สหัสวัต คุ้มคง หารือปัญหาแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองและการสิ้นสุดของข้อตกลง MOU ซึ่งเสี่ยงทำให้แรงงานกว่า 7 แสนคนกลายเป็นแรงงานเถื่อน โดยเสนอให้รัฐผ่อนผันการต่ออายุอยู่ชั่วคราว ไม่ต้องเดินทางกลับประเทศ และพิจารณาขยายอายุทีละ 2 ปี พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของแรงงานเหล่านี้ต่อเศรษฐกิจและข้อเสนอให้ผู้ลี้ภัยในค่ายได้รับอนุญาตทำงานและเข้าสู่ระบบประกันสังคม รวมถึงเรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อบูรณาการการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกล ผมขอมี ส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทาง การบริหารจัดการ รวมถึงแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา ผมอยากจะเรียน อย่างนี้ครับท่านประธาน เหตุที่ต้องตั้งเรื่องนี้เป็นกรรมาธิการวิสามัญเพราะเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง ไม่สามารถจะใส่กล่องเดี่ยว ๆ ได้ครับ ต้องทำงานกันอย่างบูรณาการทั้งต่างประเทศ หน่วยงานความมั่นคง มหาดไทย แรงงาน ไม่สามารถแยกออกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ครับ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็คงได้พูดเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชน ความโหดร้ายของสงครามและผู้ที่หนีภัยสงครามไปกันบ้างแล้วนะครับ ผมอยากจะขอพูดถึงผู้ได้รับผลกระทบอีกด้านหนึ่ง คือผู้ใช้แรงงานครับ โดยเฉพาะแรงงาน ข้ามชาติครับ ผมขอเริ่มอย่างนี้นะครับ ปัญหาผู้ลี้ภัยนอกจากผู้ลี้ภัยสงครามที่หนีตายกันมา ผลกระทบจากสงคราม อีกส่วนหนึ่งคือทำให้คนจำนวนมากทำมาหากินไม่ได้ จึงเกิดการลี้ภัย ที่เรียกว่าเป็นผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจ แล้วส่วนหนึ่งคนเหล่านี้ก็กลายมาเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศของเราในปัจจุบัน สถานการณ์แรงงานข้ามชาติในปัจจุบันเป็นอย่างนี้ครับ ในไทยมีการใช้แรงงานข้ามชาติ ๔ สัญชาติ มีรูปแบบการนำเข้ามาอยู่ ๓ รูปแบบ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
รูปแบบแรก คือ MOU คือกลุ่มแรงงาน ข้ามชาติที่เราไปทำสัญญาร่วมกับประเทศต่าง ๆ โดยทำงานได้ครั้งละ ๒ ปี และต่อได้อีก ครั้งละ ๒ ปี จากนั้นต้องกลับประเทศต้นทาง ๓๐ วันแล้วกลับมาทำงานใหม่ แต่โดยมติ ครม. เมื่อปีที่แล้วมีการผ่อนผันให้กลับเป็นเพียง ๑ วันก็กลับมาได้นะครับ
รูปแบบที่ ๒ คือกลุ่มที่ได้รับอนุญาตตามมติ ครม. ที่ได้รับการผ่อนผัน รับจดทะเบียนให้อยู่และทำงานในประเทศชั่วคราว หรือที่เราเรียกกันว่าบัตรชมพู โดยคน เหล่านี้ได้รับอนุญาตเป็นครั้ง ๆ ครั้งละไม่เกิน ๒ ปี
รูปแบบที่ ๓ คือประเภทของแรงงานข้ามชาติที่ทำงานแบบไปกลับบริเวณ ชายแดนหรือตามฤดูกาล ซึ่งจะเป็นแรงงานประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ทำงานได้ในเฉพาะพื้นที่ชายแดนเท่านั้น และทำงานได้ครั้งละไม่เกิน ๙๐ วันเท่านั้น
