ปารมี ไวจงเจริญ สนับสนุนญัตติการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา แนวทางการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กผู้ลี้ภัย และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการคุ้มครองสิทธิของเด็กผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาการศึกษาของลูกหลานผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายพักพิงในประเทศไทย และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดตั้ง กรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาหาแนวทางจัดการศึกษาของพวกเขา
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันขอมีส่วนร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา แนวทางการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยในที่พักพิงชั่วคราว ๙ แห่ง ขอสไลด์ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ดิฉันขออภิปรายในหัวข้อ การเข้าถึงการศึกษาและมาตรฐานการศึกษาของเด็ก เยาวชน ลูกหลานผู้ลี้ภัย ในฐานะที่ดิฉัน ทำงานด้านการศึกษา จะเห็นได้ว่าสภาพความเป็นอยู่หรือสภาพโรงเรียนหรือสถานที่ จัดการเรียนการสอนของบรรดาเด็กเยาวชนลูกหลานผู้ลี้ภัยนี้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก ดังจะเห็น ได้ในสไลด์ต่อไป มาตรฐานและการเข้าถึงต่ำกว่าสากลต่าง ๆ และต่ำกว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วไปมาก ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน อาศัยอยู่ในค่ายพักพิง ๙ แห่งจังหวัดชายแดนไทยกับเมียนมา ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อยที่หนีตาย จากการสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน ยังไม่นับรวมผู้ลี้ภัยในเขตเมืองที่พักพิงอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกกว่า ๙,๐๐๐ คน อันนี้ดิฉันได้ข้อมูลจาก Website ของ Amnesty จำนวน ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศเป็น อย่างมาก และประเทศไทยจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือ ตามหลักมนุษยธรรมให้กับผู้ลี้ภัยเหล่านี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงสิทธิขั้น พื้นฐานต่าง ๆ ในระหว่างการลี้ภัยได้อย่างปลอดภัยและอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่เสมอภาคกัน ท่านคงรู้จักอนุสัญญาปี ค.ศ. ๑๙๕๑ ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย หรือบางคน เรียกสั้น ๆ ว่าอนุสัญญาผู้ลี้ภัย ซึ่งเป็นเอกสารทางกฎหมายที่กำหนดการทำงานขั้นพื้นฐาน ของ UNHCR หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ อนุสัญญานี้กำหนดนิยาม ของคำว่า ผู้ลี้ภัย รวมถึงสิทธิของผู้ลี้ภัยตลอดถึงพันธกรณีของรัฐภาคีในการคุ้มครองผู้ลี้ภัย ก็คือหลักการสำคัญคือหลักไม่ผลักดันกลับ อันเป็นหลักการพื้นฐานที่จะได้ยืนยันสิทธิพื้นฐาน ในความเป็นมนุษย์ของผู้ลี้ภัยที่จะไม่ถูกผลักดันกลับไปยังประเทศที่เขาต้องเผชิญภัยร้ายแรง ต่อชีวิต หรือร้ายแรงต่อสิทธิเสรีภาพของพวกเขา จากผลการศึกษาข้อมูลดิฉันพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวกับผู้แสวงหาที่ลี้ภัย หรือยังไม่มีมาตรการ ทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ซึ่งมาพำนักชั่วคราวในประเทศไทย เนื่องจาก ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๕๑ และประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมภาคยานุวัติในพิธีสารเกี่ยวกับสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๖๗ โดยประเทศไทยเลี่ยงบาลีไปใช้คำว่า ผู้หนีภัยความไม่สงบ แทนคำว่า ผู้ลี้ภัย เนื่องจากเหตุผล ทางรัฐศาสตร์ ดังนั้นผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยจึงตกอยู่ภายใต้ กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมืองปี ๒๕๒๒ ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้มีสถานะ เป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทำให้เสียสิทธิหลายอย่างไป จากข้อกฎหมายนี้เองที่ทำให้ ผู้ลี้ภัยเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมืองปี ๒๕๒๒ ก่อให้เกิดการละเมิด สิทธิของคนต่างชาติซึ่งเป็นผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิ มนุษยชน เพราะถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้เข้าเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาและพิธีสารที่ดิฉัน กล่าวไปข้างต้น แต่ประเทศไทยก็มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ โดยก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ไปลงนามให้สัตยาบันในกฎหมาย ระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ถึง ๗ ฉบับ แต่ดิฉันจะขอกล่าวถึงฉบับที่เกี่ยวข้อง กับเด็กเยาวชนและเกี่ยวข้องกับประเด็นการศึกษาที่ดิฉันพูดถึง ก็คืออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นข้อตกลงด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับการรับรองมากที่สุดในโลก ๔ สิทธิ ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก คือ ๑. สิทธิในการอยู่รอด ๒. สิทธิในการได้รับการปกป้อง คุ้มครอง ๓. สิทธิได้รับการพัฒนา และ ๔. สิทธิในการมีส่วนร่วม ดิฉันขอเน้นสิทธิเด็กในข้อ ๓ สิทธิที่เด็กจะได้รับการพัฒนาเพราะเกี่ยวกับการเข้าถึงการศึกษา การศึกษาสำหรับเด็กผู้ลี้ภัย เหล่านี้สำคัญมาก สำคัญมากในการสร้างสันติภาพและพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับประเทศที่ให้การ ดูแลพวกเขาก็คือประเทศไทยนั่นเอง และรวมไปถึงประเทศของพวกเขาเอง เมื่อพวกเขา มีศักยภาพ มีความสามารถ เดินทางกลับไปยังประเทศบ้านเกิดได้ในอนาคตเขาจะได้มี ศักยภาพในการดูแลตัวเองได้ แต่การศึกษาของบรรดาผู้ลี้ภัยในค่ายที่พักพิงปัจจุบันแย่มาก เกิดช่องว่างทางการศึกษาของเด็กผู้ลี้ภัย และช่องว่างนี้มีแต่จะขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กเยาวชนลูกหลานผู้ลี้ภัย มีน้อยมาก พวกเขามีโอกาสน้อยมากค่ะ จากการสำรวจดิฉันพบว่าการจัดการศึกษาในค่าย ผู้ลี้ภัยทั้งหมดดำเนินการโดยองค์กรของผู้ลี้ภัยและองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ สืบเนื่อง จากรัฐบาลไทยไม่ยอมรับสถานะผู้ลี้ภัยคนเหล่านี้ ทำให้เขาไม่มีทางเลือกด้านการศึกษา มากนัก ซึ่งการจัดการศึกษาในค่ายผู้ลี้ภัยจะมีอยู่ ๒ องค์กรใหญ่ ๆ ก็คือ องค์กรผู้ลี้ภัยคะเรนนี และองค์กรผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง โดยส่วนใหญ่ได้เงินสนับสนุนจากองค์กรการกุศลต่างชาติ อย่างเช่น JRS หรือ Jesuit Refugee Service เนื่องจากมีเยาวชนต้องการเรียนจำนวนมาก ดังนั้น การแข่งขันเข้าสถานศึกษาหรือโรงเรียนของบรรดาลูกหลานผู้ลี้ภัยจึงแข่งขันกันสูงมาก ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและรายจ่ายอื่น ๆ พร้อมทั้งต้องขออนุญาตเดินทางออก นอกค่ายถ้าหากเขาไม่ได้พักพิงที่ค่ายนั้น เพราะฉะนั้นเขามีอุปสรรคมากมาย มีโอกาสได้ เข้ารับการศึกษาก็ต่ำ จากสถิติของ UNESCO พบว่าบรรดาเด็กเยาวชนลูกหลานผู้ลี้ภัย มีเพียงร้อยละ ๕๕ เท่านั้นที่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับประถมศึกษา และผู้ลี้ภัยเหล่านี้พอโตขึ้น อุปสรรคก็มากขึ้นอีก ได้เข้าต่อมัธยมเพียงแค่ร้อยละ ๒๓ ปัญหาใหญ่ในการจัดการศึกษา ในค่ายผู้ลี้ภัยนั้นดิฉันสรุปมา ๔ ประเด็นดังนี้
อันที่ ๑ เด็กเหล่านี้มีเป็นจำนวนมากเกิดในไทยและอยู่มายาวนาน พวกเขา ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศบ้านเกิดคือเมียนมาเลย พวกเขาจึงไม่คิดจะกลับ และพอ สถานการณ์รุนแรงอย่างนี้ทำให้เสียโอกาส เขากลับไม่ได้แน่ ๆ ประเทศเราน่าจะใช้ต้นทุนทาง มนุษย์ โอกาสทางต้นทุนมนุษย์ในจุดนี้เพราะปัจจุบันประเทศไทยเราขาดแรงงานหลายระดับ
อันที่ ๒ มาตรฐานการศึกษาไม่มีเลย มีแต่ขาดไปหมดทุกอย่าง ประเทศไทย เรามีค่ายพักพิง ๙ แห่ง ผู้ลี้ภัย ๑๐๐,๐๐๐ พวกเขาต้องการความช่วยเหลือมากในการสร้าง ศักยภาพ ในการเพิ่มโรงเรียน เขาขาดโรงเรียน ขาดอุปกรณ์การเรียน ขาดคุณครู ขาดเทคโนโลยี ทางการศึกษา
อันที่ ๓ เขาขาดครูทั้งปริมาณและคุณภาพ ครูที่สอนในโรงเรียนตามค่าย เหล่านี้ล้วนเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากภายในค่ายผู้ลี้ภัย หรืออาจจะมาจากเมียนมาโดยได้รับ การฝึกฝนอบรมเพิ่มเติม แต่ครูเหล่านี้ส่วนใหญ่อายุน้อย ประสบการณ์การสอนก็ไม่พอ ค่าตอบแทนก็ต่ำมากเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท คุณภาพก็เลยไม่ได้สูง ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ ไม่อยากเป็นครูสืบเนื่องกันต่อ
อันที่ ๔ ที่เขาขาดคือพ่อแม่ผู้ปกครองของเขาไม่เห็นโอกาสของชีวิตเมื่อสำเร็จ การศึกษา พวกเขารู้สึกว่าเรียนหนังสือไปก็ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เพราะเขาไม่ได้รับ วุฒิการศึกษา หากต้องการศึกษาต่อ การศึกษาต่อก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้หนุ่มสาว ลูกหลานผู้ลี้ภัยมักแต่งงานกันเร็ว มีบุตรตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ๑๖ ปี นอกจากนี้ผู้ปกครองยังมีความเห็นว่าครูที่เป็นผู้ลี้ภัยด้วยกันมาสอนมีอายุน้อย ไม่มี ความสามารถ ไม่มีทั้งประสบการณ์ จึงไม่อยากส่งเสริมให้ลูกเข้าเรียน เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหา และอุปสรรคสำคัญในการจัดการศึกษาที่ดิฉันเห็นว่าสภาเราควรจะจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาเพื่อพิจารณาหาแนวทางจัดการศึกษาของบรรดาลูกหลานผู้ลี้ภัย ขอบคุณค่ะ