สุรเชษฐ์ ถามสด ขอชี้แจงความชัดเจนโครงการแลนด์บริดจ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ มกราคม ๒๕๖๗

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ตั้งกระทู้ถามสดถึงความชัดเจนของข้อมูลโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเรียกร้องให้เปิดเผยการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การใช้แบบจำลอง Logit เพื่อประเมินความคุ้มค่าและเปรียบเทียบกับเส้นทางช่องแคบมะละกาอย่างโปร่งใส และเน้นย้ำความจำเป็นของการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่เพียงความต้องการหรือภาพฝันของผู้มีอำนาจ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอตั้งกระทู้ถามสดเพื่อสอบถามท่านประธานผ่านไปยังท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมถึงความชัดเจนของข้อมูลในโครงการแลนด์บริดจ์ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและ อันดามัน โครงการนี้ก็เป็นโครงการที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจริงครับ เพราะว่าเป็น อภิมหาโครงการร่วมทุนที่ใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า ๑ ล้านล้านบาท พูดง่าย ๆ ว่า ใหญ่กว่า Flagship ทั้ง ๕ Project ของ EEC รวมกันอีกนะครับ นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก็พาแลนด์บริดจ์ไป Roadshow โฆษณาทั่วโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจีน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และล่าสุดก็ไปที่สวิสเซอร์แลนด์ ผมเข้าใจดีครับถึงการที่ท่าน นายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอยากขายโครงการนี้ อยากเห็น การพัฒนาประเทศ อยากเห็นการพัฒนาภาคใต้ แล้วผมก็อยากเห็นการพัฒนาเช่นกันนะครับ แต่เราต้องแยกแยะระหว่างความฝันกับความจริง ไม่ใช่แค่อยากอย่างเดียว เราต้องมาดู รายละเอียดกันด้วยข้อมูลและเหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ฝันลอย ๆ พูดไปเรื่อย แล้วกล่าวหาว่าอีกฝ่ายไม่อยากเห็นการพัฒนาบ้างล่ะ ไม่รักชาติบ้างล่ะ ถือหางสิงคโปร์ บ้างล่ะ อย่างนั้นไม่สร้างสรรค์เลยครับ ผมว่าเรามาคุยกันด้วยเหตุด้วยผลดีกว่า ก่อนอื่นผมอยากให้พวกเราคิดถึงคำ ๒ คำที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดเวลาพิจารณาถึงโครงการ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ คำแรกคำว่า อยากได้หรือไม่อยากได้ กับคำที่ ๒ ควรทำหรือ ไม่ควรทำ ๒ คำนี้อาจฟังดูคล้ายกัน แต่ความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คำว่า อยากได้ หรือไม่อยากได้ อันนี้ตัดสินใจไม่ยากครับ ใช้ความรู้สึกส่วนบุคคลว่าเราจะได้ประโยชน์ จากโครงการนั้นไหม แต่คำว่า ควรทำหรือไม่ควรทำ อันนี้ต้องพินิจพิเคราะห์ให้ดีนะครับ ต้องมองอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิง Benefit หรือว่าผลประโยชน์จากโครงการ แล้วก็เชิง Cost หรือว่าต้นทุนจากการทำโครงการ โดยเอาประโยชน์ของประเทศไทยนี่ล่ะครับเป็นที่ตั้ง แล้วก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่ฝันไปเรื่อย โฆษณาไปเรื่อย เพราะฉะนั้น การจะตอบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ควรทำหรือไม่ควรทำมันจึงไม่ง่าย ผมเข้าใจดีนะครับ นี่คือเหตุผลที่รัฐต้องจ้างที่ปรึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ออกแบบ หาทางแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ทั้งในแง่วิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน สิ่งแวดล้อม อาจต้องใช้เงินจ้างที่ปรึกษาบ้าง แต่ว่าไม่มากหรอกครับเมื่อเทียบกับงบลงทุนที่จะเกิดขึ้นในโครงการ อย่างโครงการนี้ เรากำลังพูดถึงเงิน ๑ ล้านล้านบาท แต่หากไม่จ้างแล้วลุยเลยโดยไม่มีรายละเอียดอันนี้ น่ากลัวมากนะครับ สำคัญก็คือการจ้างที่ปรึกษาผู้ที่รับจ้างจะต้องมีความรู้และมีจรรยาบรรณ ในวิชาชีพ ศึกษาอย่างจริงจังและเป็นกลาง ไม่ใช่ปั้นตัวเลขเพื่อตอบโจทย์ตามธงของ ผู้มีอำนาจที่สั่งการด้วยอาจที่ความไม่รู้ แต่อยากเห็นประเทศพัฒนา แค่อยากนะครับ เพราะฉะนั้นที่ปรึกษานี้สำคัญมากต่อการทำข้อมูลสนับสนุนที่ศึกษามาอย่างจริงจัง และเป็นกลาง เพราะการตัดสินใจว่าจะลงทุนในโครงการระดับ ๑ ล้านล้านบาทแบบนี้ มันควรทำหรือไม่ควรทำต้องมีรายละเอียดมากพอ แล้วก็ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ใส่ใจในรายละเอียด จะฝันเอาอย่างเดียวว่าทำแล้วจะเกิดโน่น นี่ นั่นคงไม่ได้ เวลาเราศึกษา เรื่องของแลนด์บริดจ์แก่นกลางของเรื่องก็คือเวลาและค่าใช้จ่ายของสายการเดินเรือ เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าสายการเดินเรือเป็นลูกค้าหลักที่จะหันมาใช้เส้นทาง แลนด์บริดจ์แทนที่จะใช้ช่องแคบมะละกา เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า แลนด์บริดจ์จะก่อให้เกิดการลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายได้จริงอย่างมีนัยสำคัญ มิเช่นนั้น ก็ยากนะครับ ยากที่จะเชื่อว่าสายการเดินเรือจะเปลี่ยนใจหันมาใช้บริการแลนด์บริดจ์ ในปริมาณที่มากพอที่จะก่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุน วิธีการทางวิทยาศาสตร์สำหรับ การแก้ปัญหาในโจทย์ลักษณะนี้ก็คงหนีไม่พ้นการใช้ Logit Model ซึ่งเป็นแบบจำลอง ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการประมาณการเปรียบเทียบกรณีไม่มีเมื่อเทียบกับมีโครงการ แลนด์บริดจ์นะครับ แต่หากท่านบอกว่าไม่มีการใช้แบบจำลองมาประมาณการก็คือท่านฝัน เอาอย่างเดียว ผมว่าการศึกษานี้กลวงมาก แบบนั้นไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาหรอก ฝันไปเรื่อย ใครก็ฝันได้ครับ แต่ผมก็เชื่อว่าหน่วยงานก็คงไม่กล้าฝันลอย ๆ อย่างนั้น เพราะฉะนั้น ผมยังเชื่ออยู่นะครับ ยังเชื่ออยู่ว่าเขาคงจะต้องมีแบบจำลองที่เป็นวิทยาศาสตร์ ก็อยากให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยยืนยันว่ามีการใช้ Logit Model ในการทำ Discredit Choice Analysis เพื่อเลือกระหว่างแลนด์บริดจ์กับช่องแคบมะละกา มิเช่นนั้นท่านก็ต้องตอบให้ได้ว่าท่าน จินตนาการตัวเลขมาอย่างไร มันล่องลอยแค่ไหน Assume อะไรไปบ้าง แต่หากท่านมี Logit Model หรือจะเป็นวิธีการอื่นใดในการประมาณการมาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ก็ควร จะต้องเปิดเผยเพื่อมาถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผล พวกเราพร้อมที่จะช่วยตรวจการบ้าน ที่ท่านไปจ้างที่ปรึกษามาแล้วมาทำตัวเลข เพราะว่าการที่จะดูว่ามันคุ้มค่าจริงหรือไม่มันต้อง ดูว่าอะไรที่มันอยู่ใน Discredit Choice ที่สมมุติขึ้นมาในแต่ละคู่ OD ก็คือจาก Origin ประเทศหนึ่งไป Destination อีกประเทศหนึ่งอะไรคือเวลาและค่าใช้จ่าย อันนี้ถือว่าเป็น ตัวแปรสำคัญอย่างแน่นอนที่จะวิเคราะห์ว่าคนที่จะเปลี่ยนมาใช้เส้นทางนี้มีมากขนาดไหน ค่าต่าง ๆ ในปีฐานแล้วก็ปีอนาคตต่าง ๆ ซึ่งปกติก็พยากรณ์ทุก ๕ ปีล่วงหน้าไป ๓๐ ปีก็ควร จะต้องถูกเปิดเผยเพื่อให้เห็นว่าฝันที่ท่านกำลังฝันอยู่นั้นเป็นจริงได้หรือไม่ หรือว่ามันฝันใหญ่ แบบเว่อร์วังอลังการเกินไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่ในรายงานของ สนข. ตอนนี้มันมีแต่ตัวเลขผลลัพธ์แบบเว่อร์วังอลังการ เราจึงต้องตามไปตรวจสอบวิธีการประมาณการกัน เพราะว่ามีหลายสิ่งที่ปรากฏออกมาแล้ว น่าประหลาดใจ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟัง อย่างเช่นคู่ OD จากแอฟริกาไปเอเชียใต้ ก็คือแถวอินเดีย ศรีลังกา หรือว่าจากตะวันออกกลางไปเอเชียใต้หรือจากยุโรปมาเอเชียใต้ เขาจะมีโอกาสมาใช้ท่าเรือระนองจริง ๆ หรือครับ คือเขาจะมาทำไม และที่ประมาณการมา จะมามากน้อยแค่ไหนก็ต้องไปดูกัน หรือว่าคู่ OD จากออสเตรเลียซึ่งไปตะวันออกไกล ๆ ของเราที่จะไปทางฟาร์อีสท์หรือว่าจีนฝั่งตะวันออก เซี่ยงไฮ ปักกิ่ง หรือว่าไปเกาหลี ญี่ปุ่น อะไรแถว ๆ นั้น เขาจะแวะมาใช้ท่าเรือชุมพรทำไมครับ ท่านรัฐมนตรีต้องสั่งการให้หน่วยงาน มีใจที่จะเปิดเผยข้อมูลในรายละเอียด แล้วก็หากพวกผมในฐานะฝ่ายค้านได้ดูรายละเอียด พวกนั้นแล้วไม่เห็นความปกติก็คงไม่มีเหตุผลอะไรให้คัดค้าน ค้านแบบไม่มีเหตุผลก็แย่ เช่นเดียวกับการหนุนไปเรื่อยหรือว่าอวยไปเรื่อยนะครับ คือเราต้องเอาข้อมูลมากางดูกัน ผมเชื่อว่าท่านมีของนะครับ เราจึงต้องมาไตร่ตรองมาลงละเอียดกัน แล้วมาถกเถียงกัน ด้วยเหตุผล เพราะว่าผลลัพธ์ที่ประมาณการออกมาอยู่ในรายงานเล่มนี้มันสูงเกินจริงครับ ท่าเรือที่จะทำมันเป็นท่าเรือยักษ์ ขนาด ๒๐ ล้านตู้ใน ๒ ฝั่ง ฝั่งละ ๒๐ ล้านตู้ ผมให้ Sense ท่านคร่าว ๆ ง่าย ๆ ว่าท่าเรือแหลมฉบังที่เปิดให้บริการแล้ว แล้วเราเห็นได้ด้วยตาว่า ใช้การอยู่จริง แล้วก็มีฐานการผลิตมี EEC อยู่ตรงนั้นจริง มันอยู่ที่ประมาณ ๘ ล้านตู้ครับ ท่านประธาน ทีนี้เราจะทำ ๒๐ ล้านตู้นะครับ ในอนาคตที่กำลังขยายอยู่ก็คือจะขยาย แหลมฉบังให้เป็น ๑๘ ล้านตู้ แต่นี่เราจะทำ ๒ ฝั่ง ฝั่งละ ๒๐ ล้านตู้ มันฝันใหญ่ไปไหม ส่วนตัวเลขที่ร่ำลือกันว่าทำแลนด์บริดจ์จะประหยัดได้ ๒-๓ วัน นี่มันก็เป็นไปไม่ได้เห็น ๆ เราไม่ได้พูดถึงโครงการคลองไทยซึ่งอาจจะประหยัดเวลาได้จริง แต่ว่าในส่วนของโครงการ คลองไทยก็ต้องไปลงลึกรายละเอียดกันว่ามันลงทุนเยอะกว่ามันจะคุ้มค่าจริงหรือไม่ แต่เวลา เราพูดถึงแลนด์บริดจ์ระยะทางสั้นลงนิดหน่อย ย้ำว่าแค่นิดหน่อยนะครับ เพราะมันไม่ได้ ลัดมากแบบคลองปานามาหรือคลองสุเอซ แต่ว่ามันจะต้องเสียเวลาในการยกของ ยกตู้ขึ้น ยกตู้ลง แล้วก็ขนส่งทางบกซึ่งค่าใช้จ่ายก็สูงแล้วเสี่ยงต่อสินค้าหายหรือว่าเสียหายต่าง ๆ อีก แล้วก็ต้องไปยกขึ้นยกลงอีกรอบท่าเรืออีกฝั่ง