ส่วนจำนวนแรงงานข้ามชาติก็ตามสไลด์ที่ปรากฏอยู่ เรื่องราวเป็นอย่างนี้ครับ ท่านประธาน หลังจากเกิดการรัฐประหารในประเทศเมียนมาเมื่อปี ๒๕๖๔ แรงงานข้ามชาติ ที่มาแบบ MOU ก็มีการต่อระยะเวลามาเรื่อย ๆ แต่พอรอบนี้เมื่อ MOU เขาจะหมดเวลา ตามระเบียบแล้วเขาก็ต้องกลับไปประเทศบ้านเกิดของเขาก่อนแล้วจึงเดินทางกลับมายัง ประเทศไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นคือแรงงานจำนวนมากไม่สามารถที่จะกลับไปยังบ้านเกิดได้ เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย มีพี่น้องแรงงานข้ามชาติหลายคนที่ในช่วงเกิดสงคราม กลางเมืองในประเทศเมียนมานั้นครอบครัวถูกจับกุมคุมขังหรือเสียชีวิตทั้งครอบครัว แรงงาน บางคนถูกมองว่าเป็นศัตรูกับรัฐ ทำให้คนเหล่านี้มีความเสี่ยงในการกลับไป ซ้ำร้ายกว่านั้น แรงงานบางคนถูกยกเลิก Passport เพราะรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ามองว่าคนเหล่านี้ เป็นปฏิปักษ์กับรัฐโดยตรง เป็นคนที่ส่งเงินกลับไปช่วยอีกฝั่งจนนำไปสู่อีกปัญหา คือเรื่องของ การส่งเงินกลับของแรงงานเมียนมาที่ตอนนี้ก็ยังเป็นปัญหา ผมจะยังไม่ลงละเอียดเรื่องนี้ ในวันนี้นะครับ
ปัญหาต่อไปที่จะเกิดขึ้น ด้วยความที่แรงงานเหล่านี้กลับบ้านไม่ได้ ด้วยสภาพ แบบนี้จะทำให้เกิดแรงงานถูกกฎหมายจำนวนหนึ่งที่จะกลายเป็นแรงงานเถื่อน ตอนนี้ปัญหา ที่เร่งด่วนที่สุด คืออีกไม่กี่วันในเดือนกุมภาพันธ์จะมีแรงงานตาม MOU และมติ ครม. ที่จะหมดอายุอีกประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน และในเดือนกุมภาพันธ์ปี ๒๕๖๙ จะเพิ่มเป็น ๒ ล้านคน และแน่นอนเมื่อเขาเหล่านี้กลับบ้านไม่ได้ก็ต่อสัญญาไม่ได้ ทางเลือกก็คงจะมี ไม่มาก เช่น คนเหล่านี้อาจจะถูกแอบจ้างงานต่อด้วยสภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าเดิม ไม่มีสวัสดิการ ถูกกดค่าแรง หรืออาจโดนเรียกรับส่วยได้ ทั้งจากเจ้าหน้าที่ Agency หรือจาก นายจ้าง หรือซ้ำร้ายกว่านั้นคนเหล่านี้อาจจะกลายเป็นผู้หนีภัยไปโดยปริยาย และจะทำให้ เกิดปัญหาอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วนะครับ คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งคือคนที่ หนีตายจากสงคราม โดยหลักการเราไม่สามารถส่งเขากลับได้อยู่แล้ว แต่ในทางหนึ่ง คนเหล่านี้เองก็เป็นคนที่ทำมาหากินในบ้านเรา สร้างเศรษฐกิจให้กับเราจำนวนมาก แต่เขา ต้องกลายเป็นคนผิดกฎหมายเพียงเพราะตอนนี้เขากลับบ้านตัวเองไม่ได้ เราจะไม่ช่วยเหลือ เขาหรือครับ
นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของแรงงานคือเราต้องยอมรับว่าประเทศเรา กำลังขาดแคลนแรงงาน เราต้องนำเข้าแรงงานจำนวนมากจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเรา กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะเป็นไปได้ไหมครับที่จะให้คนเหล่านี้มาทำงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเราต่อไป โดยข้อเสนอคร่าว ๆ ของผมมีดังนี้ครับ
ข้อ ๑ ให้มีการผ่อนผันแล้วต่ออายุชั่วคราวให้กับแรงงานที่กำลังจะหมด MOU ไปชั่วคราวก่อน
ข้อ ๒ กระบวนการ MOU ให้คงไว้แบบเดิม แต่อาจมีการผ่อนผันให้กับ แรงงานที่เคยอยู่แล้วในประเทศสักปีหนึ่งก่อน โดยยังไม่ต้องเดินทางกลับไปยังประเทศ ต้นทาง
ข้อ ๓ หากสถานการณ์ในเมียนมายังไม่ยุติ ให้มีการพิจารณาต่ออายุทีละ ๒ ปีโดยที่ไม่ต้องกลับประเทศ
ข้อ ๔ สำหรับผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยต่าง ๆ อาจจะมีการพิจารณาอนุญาต ให้ทำงานได้ แทนที่เราจะต้องใช้ภาษีเพื่อเลี้ยงดูและจำกัดสิทธิของพวกเขาแค่เพียงอย่างเดียว แต่ให้เขามีอิสระรวมทั้งสร้างศักยภาพให้กับเขา โดยให้เขาทำงานให้ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม และทำงานสร้างเศรษฐกิจให้กับเราต่อไป ผมขอสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวครับ ขอบคุณท่านประธานครับ