กัณวีร์ เสนอตั้ง กมธ. ศึกษาแนวทางช่วยผู้ลี้ภัยเมียนมา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗

กัณวีร์ สืบแสง หารือสถานการณ์ผู้ลี้ภัยจากความไม่สงบในเมียนมาหลังรัฐประหาร เสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการอย่างเป็นระบบ พร้อมเรียกร้องให้ไทยปรับบทบาทในเวทีระหว่างประเทศอย่างสมดุลระหว่างความมั่นคงกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และผลักดันนโยบายรวมถึงกฎหมายรองรับผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนทั้งการส่งกลับมาตุภูมิ การตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม และการรวมเข้ากับสังคมไทย

นายกัณวีร์ สืบแสง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ผมมาเสนอญัตติเรื่องการขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและหาแนวทางการบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหา ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา หรือ ผภสม. แต่จริง ๆ แล้วผมอยากจะเรียกว่าผู้ลี้ภัย ท่านประธานครับ ขออนุญาตที่จะอ่านตัวญัตติที่ผมเสนอเข้ามาให้ทางที่ประชุมสภาทราบ ผ่านทางท่านประธาน หลังรัฐบาลเมียนมา พ.ศ. ๒๕๖๔ หลังการรัฐประหารที่สำคัญ ในสถานการณ์การสู้รบภายในประเทศเมียนมาทวีความรุนแรงขึ้นจากการประเมินด้วยดัชนี สันติภาพโลก เมื่อปี ๒๕๖๖ ระดับสันติภาพของเมียนมาตกต่ำลง ๗ ลำดับ จากปีก่อนหน้า อยู่ในลำดับที่ ๑๔๕ จากทั้งหมด ๑๖๓ ส่งผลให้พลเรือนเมียนมาเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย ๖,๓๓๗ คน กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมากกว่า ๑.๓ ล้านคน และตกอยู่ในภาวะ ของความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมประมาณ ๑๗.๖ ล้านคน เท่าที่มีการเก็บข้อมูลได้ระหว่าง กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยสถาบันสันติภาพวิจัยออสโล และองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยจะพบว่าเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๖ และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๘๗ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีเพียงมิติด้านความมั่นคง ชายแดนเท่านั้น หากแต่ยังเป็นผลมาจากการเมืองระหว่างประเทศที่ไทยจำเป็นต้องทบทวน แนวนโยบายและการดำเนินการในเชิงรุกมากยิ่งขึ้นในกรอบพหุภาคีทั้งในระดับภูมิภาคและ ระดับโลกเพื่อมิให้ประเทศโดยเฉพาะชุมชนชายแดนตกอยู่ในสภาพตั้งรับต่อปัญหาเพียง อย่างเดียว ทั้งในรูปแบบพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่มีอยู่แล้ว ๙ แห่งที่รองรับผู้ลี้ภัยการสู้รบเดิม อยู่แล้ว ๗๗,๐๐๐ กว่าคน และในรูปแบบพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวในห้วงปีที่ผ่านมา จึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเร่งปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการทั้งการเตรียมพร้อม การป้องกัน และการจัดการระเบียบชายแดนอย่างสมดุลระหว่างมิติความมั่นคงกับ สิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม ตลอดจนการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาในเชิงรุกในเวที ระหว่างประเทศระดับพหุภาคีอย่างสร้างสรรค์ ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติด่วนเพื่อขอให้ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและหาแนวทางการบริหารจัดการ และการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาหรือ ผภสม. ตามข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ และข้อ ๕๐ เพื่อดำเนินการศึกษาประเด็นดังกล่าว โดยเร่งด่วน ให้ทันต่อสถานการณ์ของปัญหาที่มีพลวัตสูง ทั้งนี้เหตุผลและรายละเอียดผมจะขอ ชี้แจงอภิปรายตอนนี้ครับท่านประธาน

