มานพ คีรีภูวดล หารือปัญหาผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยจากความขัดแย้งในเมียนมาที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวในไทยมานานกว่า 30 ปี โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการสถานะอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และมีแนวทางระยะยาว รวมถึงการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและกำหนดนโยบายที่ชัดเจนในด้านมนุษยธรรม ความมั่นคง และความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมเสนอให้จัดตั้งระเบียงมนุษยธรรมและพัฒนาระบบข้อมูลการจัดการผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติอย่างบูรณาการเพื่อรองรับทั้งด้านสถานะทางกฎหมาย ความมั่นคงของรัฐ และการมีส่วนร่วมของผู้ลี้ภัยในกระบวนการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ท่านประธานครับ ผมในฐานะที่เป็นผู้เสนอญัตติในนาม ของพรรคก้าวไกลร่วมกับคุณธิษะณา ชุณหะวัณ พรรคก้าวไกลมีความห่วงใยในเรื่องของกรณี ผู้ลี้ภัยและผู้หนีภัยจากการสู้รบในกรณีประเทศเมียนมา ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียดอธิบาย เหตุผล ท่านประธานครับ ตามข้อบังคับนี้ผมก็จะต้องอ่านญัตติให้จบก่อนที่ผมจะให้เหตุผล ประกอบ ญัตติที่ผมได้นำเสนอขออนุญาตท่านประธานได้อ่านให้กับท่านประธานแล้วก็ เพื่อนสมาชิกได้รับทราบถึงที่มาที่ไปในการตั้งญัตติครั้งนี้
พื้นที่พักพิงชั่วคราวในประเทศไทยเกิดขึ้นนานกว่า ๓๐ กว่าปีเพื่อรับรอง ผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในประเทศพม่ามีอยู่ทั้งหมด ๙ แห่ง ๔ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๔ แห่ง จังหวัดตาก ๓ แห่ง จังหวัดราชบุรี ๑ แห่ง จังหวัดกาญจนบุรี ๑ แห่ง มีจำนวน ประชากรที่อยู่ใน Camp ผู้พักพิงไม่ต่ำกว่า ๗๐,๐๐๐ คน โดยประเทศไทยคาดหวังว่าจะให้ คนเหล่านี้เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเพียงชั่วคราวแล้วจะส่งกลับเมื่อสถานการณ์สู้รบ ดีขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ๓๐ กว่าปีสถานการณ์การสู้รบในประเทศพม่ายังไม่มีท่าทีที่จะ หยุดลง กรณีสถานะชั่วคราวของผู้คนที่อยู่ในศูนย์พักพิงเต็มไปด้วยปัญหา ข้อจำกัดทาง กฎหมาย ทั้งการถูกจำกัดให้อยู่ในแต่พื้นที่ ไม่สามารถที่จะเดินทางเข้าออกนอกพื้นที่พักพิงได้ ผู้คนจึงได้แต่รอคอยว่าความช่วยเหลือที่จะหารายได้มาหล่อเลี้ยงชีวิตและครอบครัวนั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก การเข้าถึงบริการสาธารณะ สิทธิขั้นพื้นฐานในการักษาพยาบาล การศึกษาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย บ้านเรือนยังไม่มีความมั่นคงเป็นแค่ไม้ไผ่ มุงหลังคาด้วย ใบตองตึง มีสภาพแออัด บ่อยครั้งที่จะเกิดไฟไหม้และลุกลามไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ สถานการณ์การสู้รบในประเทศพม่ายังคงมีความต่อเนื่องและมีความรุนแรงมากขึ้นหลังจาก มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เมื่อรัฐบาลทหารพม่าได้ก่อรัฐประหารขึ้นมา ส่งผลให้เกิดสงครามการเมืองในประเทศ ประชาชนได้ลุกขึ้นมาต่อต้านการต่อสู้กับรัฐบาล ทหาร มีผู้คนถูกสังหารเป็นจำนวนมาก หลายหมื่นคนได้หลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหมายถึงประเทศไทยด้วย กลุ่มทหารชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้ลุกขึ้นมาจับปืนต่อสู้กับทหารพม่า โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้จำนวนผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าทะลักเข้ามา ในประเทศไทยมากขึ้น ด้วยปัญหาเดิมของผู้ลี้ภัยจากการสู้รบใน ๙ ที่พักพิงที่อยู่ในประเทศไทย