สรัสนันท์ เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้ปัญหาผู้หลบภัยเมียนมา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗

สรัสนันท์ อรรณนพพร หารือปัญหาผู้หลบภัยจากความขัดแย้งในเมียนมาที่เข้ามาอยู่ตามแนวชายแดนไทยเป็นเวลานาน โดยเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการส่งกลับมาตุภูมิอย่างปลอดภัย การตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม และการลดภาระของรัฐผ่านการส่งเสริมศักยภาพผู้หลบภัย พร้อมเรียกร้องให้พิจารณานโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และไม่กระทบอธิปไตย เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความยั่งยืนในภูมิภาค

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๙ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันในนามของพรรคเพื่อไทยขอร่วมเสนอญัตติต่อสภา ขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางในการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดน ไทย-เมียนมา ด้วยสาเหตุหลายประการดังนี้

เห็นพ้องต้องกันกับท่านสมาชิกที่เสนอไปอีก ๒ ญัตติว่า สืบเนื่องจาก สถานการณ์ความไม่สงบของประเทศเมียนมาเกิดความรุนแรง เกิดการรบราฆ่าฟัน มีสงคราม กลางเมืองกันมาต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า ๔๐ ปี เพราะฉะนั้นมันส่งผลกระทบถึงประชาชน คนเมียนมาในทุกหย่อมหญ้า ที่ผ่านมามีการอพยพข้ามฝั่งมาที่ประเทศไทยเพื่อที่จะหลบภัย สงครามเป็นจำนวนมาก ประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านกับเมียนมามีดินแดนติดต่อกัน ถึง ๒,๒๐๐ กิโลเมตร หน้างานเพื่อรับมือกับประชากรที่หนีภัยสงครามเข้ามาตามชายแดน รัฐบาลไทยได้กรุณาให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หลบภัย มีที่พักชั่วคราว มีอาหาร มียารักษา จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ เป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ และ ยังคงต้องแบกภาระความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ในเมียนมาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันมีศูนย์ พักพิงชั่วคราวอยู่ ๙ แห่ง ๔ จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ตาก ราชบุรี และกาญจนบุรี รองรับ ผู้หนีภัยเป็นจำนวนมากกว่า ๗๐,๐๐๐ ไปจนถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน แล้วแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วันนั้น ๆ เนิ่นนานกว่า ๔๐ ปี ศูนย์พักพิงเหล่านี้มีผู้คนเข้าออกเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้ เห็นว่าความรุนแรงจากประเทศต้นทางไม่ได้ลดลงเลย ซ้ำร้ายเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็มี การรัฐประหารเพิ่มขึ้นไปอีก มีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะยังคงสืบเนื่องต่อไปโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งตอนนี้ที่มีการสู้รบกันอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าประเทศไทยให้การช่วยเหลือโดยรองรับ ผู้อพยพโดยชั่วคราวเท่านั้น จึงจำเป็นที่จะต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยแนวปกติ สากลที่ทำอยู่มีอยู่ ๓ หลัก แล้วรัฐบาลไทยก็มีความพยายามที่จะนำหลักปฏิบัติทั้ง ๓ อันนี้ เข้ามาช่วยเหลือผู้อพยพในกลุ่มดังกล่าว

แนวทางแรก คือจะต้องส่งผู้หลบภัยไปสู่มาตุภูมิตามหลักมนุษยธรรม แล้วก็ ด้วยความสมัครใจ รวมไปถึงภายใต้ความปลอดภัยว่าส่งไปแล้วจะได้รับความปลอดภัยนั้น หรือไม่ ซึ่งเป็นบางส่วนเท่านั้นค่ะ ผู้อพยพบางส่วนมีเจตนารมณ์ที่จะกลับไปมาตุภูมิตัวเอง ค่อนข้างน้อยจากจัดสัดส่วนที่เรารับอยู่เป็นจำนวนมาก

แนวทางที่ ๒ คือ Resettlement Program ก็คือการที่ทางราชการไทย รวมถึง UNHCR แล้วก็ NGOs ต่าง ๆ ร่วมมือกันเพื่อที่จะประสานประเทศที่สามให้รับ ผู้อพยพนี้ให้ไปเป็นผู้ลี้ภัยแล้วก็ตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในประเทศนั้น ๆ เราจะเห็นหลาย ประเทศที่รับกลุ่มคนเหล่านี้ไป แล้วที่ผ่านมาเราก็ได้ส่งคนไปที่ประเทศที่สามเพื่อที่จะ ลี้ภัยกว่าแสนคน แต่ในขณะเดียวกันมันไม่สามารถรองรับจำนวนที่มากขึ้นในแต่ละวันได้เลย ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประเทศที่สามที่รับผู้ลี้ภัยได้ปรับลดโควตาการรับผู้ลี้ภัยจากทวีป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงเป็นจำนวนมาก จึงทำให้การแก้ไขปัญหาแนวทางนี้เป็นไปได้ ด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะทุกวันนี้ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะส่งไป

