือเราจะต้องเปลี่ยน มุมมองฐานความคิดในการจัดการเรื่องนี้จากมิติเรื่องของความมั่นคงของชาติมาสู่ความมั่นคง ของมนุษย์ค่ะ
ประเด็นที่ ๒ คือการบริหารจัดการรองรับผู้ลี้ภัยใหม่หลังรัฐประหารเมียนมา ในช่วงปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ดิฉันคิดว่ารัฐบาลไทยจะต้องลงมือวางแนวทางในการบริหาร จัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม หรือ Community-Based Organization (CBO) ตลอดจนหน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ และรวมไปถึงการเปิดให้หน่วยงานอิสระสามารถ เข้าไปในพื้นที่เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลไทยในพื้นที่ค่ายอพยพต่าง ๆ ได้ด้วย เพื่อความโปร่งใส และที่สำคัญดิฉันต้องขอย้ำว่า ณ เวลานี้ประเทศไทยเรามีกฎหมายป้องกัน การบังคับสูญหายและการทรมาน ซึ่งระบุชัดว่าการผลักดันบุคคลกลับไปสู่ภยันอันตราย ต่อชีวิตถือว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายฉบับนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีการระบุ เงื่อนไขของการส่งกลับผู้ลี้ภัยที่ชัดเจน และที่สำคัญคือจะต้องสอดคล้องไปกับหลักการ ระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ ที่สำคัญคือการทำให้เป็นแนวปฏิบัติ เช่นเดียวกันตลอดชายแดน
ประเด็นที่ ๓ คือการรับรองสถานภาพทางกฎหมายของผู้ลี้ภัยและการ คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่พวกเขา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน อย่างมากที่จะต้องยุติวิกฤติที่ครอบครัวของผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยทางการเมืองกำลัง เผชิญอยู่ เนื่องจากการที่เข้ามาในประเทศไทยแล้วกลายเป็นผู้ที่อยู่ในสถานะของคนเข้าเมือง แบบผิดกฎหมาย และสิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อพวกเขาในการเข้าถึงสิทธิในการศึกษา ในการรักษาพยาบาล ตลอดจนการทำงานหาเลี้ยงชีพ และที่สำคัญอย่างยิ่งอีกเช่นเดียวกัน คือตกเป็นเหยื่อของขบวนการทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมการค้ามนุษย์
ประเด็นที่ ๔ คือท่าทีและบทบาทของรัฐบาลไทยต่อสถานการณ์เมียนมา ท่านประธานคะจากสถานการณ์ความรุนแรงอันแผ่กว้างในประเทศเมียนมาในปัจจุบันนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน ดิฉันจึงขอเสนอว่ารัฐบาลไทยควรจะจริงจังกับ การลุกขึ้นมามีบทบาทนำในภูมิภาคของพวกเรา ในการคลี่คลายวิกฤติดังกล่าวในประเทศ เมียนมา ด้วยการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มิใช่แค่เพียงการดำเนินความสัมพันธ์ กับกองทัพหรือรัฐบาลสภาบริหารแห่งรัฐเท่านั้น แต่ว่ายังจะต้องรวมไปถึงการดำเนิน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติหรือว่า NUG อันก่อตั้งมาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งและก่อรัฐประหารในประเทศเมียนมา ตลอดจน รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างองค์กรร่วมกับองค์กรชาติพันธุ์ที่บริหาร จัดการพื้นที่ชายแดน และที่สำคัญก็คือภาคประชาสังคมตลอดแนวชายแดนไทยเมียนมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
สุดท้ายดิฉันเชื่ออย่างยิ่งว่าปัญหาทุกอย่างนี้จะสามารถคลี่คลายได้ด้วยการ เริ่มต้นจากการยอมรับความจริง และลงมือบริหารจัดการปัญหาอย่างจริงจัง และเราจะต้อง เปลี่ยนการมองผู้ลี้ภัยว่าเป็นภัยและเป็นภาระของประเทศ มาเป็นการมองว่าพวกเขาคือ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย คือส่วนหนึ่งของประเทศไทย คือส่วนหนึ่งที่จะ ช่วยกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสังคมไทย และที่สำคัญเขาคือ เพื่อนบ้านคือมิตรประเทศ ที่อยู่กับพวกเราในอนาคตค่ะ ขอบพระคุณค่ะ