ภัสริน สนับสนุนตั้งกรรมาธิการศึกษาดูแลผู้ลี้ภัยเมียนมาอย่างยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ มกราคม ๒๕๖๗

ภัสริน รามวงศ์ หารือปัญหาผู้ลี้ภัยจากความขัดแย้งในเมียนมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวของไทย โดยเน้นย้ำถึงความเปราะบางของผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะผู้หญิง เด็ก และผู้มีสถานะพิเศษ ที่เผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความรุนแรง และการขาดการคุ้มครองตามกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม สนับสนุนการเข้าถึงบริการสาธารณะ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ

นางสาวภัสริน รามวงศ์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ภัสริน รามวงศ์ ผู้แทนจากพรรคก้าวไกล ผู้แทนคนบางซื่อ เขตดุสิต วันนี้ดิฉัน ขออภิปรายสนับสนุนญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ในประเทศไทย และหนีภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา พื้นที่พักพิงชั่วคราว ในประเทศไทยเกิดขึ้นมานานกว่า ๓๐ ปี เพื่อรับรองผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมา แล้วก็มี ทั้งหมด ๙ แห่ง ใน ๔ จังหวัด จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดราชบุรี และจังหวัด กาญจนบุรี มีประชากรมากกว่า ๙๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามกลางเมือง ส่งผลให้ ประชาชนแล้วก็ครอบครัวชาวเมียนมาแสวงหาที่หลบภัยบริเวณชายแดนไทย ใต้การควบคุม ของกลุ่มชาติพันธุ์แล้วก็กองกำลังติดอาวุธเพื่อเอาชีวิตรอดจากสงคราม โดยประเทศไทย ให้เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศเพียงชั่วคราวแล้วก็ส่งกลับ เมื่อสถานการณ์การสู้รบในเมียนมา ดีขึ้น ผ่านมา ๓๐ ปี สถานการณ์สู้รบในประเทศเมียนมายังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง แล้วก็ กลับมาประทุเมื่อปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานี้ รายงานจากองค์กร Human Rights Watch ระบุว่า มีผู้ลี้ภัยจากสงครามระลอกใหม่เข้ามาอีก ๔๕,๐๐๐ คน ในขณะที่ประเทศไทยอนุญาตให้ พำนักชั่วคราว แต่เมื่อเข้ามาชายแดนไทยพวกเขาก็อาจจะไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากประเทศไทย ยังไม่ได้ลงนามให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัยขององค์กรสหประชาชาติ ดังนั้น ผู้ที่กำลังจะต้องการลี้ภัยจึงต้องเผชิญกับการถูกส่งตัวกลับ เนื่องจากไม่มีเอกสารภายใต้ กฎหมายพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ และไม่มีกฎหมายรับรองผู้หนีภัยเป็น กิจจะลักษณะ กว่าครึ่งในค่ายอพยพเป็นเด็กที่ไร้พ่อแม่ พลัดพราก ไม่ทราบชะตากรรมชีวิต ของครอบครัว