ท่านประธานครับ ตามที่เพื่อนสมาชิกคือท่านมานพ ได้ชี้แจงไปถึง สถานการณ์ต่าง ๆ เราเห็นว่าสถานการณ์ในประเทศเมียนมาหลังจากที่เกิดรัฐประหาร วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ สถานการณ์ได้เลวร้ายลง เริ่มต้นตั้งแต่การใช้ความรุนแรง และมี การลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ มีพี่น้องชาวเมียนมาออกมาต่อสู้โดยอหิงสา เรียกร้องให้อำนาจกลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชนโดยเร็ว แต่กลับกันครับ รัฐบาลที่มาจาก ทหารยังใช้อำนาจ ใช้กำลังการเข้าห้ำหั่นทำให้การลิดรอนสิทธิมนุษยชนได้มีความรุนแรงมาก ยิ่งขึ้น ดังนั้น มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ๑๐ กว่าล้านคนแล้ว ตอนนี้ครับท่านประธาน จากประสบการณ์การทำงานของผมในประเทศเมียนมาในตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะมาเป็น นักการเมืองที่ทำงานกับ UNHCR ที่ดูบริเวณชายแดนตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเมียนมา ทั้งหมดที่ติดกับชายแดนไทย ทราบดีครับว่าตอนนี้มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คนที่รอการลี้ภัยหนีการประหัตประหารเข้ามาประเทศไทยตอนใดก็ได้ เราเห็นว่า สถานการณ์เมียนมานี้มีการขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๑๕ ตอนนั้นจริง ๆ แล้ว เราเห็นครับท่านประธานว่ามันมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่เราเห็นว่ามีการเซ็นสัญญายุติ การหยุดยิง NCA (National Ceasefire Agreement) ระหว่างรัฐบาลเมียนมากับทางกลุ่ม ชาติพันธุ์ต่าง ๆ ตอนนั้นเราเห็นว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องผู้หนีภัยการสู้รบหรือผู้ลี้ภัยที่เข้ามา อยู่ในประเทศไทยที่ท่านมานพได้พูดไปตั้งแต่ตอนแรกว่าตอนนี้อยู่ในประเทศไทย ๔๐ ปีแล้ว เรา สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยการส่งกลับผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นกำเนิด คือแนวทางการแก้ไข ปัญหาที่ดีที่สุดในเรื่องสถานการณ์ผู้ลี้ภัย คือ ๑. การเดินทางกลับประเทศมาตุภูมิโดยสมัครใจ หรือเรียกว่า Voluntary Repatriation ณ ตอนนั้นครับ ค.ศ. ๒๐๑๙ ทางรัฐบาลไทยกับ รัฐบาลเมียนมาได้ทำงานร่วมกันในการส่งกลับผู้ลี้ภัยที่อยู่บริเวณชายแดนในพื้นที่พักพิง ทั้งหมด ๙ แห่งได้เดินทางกลับไป ตั้งแต่ปี ๒๐๑๙-๒๐๒๐ เดินทางกลับไป ๑,๐๐๐ กว่าคน มีการเดินทางกลับ การส่งกลับระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมา ส่งกลับโดยมี ความช่วยเหลือสนับสนุนขององค์การระหว่างประเทศอย่าง UNHCR แล้วก็ IOM ได้เดินทาง กลับส่งกลับ และรวมทั้งภาคประชาสังคมกลุ่ม CBO ต่าง ๆ ด้วยมีการส่งกลับไป แต่หลังจาก ได้เกิดรัฐประหารขึ้น การแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด ๑ ใน ๓ ก็คือการเดินทางกลับประเทศมาตุภูมิ โดยสมัครใจนั้นก็ได้ยุติลง ที่ผมเรียนไปในตัวญัตติที่ผมเสนอไป ๗๑,๐๐๐ กว่าคนนั้น เป็นข้อมูลของทางราชการ แต่ถ้าเราไปดูข้อมูลของทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย แห่งสหประชาชาติเราจะเห็นว่าในจำนวนผู้ลี้ภัยในพื้นที่พักพิงทั้ง ๙ แห่งบริเวณชายแดน ที่อยู่ในประเทศไทยมีจำนวน ๙๑,๐๐๐ กว่าคน ๙๑,๐๐๐ กว่าคนนี้ยังไม่สามารถที่จะ เดินทางกลับประเทศมาตุภูมิได้โดยสมัครใจ ไม่มีทางครับถ้าสถานการณ์ในเมียนมายังไม่ถูก แก้ไข เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรกับกลุ่ม ๙๑,๐๐๐ กว่าคนนี้ที่จะสามารถหาแนวทาง การแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนได้ ในทางเวทีโลก ในทางประชาคมโลกเราเห็นว่าจะมี แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องผู้ลี้ทั้งหมด ๓ อย่าง อันแรกที่เรียนไปคือ Voluntary Repatriation การเดินทางกลับประเทศมาตุภูมิโดยสมัครใจ อันที่ ๒ Resettlement การเดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ในพื้นที่พักพิงทั้งหมด ๙ แห่ง ๙๑,๐๐๐ คนนี้ ตั้งแต่มีพื้นที่พักพิงเกิดขึ้นในประเทศไทย เราได้ส่งคนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่สามแล้ว แสนกว่าคน แต่ยังคงเหลืออยู่ ๙๑,๐๐๐ กว่าคน และจริง ๆ แล้วถ้าเราจะสามารถพิจารณาได้ นะครับว่าในจำนวนการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ทั่วโลก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่มีจำนวนประชากรผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศรอบโลกมีทั้งหมด ๑๐๐ ล้านคน การไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในแต่ละปีโควตาจะมีแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ มองง่าย ๆ ก็คือแต่ละปีจะมีคน สามารถเดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่สามได้แค่ ๑ ล้านคน ประเทศไทยคือ ๑ ในจำนวน ๑๐๐ กว่าประเทศที่มีผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ประเทศไทยไม่ได้ถูกจัดลำดับ ความสำคัญเร่งด่วนในการที่จะเอาโควตาของผู้ลี้ภัยที่อยู่ในประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ พักพิงชายแดนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ เพราะฉะนั้น ๙๑,๐๐๐ กว่าคนตามที่คุณมานพได้อภิปราย ไปตอนแรกว่าจะมีการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามอีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน โดยประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นจำนวนน้อย ๗๐,๐๐๐ กว่าคนอย่างไรก็ยังคงอยู่ครับ ถ้าเรา ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาในข้อที่ ๓ ในวงการสหประชาชาติก็คือ Local Integration การผสมผสาน กลมกลืนในประเทศที่ขอลี้ภัย Local Integration นี้จะทำอย่างไร หากประเทศไทยเรายังไม่มี นโยบาย หากประเทศไทยเรายังไม่มีกฎหมายที่รองรับว่าคน ๆ นี้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย ปัญหา เรื่องผู้ลี้ภัยในประเทศไทยเรามองไม่เห็นหรอกครับ เราชอบซุกปัญหาไว้ใต้พรม เราไม่เคยมีว่ามี ผู้ลี้ภัยที่เป็นอย่างทางการ ที่ได้รับสถานะอย่างทางการในประเทศไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีช่วงอินโดจีนเท่านั้นที่มีผู้ลี้ภัยเข้ามาประมาณเป็นล้านคน เดินทาง กลับประเทศมาตุภูมิได้ ๑ ล้านกว่าคน ๑ ล้านคนไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม หลังจากนั้น เราไม่มีผู้ลี้ภัยเลยในประเทศไทย ประเทศไทยปัจจุบันนี้ ๙๑,๐๐๐ คน เราเรียกว่าผู้หนีภัย จากการสู้รบ คนที่หนีเข้ามาใหม่หลังจากการรัฐประหารตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ เราเรียกว่าผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมาเท่านั้น