แนวทางที่ ๓ คือ Local Integration ก็คือการแก้ไขปัญหาโดยมีส่วนร่วม การปรับตัวกับประเทศที่พำนักอยู่ ณ ตอนนี้ก็คือประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกัน ทางประเทศไทยก็ยังไม่ได้มีแนวทางที่ชัดเจน แล้วก็ยังไม่ได้มีแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการ แก้ไขอย่างมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่ผ่านมาเรามองว่างบประมาณ ที่ช่วยเหลือไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้หลบภัยที่เข้ามาเป็นจำนวนมากและอย่างต่อเนื่อง เงินบริจาคต่าง ๆ ที่มาจากองค์กรไม่ว่าจะเป็นจากทาง UN หรือว่าประเทศที่พัฒนาแล้วต่าง ๆ ผ่าน NGOs ๑๓ องค์กรมันมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันจำนวนผู้ลี้ภัย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการดำรงชีวิต ประจำวัน อาหารก็มีจำนวนลดลง แล้วก็รวมไปถึงการดูแลเรื่องสาธารณสุข เรื่องหยูกยา ต่าง ๆ รวมไปถึงการศึกษา เพราะฉะนั้นยังมีปัญหาต่าง ๆ อีกมากมายภายในค่ายพักพิงที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ๑. คือความยากจน ๒. ปัญหาสาธารณสุข ๓. ปัญหาเด็กไร้สัญชาติ หรือว่าจะเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ การเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มคนต่าง ๆ ที่ดูแลค่ายพักพิงเหล่านี้ สถานะทางกฎหมาย ที่เรียกว่า ผู้หลบหนีภัยสงคราม เราไม่สามารถใช้คำว่า ผู้ลี้ภัย ได้ เพราะว่าประเทศไทยไม่ได้ มีการเซ็นสนธิสัญญาในการร่วมที่จะช่วยเหลือดูแลผู้ลี้ภัย เพราะฉะนั้นกลุ่มคนเหล่านี้ เราเรียกว่า ผู้หลบภัยทางสงคราม ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่สามารถออกจากค่ายพักพิงชั่วคราวได้ การที่ข้ามเส้นไปนั้นเขาจะเป็นคนที่ลักลอบเข้าเมืองทันที รวมไปถึงจะต้องถูกดำเนินคดี ตามกฎหมายในฐานะผู้ที่ลักลอบเข้ามา เพราะฉะนั้นการที่ถูกกักบริเวณไม่สามารถไปไหน มาไหนได้เป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ทำให้คนที่อพยพมาอยู่ศูนย์พักพิงเหล่านี้ ไม่สามารถ ที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติได้ ไม่สามารถทำมาหากินได้ ปัญหาเหล่านี้สั่งสมมากว่า ๔๐ ปี ปีนี้ เข้าปีที่ ๔๐ แล้ว ความช่วยเหลือทางด้านอาหาร ทางยา แล้วก็ที่พักพิงก็ยังคงไม่พอเพียงอยู่ดี กลุ่มคนเหล่านี้ต้องมีช่องทางในการสามารถช่วยเหลือตัวเองเพื่อลดภาระให้กับประเทศไทย รวมไปถึงองค์กรต่าง ๆ แต่ในวันนี้เรายังไม่มีการศึกษา ยังไม่มีการเอาจริงเอาจังที่จะหา แนวทางที่ชัดเจนอย่างยั่งยืน จึงมีความจำเป็นที่สภา รวมไปถึงรัฐบาลด้วยอาจจะต้องมา ร่วมกันถกเถียงเพื่อศึกษาร่วมกันหาทางออก มันจะเป็นประโยชน์มากสำหรับการทำงาน ของรัฐบาลค่ะ แล้วก็รวมไปถึงประชาชนคนไทยที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ที่สำคัญกว่านั้นคือ เรามีความจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องช่วยเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก เพียงแค่เพราะว่าเขา เลือกประเทศที่จะเกิดไม่ได้ มีหลายความเห็นบอกว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะเปิดโอกาสให้ กลุ่มคนเหล่านี้โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีศักยภาพสามารถเป็นแรงงานได้หรือไม่ คนที่มี ความพร้อมอยู่แล้วเปิดโอกาสให้เขาทำมาหากินเป็นแรงงานช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยขณะนี้ประเทศไทยก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มันจะมีแนวทางไหนไหมที่จะสามารถปฏิบัติได้ โดยที่ไม่กระทบกับความมั่นคง แล้วก็อธิปไตยของประเทศไทย ดิฉันมองว่าแนวทางที่จะ สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่ เป็นการที่รัฐบาลหรือว่าผู้มีอำนาจสั่งงานลงมาอย่างเดียว ต้องรับฟังเพื่อที่จะมีแนวทางไป แก้ไขปัญหาต่อไปค่ะ จากการสู้รบของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นต้นตอของปัญหานี้ ดิฉันมองว่า ประเทศไทยที่ผ่านมาได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็ปัญหาเรื่องศูนย์พักพิงที่เรา กำลังถกกำลังพิจารณาเหล่านี้เป็นหนึ่งในปัญหาปลายทางเท่านั้น นอกจากที่จะช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยสงครามแล้ว การระงับยับยั้งสงครามในประเทศเมียนมานำมาซึ่งสันติสุขนี้จึงเป็น เป้าหมายสูงสุดของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศไทยรวมไปถึง ASEAN ก็ให้ ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นภายใต้รัฐบาลใหม่ดิฉันก็เชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล แล้วก็เล็งเห็นว่าทางรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ดิฉันเห็นสมควรว่าสภาชุดนี้รวมไปถึง สิ่งที่เพื่อนสมาชิกทุกคนกำลังพิจารณาจะให้ความเห็นชอบในการศึกษาพิจารณาแนวทาง และนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เพื่อสุดท้ายแล้วเราจะมีทางออกที่ดีที่สุด ได้สำหรับทุกภาคส่วน เพราะฉะนั้นไม่ว่ามติของสภาจะออกมาในลักษณะไหน ไม่ว่าจะมา ด้วยกลไกรูปแบบไหนเพื่อที่จะถกหาข้อสรุปแล้วก็แนวทางนโยบายต่าง ๆ ที่จะนำมาซึ่ง ผลสำเร็จได้ก็ขออนุญาตให้ท่านสมาชิกเห็นชอบในการลงมติครั้งนี้ด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