แล้วเรากำลังพูดถึงเรือยักษ์ขนาด ๒๐,๐๐๐ ตู้ ที่ไม่ได้ว่างมากมาจอดรอทั้ง ๒ ฝั่ง ไปถึงแล้วมันทันการณ์พอดี คือมันต้องใช้ลานเยอะมาก ต้องมีการบริหารจัดการซึ่งสายการเดินเรือเขาก็บอกว่ามันนานขึ้นและแพงขึ้นแน่นอน ต้องเสียเวลามากขึ้นราว ๗-๑๐ วันในการทำงานจริง เขาบอกว่าจะก่อให้เกิดปัญหาการ จัดการลานตู้ในท่าเรือทั้ง ๒ ฝั่ง ทำให้เรืออาจเทียบท่าใช้เวลาในการขนถ่ายประมาณ ๗-๑๐ วัน ในแต่ละฝั่ง สำหรับการยกตู้ขึ้นฝั่งแล้วก็ยกตู้สินค้าในแต่ละเที่ยวกลับ ซึ่งจะก่อให้เกิด สายการเดินเรือจะต้องเพิ่มเรืออีกอย่างน้อย ๑.๕ ลำโดยเฉลี่ยขึ้นไป ฉะนั้นการศึกษาที่ดี ต้องคิดในแง่ของ Operation ด้วยว่าตู้เป็นของบริษัทไหน ตู้ไหนหนัก ตู้ไหนเบา มันไม่ง่าย ที่จะจัดเรียงสินค้า ๒๐,๐๐๐ ตู้ แล้วก็ต้องหาเรือยักษ์มาจอดรอ ๒ ฝั่ง แม้ท่านจะบอกว่า มีระบบ Automation แต่ก็หนีไม่พ้นในเรื่องของเวลาและค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการใช้ ช่องแคบมะละกานะครับ คือมันต้องดูเรื่องของการแข่งขัน นอกจากนั้นยังมีช่องแคบซุนดา ช่องแคบลอมบอกที่เป็นทางเลือกอีกด้วยนะครับ รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสายการเดินเรือ จะสามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญที่จะทำให้การเดินเรือส่วนหนึ่ง หันมาใช้แลนด์บริดจ์ในปริมาณที่มากพอที่จะก่อให้เกิดความคุ้มค่า ผลการศึกษาจากสภาพัฒน์ เมื่อ ๒ ปีที่แล้วก็ชี้ชัดว่าไม่คุ้มค่าในการลงทุนทั้งเศรษฐกิจและการเงิน แล้วก็ข้อเสนอแนะ ในรายงานของสภาพัฒน์ก็คือควรปรับ Business Model โดยลดขนาดของโครงการลง เหลือเพียงบทบาทสนับสนุนการผลิตและการค้าของไทยภายใต้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ ภาคใต้ ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดขนาดโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนไปได้อย่างมาก ลดความเสี่ยงจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบต่อชุมชนและการเวนคืน แต่ตอนนี้ ที่กำลังทำอยู่นี้รัฐบาลกำลังเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามคือจะเพิ่มขนาด แถม Business Model ก็ไม่ได้ชัดเจนนะครับ แต่จะเร่ขายไปทั่วโลกจะขายได้หรือขายหน้าก็คงต้องติดตาม กันต่อไปว่าจะมีคนมาลงทุนจริงหรือไม่ สำหรับวันนี้กระทู้สดผมขอถามนะครับ ถามเอาเป็นรูปธรรมเลยว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะ ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายได้เท่าไร ขอให้ท่านรัฐมนตรีอธิบายมาชัด ๆ เอาสัก ๑ เส้นทาง ที่สำคัญก็คือเส้นทางฟาร์อีสท์จากจีนตะวันออกไปยุโรป เพราะว่าแลนด์บริดจ์คาดว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้คือสินค้าประเภท Transshipment ท่านประธานต้องให้ท่านรัฐมนตรี ตอบนะครับว่ากรณีไม่มีโครงการ คือไปใช้ช่องแคบมะละกาใช้ระยะเวลาและระยะทางเท่าไร ในสายการเดินเรือสายนี้ และถ้ามีโครงการหากสายการเดินเรือที่ไปใช้ช่องช่องแคบมะละกา จะใช้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเท่าไร เมื่อเทียบกับหากมาใช้แลนด์บริดจ์จะใช้ระยะเวลาและ ค่าใช้จ่ายเท่าไร ขอบคุณครับท่านประธานในคำถามแรก