เราไม่มีผู้ลี้ภัย ตรงนี้มันเป็นปัญหา อย่างไรครับ ทำไมมันถึงมีความสำคัญที่ผมอยากจะมุ่งเน้นว่า คำว่า ผู้ลี้ภัย ยังไม่ได้ถูกยอมรับ ในประเทศไทย เนื่องจากว่าหากเราไม่ถูกยอมรับ คนที่ลี้ภัยเข้ามา คนที่หนีภัยการประหัต ประหาร หนีความตายมาจากประเทศอื่น ๆ ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเพื่อรองรับ การช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมจะไม่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนทางมนุษยธรรมใด ๆ เลย จากเวทีโลกถ้าพวกเขายังไม่มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย เพราะฉะนั้นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนของประเทศไทย จำเป็นต้องมีการพิจารณาให้ดีว่าตอนนี้เราสามารถที่จะนำการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน หรือที่ เรียกว่า Durable Solutions ในเรื่องเกี่ยวกับวงการเวทีระหว่างประเทศมาปรับใช้ได้มาก น้อยขนาดไหน ประสบการณ์ของผม ผมเห็นครับ ในการที่ทำงานทั้งจากทางสำนักงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติดูแลเรื่องนโยบายเกี่ยวกับผู้หนีภัยการสู้รบ การทำงานกับ UNHCR ในประเทศเมียนมา เป็นประเทศสุดท้ายที่ผมได้ทำงานกับ UNHCR ผมเห็นว่าการแก้ไข ปัญหาตรงนี้ไม่สามารถทำงานเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงเพียงอย่างเดียว การจะพิจารณา การแก้ไขปัญหา การจะศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหามันมากกว่าเรื่องความมั่นคง การพิจารณาการแก้ไขปัญหานี้มันมากกว่าเรื่องการต่างประเทศ การพิจารณาการแก้ไข ปัญหานี้มันมากกว่าเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย มันเป็นการร่วมมือกันกันทำงานกันหลาย ๆ กระทรวง เป็นการร่วมมือกันทำงานเกี่ยวกับหลาย ๆ คน หลาย ๆ องค์กรที่มีความเกี่ยวเนื่อง ตอนนี้เรามีกฎหมายหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเป็น พ.ร.บ. หลัก เป็นกฎหมายหลัก ๆ ในการดูแลเรื่อง ผู้ลี้ภัย แต่เราไม่สามารถใช้งานทางด้านความมั่นคงมาบริหารจัดการเกี่ยวข้องกับเรื่อง ผู้หนีภัยได้อย่างแน่นอน วันนี้คุณมานพก็ได้พูดอีกเรื่องครับ ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยนาม ท่านหลายครั้ง เราจะได้พูดเรื่องอย่างเดียวกันคือระเบียงมนุษยธรรม Humanitarian Corridor ที่ท่านมานพท่านได้พูดไว้ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับระเบียงมนุษยธรรมที่จำเป็นจะต้องมีการเตรียม ความพร้อม ตอนนี้ที่ผมเรียนไปว่าจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ที่อยู่ในฝั่งเมียนมาพร้อมที่จะเข้ามาเสมอในประเทศไทย เราเห็นว่าหลังจากที่เกิดสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีคนลี้ภัยเข้ามาในไทย สิ่งที่ไทยทำ ได้ตามศักยภาพ ตามทรัพยากรที่เรามีคือให้เขาอยู่เป็นการชั่วคราวจริง ๆ เป็นเวลา เป็นวัน เป็นเดือน แล้วเราก็ส่งเขากลับไปประเทศต้นกำเนิดคือประเทศเมียนมา แล้วบอกว่า สถานการณ์ในเมียนมาดีแล้ว ดีขึ้น สามารถกลับไปได้ แต่จริง ๆ แล้วกลับได้ไหม ถ้าเป็นเรา เราหนีตายมาวัน ๒ วันแล้วเราจะเดินทางกลับไปนั้นผมคงไม่ไป แล้วผมก็เชื่อว่าเพื่อน ๆ สมาชิกก็คงจะไม่กลับเช่นกัน เราต้องคำนึงถึงบนหลักของมนุษยธรรม เราต้องคำนึงในหลัก สิทธิมนุษยชนว่าเราจะดูแลคนให้เหมือนคนได้อย่างไร เพราะฉะนั้น Humanitarian Corridor คือพื้นที่ที่จำเป็นจะต้องมีการระดมสรรพกำลัง มีการระดมทรัพยากรต่าง