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในขณะที่เด็กอีกหลายคนเกิด ในค่ายไม่สามารถใช้ชีวิตนอกค่ายได้ กลุ่มเช่นนี้เผชิญกับชีวิตที่เปราะบางมาก รวมถึงผู้หญิง ผู้พิการ คนชราก็ต้องเผชิญปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะด้วย เช่น ความเจ็บป่วย ความเครียด สุขภาพในหญิงตั้งครรภ์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและแสวงหาผลประโยชน์จากความรุนแรง ทางเพศ รวมถึงปัญหาสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ จากรายงานองค์กร Fortify Rights ประเทศไทย เป็นประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์กรสหประชาชาติ นั่นหมายความ ว่ารัฐไทยมีพันธกรณีต้องคุ้มครองสิทธิเด็กทุกคนในประเทศไทย แต่รัฐบาลไทยก็มีข้อสงวน เพื่อลงนามในอนุสัญญานี้ โดยงดเว้นการปฏิบัติตามข้อ ๒๒ ของอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ การคุ้มครองเป็นการเฉพาะต่อสิทธิต่อเด็กผู้หนีภัย ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องดำเนินงานกับองค์กร สหประชาชาติเพื่อคุ้มครองสิทธิของเด็กผู้หนีภัย รัฐไทยเป็นประเทศเดียวจาก ๑๙๓ ประเทศ ที่ลงนาม แต่มีข้องดเว้นเป็นช่องโหว่ทำให้เด็กผู้หนีภัยไม่ได้รับการศึกษาเฉกเช่นพลเมืองไทย ในส่วนของวิกฤติด้านมนุษยธรรมต่อผู้หญิง สภาวะที่ไร้การคุ้มครองทางกฎหมายกลายเป็น ชีวิตที่เปลือยเปล่า ทำให้ผู้หญิงผู้หนีภัยไม่สามารถเข้าถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โอกาส ในการทำงาน ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และการค้าประเวณี บ้างต้องทำงานเป็นทักษะ ไร้ฝีมือ ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง ทั้งในแง่ของค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม การทำงานในสภาพ เสี่ยงสูง ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศ ทั้งนี้ไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองทาง กฎหมายได้เลย เพราะไม่มีเอกสาร และเมื่อตำรวจไทยมาจับกุมก็ต้องส่งตัวพวกเขากลับไป เผชิญต่อสงคราม นอกจากนี้ผู้หญิงยังต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขอนามัยเจริญพันธุ์ในค่าย ผู้ลี้ภัยอีกด้วย เช่น การวางแผนครอบครัว การคุมกำเนิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การเข้าถึงยารักษาโรค นอกจากนี้ผลกระทบต่อจิตใจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางกาย ความเครียดจากสถานภาพจากความยากจน การถูกกักขังในค่ายล้วนส่งผลกระทบต่อ สุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ รายงานจากองค์กร CARE ระบุถึงปัญหา ความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นกับผู้หญิงในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ความรุนแรงผู้หญิงและเด็กเพิ่มมากขึ้น ๑ ใน ๕ ของผู้หญิงผู้ลี้ภัยตกเป็นเป้าของ การกระทำความรุนแรงทางเพศ เกิดจากการตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ การเอาเปรียบ จากผู้มีอำนาจจากผู้ช่วยเหลือ เป็นผลจากความไม่เท่าเทียมทางอำนาจ ผลประโยชน์และ มนุษยธรรมทางความรุนแรงจากชีวิตคู่ที่ถูกกระตุ้นจากความเครียด ความทุกข์ ความยากจน การขาดอาหารและการดื่มสุราค่ะ การล่วงละเมิดทางเพศในศูนย์พักพิงเนื่องจากแออัด ไม่ปลอดภัยและปราศจากความเป็นส่วนตัว มีรายงานพบว่าความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่ผู้หญิงและเด็กทำธุระส่วนตัว เช่น การขับถ่าย การอาบน้ำ รวมถึงการหาอาหาร หาน้ำ หรือไม้ฟืนเพื่อหุงหาอาหารในค่ายผู้ลี้ภัย ข้อมูลจาก Women’s Commission for Refugee Women and Children พบว่าอัตราการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อัตราการยุติ การตั้งครรภ์ก็เพิ่มขึ้นด้วยค่ะ สะท้อนถึงปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การเข้าไม่ถึง บริการอนามัยเจริญพันธุ์ การคุมกำเนิดและการวางแผนครอบครัว ในปี ๒๐๑๗ มีผู้ลี้ภัย จากการสู้รบชาวเมียนมาไปชายแดนบังกลาเทศ ผู้ลี้ภัยเป็นผู้หญิงได้รับผลกระทบทางจิตใจ อย่างรุนแรงค่ะ การใช้ความรุนแรงเป็นระบบถูกดำเนินโดยกองทัพทำให้ผู้หญิงเป็นเหยื่อ ในการข่มขืนและการค้ามนุษย์ แม้ประเทศไทยจะลงนามในสัญญาระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ในด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิทางการเมือง ICCPR อนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก CRC แล้วก็อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ CEDAW และยังเป็นรัฐภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การให้สวัสดิการและการเข้าถึงบริการสาธารณะของผู้หนีภัยย่อมครอบคลุม อยู่ในอนุสัญญาต่าง ๆ ที่ไทยได้ลงสัตยาบันไปแล้ว ดังนั้นพันธกรณีของรัฐไทยที่จะให้สิทธิ และการเข้าถึงบริการสาธารณะต่าง ๆ ต้องหมายรวมถึงประชากรทุกคนในประเทศนี้ ภายใต้ ขอบเขตอำนาจอธิปไตยโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนาหรือสัญชาติ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๕๑ ตราไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการ สาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลและ สถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นี่จึงไม่มีเหตุผลอื่นใดในการกีดกันและ ปฏิเสธการเข้าถึงการบริการสาธารณสุขและการให้การศึกษาแก่ผู้หนีภัยชาวเมียนมา ดิฉัน มีข้อเสนอถึงรัฐบาลไทยกรณีผู้หนีภัยจากชาวเมียนมาดังนี้ค่ะ

๑. ประเทศไทยอำนวยความสะดวกให้เกิดการส่งความช่วยเหลือด้าน มนุษยธรรมที่ชายแดนไทย-เมียนมาให้แก่ผู้ที่ต้องหลบหนีลี้ภัยในค่ายต่าง ๆ ๙ แห่ง และให้ ผู้ลี้ภัยเข้าระบบคัดกรอง NSM ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงอนุญาตให้ข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติดำเนินการให้สถานะผู้ลี้ภัยและลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานะ ผู้ลี้ภัยเพื่อกอบกู้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยสามารถทำได้ค่ะ

๒. กระทรวงมหาดไทยควรให้มีการสำรวจและจดทะเบียนเกิดให้เด็กที่เกิด ในค่ายเพื่อป้องกันการไร้สัญชาติและสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในอนาคต ปฏิบัติตาม สิทธิที่รัฐธรรมนูญได้ตราไว้ ทั้งบริการสาธารณะและการเข้าถึงการศึกษาถึงปริญญาตรี เฉกเช่นเด็กในประเทศไทย

๓. สิทธิการทำงานของผู้ลี้ภัยเพิ่มคุณค่าให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แก้ไข ปัญหาแรงงานในภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการหรือผิดกฎหมายของผู้ลี้ภัยให้เกิดการฝึกภาษา อาชีพ ช่วยเหลือด้านการจัดหางานและให้มีความคุ้มครองสิทธิด้านแรงงานต่อผู้ลี้ภัย นี่ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะกีดกั้นปฏิเสธความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อผู้หนีภัยที่ต้องเผชิญ สงครามในบ้านเกิด ดิฉันจึงขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ในประเทศไทย ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