ๆ ในการ ให้การสนับสนุนทางด้านสิทธิมนุษยชนและงานมนุษยธรรม การทำงานมนุษยธรรมนี้ไม่ใช่ แค่เอาของไปให้ ไม่ใช่งานการกุศล งานมนุษยธรรม คือการทำงานให้คนที่ได้รับการช่วยเหลือ สามารถยืนด้วยขาตัวเอง สามารถพึ่งพิงตัวเอง ไม่ต้องพึ่งภาษีของพี่น้องประชาชนของคน ไทย ถ้าจะเอาผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่าเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเขาก็ต้องสามารถยืนด้วยขา ของตัวเองได้ ถ้าเขาไม่สามารถยืนด้วยขาของตัวเขาเองได้เขาจะเป็นภาระให้กับประเทศไทย มุมมองทางด้านเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในประเทศไทย เราใช้เลนส์ในการมองเป็นแค่งาน ความมั่นคงเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็คือ Threat คือภัยคุกคามความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นนโยบายต่าง ๆ ที่ตอบสนอง ในการให้ความช่วยเหลือกับผู้ลี้ภัยจึงเป็นนโยบายเพียงแค่การตั้งรับ ไม่ใช่เชิงรุก Humanitarian Corridor นี้จะเป็นการระดมสรรพกำลังของทั้งองค์การระหว่างประเทศ ของทั้งประเทศผู้ให้ความสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชน เพื่อให้การสนับสนุนทาง ด้านมนุษยธรรมร่วมมือกัน มีกลุ่มภาคประชาสังคม มีกลุ่ม NGOs ทั้งต่างประเทศและ ภายในประเทศ มีกลุ่มภาคประชาสังคมที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ เขามีศักยภาพในการ ให้ความช่วยเหลือ เพียงแต่ว่ายังไม่มีความร่วมมือที่เรียก Coordinate เขาเรียกว่ากลุ่มคนที่ สามารถจะรวมตัวกันได้ และสามารถที่จะใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ตรงนั้นในการช่วยเหลือ มนุษยธรรมให้กับผู้ที่ต้องการได้อย่างแท้จริง Humanitarian Corridor นี้จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาว่าจะมีรูปแบบอย่างไร เราจำเป็น ต้องสร้างรูปแบบ Model ต่าง ๆ ให้ได้ในการดูแลผู้ลี้ภัย ผู้ลี้ภัยตามที่ท่านมานพได้พูดไป มีหลายกลุ่ม ในประเทศไทยการที่เราจะดูแลแค่ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมานั้นมันจะ สร้างรูปแบบหรือสร้าง Model ในการดูแลกลุ่มผู้ลี้ภัยต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่ ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่เข้ามาในประเทศไทย ยังมีผู้ลี้ภัยที่เราเรียกว่าผู้ลี้ภัยในเมืองหรือว่า Urban Refugee ซึ่งมีอยู่ ๕,๐๐๐ กว่าคน และมาจากหลายประเทศ เรายังมีชาวอุยกูร์ที่ยัง อยู่ในห้องกักของ สตม. เรายังมีชาวโรฮิงญาที่ยังอยู่ล้นห้องกักและล้นห้องขังต่าง ๆ นานา ในประเทศไทย หากเราสามารถสร้าง Model ที่เกี่ยวข้อง หากสามารถสร้าง Model ที่ดูแล เรื่องผู้ลี้ภัยได้ในประเทศไทย เราจะสามารถดูแลบริหารจัดการผู้ลี้ภัยต่าง ๆ นานาได้ พอเรา ไปมองในเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยที่อยู่ในบริเวณชายแดนทั้ง ๙ แห่ง เราเห็นครับว่าครั้งล่าสุดที่เรา พยายามจะสร้าง Model ก็คือเราเรียกว่า U-Turn Policy นโยบายในการ U-Turn คือให้คน ที่อยู่ในพื้นที่พักพิงทั้ง ๙ แห่งนี้เดินทางกลับประเทศต้นกำเนิดด้วยความสมัครใจ หลังจากนั้น ไปทำการพิสูจน์สัญชาติที่ประเทศต้นกำเนิด ได้รับบัตรอนุญาต ได้รับบัตรประชาชน ได้รับ Passport แล้วกลับมาทำงานในประเทศไทยได้ ผู้ลี้ภัยต่าง ๆ ที่อยู่ดังนี้แล้วมีความประสงค์ จะกลับมาเมืองไทยสามารถที่จะเข้ามาตาม U-Turn Policy เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาไม่สามารถ เดินทางกลับประเทศเมียนมาได้ สถานการณ์ความไม่สงบรุนแรงเยอะ ถ้าเขากลับไปเขาก็โดน ประหัตประหาร ดังนั้นหากเราสามารถสร้าง Model ตรงนี้ได้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะ มาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนในเรื่องเกี่ยวกับผู้หนีภัยหรือผู้ลี้ภัยที่มาจาก เมียนมานี้จะสามารถสร้างรูปแบบในการดูแลกลุ่มคนพวกนี้ ยกตัวอย่างเช่นการสร้าง One Stop Service การสร้างจุด ๆ หนึ่งที่เขาไม่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นกำเนิด ก็เขามา จากประเทศเมียนมาอยู่แล้ว ทำไมต้องให้เขาเดินทางกลับไปประเทศต้นกำเนิดโดยที่ตอนนี้ เขายังไม่สามารถกลับได้ เราสามารถสร้างรูปแบบได้ เราสามารถสร้างความร่วมมือระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศเมียนมาในการพิสูจน์สัญชาติพวกเขาว่าเขาเป็นคนที่มาจากเมียนมา จริง ๆ ดังนั้นกรรมาธิการวิสามัญที่ผมได้เสนอญัตติตรงนี้ขึ้นไปจะทำการพิจารณารูปแบบ แนวทางการช่วยเหลือ การให้ความสนับสนุนทางด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน มันเป็น งานที่มากกว่างานทางด้านความมั่นคง มันเป็นงานที่มากกว่างานทางด้านการต่างประเทศ มันเป็นงานที่มากกว่างานทางด้านเกี่ยวกับแรงงาน เพราะว่าเรื่องแรงงานนี้สำคัญนะครับ ก็ท่านประธาน เรื่องแรงงาน ๙๑,๐๐๐ กว่าคนนี้ถ้าเราไม่สามารถให้เขากลับไปประเทศต้น กำเนิดได้โดยสมัครใจ เราไม่สามารถให้เขาไปตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่สามได้ เขาต้องอยู่ ในประเทศไทย และเขาจะทำอะไรล่ะ ที่เขาจะได้ไม่เป็นภาระให้กับประเทศไทยอีก เขาก็ต้อง กลับมาทำงาน เขาต้องออกจากค่ายพื้นที่พักพิงผู้หนีภัยการสู้รบบริเวณชั่วคราวบริเวณ ชายแดนของไทย ออกมาทำงานให้เป็นแรงงานข้ามชาติที่สามารถทำงานได้ เสียภาษีอากร ให้กับประเทศไทย ร่วมกันพัฒนาชาติไทยต่อไปโดยการเสียภาษีอากร อันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องมี ความคิด การศึกษา วิธี ว่าจะมีกฎหมายรูปแบบอะไรบ้าง ตอนนี้เรามีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง พ.ร.บ. ตรวจคนเข้าเมือง กฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน ถ้าสมมุติว่า พ.ร.บ. ตรวจคนเข้าเมือง บอกว่าให้เขาอยู่เป็นการชั่วคราวได้ในประเทศไทยจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แล้วเรา เปลี่ยนแปลงกฎกระทรวงของกระทรวงแรงงานให้เขาสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตาม กฎหมาย เราจะเพิ่มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับคนที่ไม่สามารถยืนด้วยขาตัวเองได้ ตอนนี้ เรามองเขาเป็น Threat เรามองเขาเป็นภัยคุกคาม อย่าไปมองครับ เรามองว่าคนทุกคนมี ศักยภาพเท่าเทียมกัน คนทุกคนสามารถเข้าร่วมกับพวกเรา ช่วยพัฒนาประเทศไทยผ่านการ ทำงานของเขา แต่การจะศึกษาพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนนี้จำเป็น จะต้องทำงานข้ามกระทรวง จำเป็นต้องทำงานข้ามคณะกรรมาธิการสามัญต่าง ๆ ดังนั้นนี่จึง เป็นเหตุผลที่ผมได้เสนอญัตติในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาหาแนวทาง การบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา เพราะเนื่องจากว่า การบริหารจัดการงานทางด้านผู้ลี้ภัยมันมากกว่างานทางด้านความมั่นคง มันมากกว่า งานการต่างประเทศ มันมากกว่างานทางด้านสิทธิมนุษยชน มันเป็นส่วนรวม เพราะฉะนั้น นี่คือเหตุผลที่ผมขอเสนอครับท่านประธาน ขอบคุณครับ