ยังคงเผชิญกับปัญหา ยังขาดความมั่นคงในชีวิต โอกาสที่จะกลับบ้านแทบไม่มี โอกาสที่จะไป ประเทศที่สามมีน้อยมาก ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการเข้ามาของผู้หนีภัยสู้รบอย่างต่อเนื่อง ตราบใด ที่ประเทศพม่ายังไม่มีความสงบ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเร่งแก้ไขปัญหา ผู้หนีภัยจากการสู้รบที่ยืดเยื้อมานานกว่า ๓๐ กว่าปี และเพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อม ที่จะรับมือกับผู้หนีภัยกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน และคาดว่าอาจจะ เพิ่มมากขึ้นถ้าหากมีความรุนแรง ดังนั้นจึงขอเสนอญัตติเพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่ พักพิงชั่วคราว ๙ แห่งในประเทศไทย และผู้หนีภัยสู้รบตามแนวชายแดนพม่า ตามข้อบังคับ การประชุมผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ต่อไปผมจะอธิบายเนื้อหาประกอบที่มี ความจำเป็น
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานครับ อย่างที่ผมได้ นำเรียนท่านประธานว่าพรรคก้าวไกลซึ่งมีเพื่อนสมาชิกที่มาจากหลากหลายกลุ่ม กลุ่มที่สนใจ เรื่องของสิทธิมนุษยชน กลุ่มที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มที่อยู่กับคนชายขอบ เราให้ ความสำคัญเรื่องนี้โดยเฉพาะผู้ลี้ภัย ท่านประธานทราบไหมครับ ผู้ลี้ภัยที่อยู่ในที่พักพิง ชั่วคราว ๙ แห่งใน ๔ จังหวัด ๘ อำเภอ อยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ในร่างที่ผมยกผมบอกว่า ๓๐ กว่าปี แต่ข้อเท็จจริงวันนี้ก็คือ ๔๐ ปีเต็มครับ ปี ๒๕๒๗ ปีนี้ ๒๕๖๗ ปัญหาที่เราเจอ สถานะของผู้ลี้ภัยทั้ง ๙ Camp ประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าคนนี้ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ลี้ภัยที่เรา เรียกว่า Refugee ตามความหมายสากลนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐจึงใช้คำว่า ที่พักพิงชั่วคราว แต่การอยู่ชั่วคราวในกลุ่มของพี่น้องประชาชนที่ลี้ภัยในที่นี้อยู่ชั่วคราวมา ๔๐ ปี เหตุผล ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่ประเทศไทยไม่ได้ไปลงนามข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องของ ผู้ลี้ภัย อันนี้จึงเป็นข้อจำกัดและเป็นอุปสรรคที่เราจะไปรับรองว่าประเทศไทยมีผู้ลี้ภัย จริงหรือเปล่า ซึ่งในข้อเท็จจริงก็มี ประสบการณ์ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ดำเนินการ หลายเรื่อง ผมก็ยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ครับท่านประธาน ผมคิดว่าสงครามอินโดจีนกรณีที่เกิดขึ้นเขมร แดงแตก ผมคิดว่าประสบการณ์ตรงนี้ประเทศไทยได้ใช้องค์ความรู้จากสหประชาชาติ ได้ดำเนินการกรณีผู้ลี้ภัยจากอินโดจีนในการแก้ไขปัญหา มีการจัด Camp เมื่อสถานการณ์สงบ มีการส่งกลับ และส่วนหนึ่งก็ไปประเทศที่สาม แต่ในพื้นที่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผมกล่าวมาทั้ง ๙ ศูนย์นี้ กระบวนการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ผมคิดว่าที่ผ่านมาสถานะของผู้อยู่อาศัยตรงนี้ เอาเข้าจริง ๆ เราก็ถามว่ามันมีกฎหมายอะไรรับรองหรือรองรับว่ากระบวนการจัดการให้มัน มีศูนย์พักพิงมันมีกฎหมายอะไรไหม ซึ่งผมอยู่ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการ ชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ผมได้สอบถามเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องนี้ นะครับ เป็นนโยบายของความมั่นคง เป็นนโยบาย เป็นมติ ครม. เพราะฉะนั้นก็คือทางออก ข้อเท็จจริงที่มันมีอยู่นี้สืบเนื่องมาจากที่เราไม่ได้ไปรับรองกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องของผู้ลี้ภัย ระหว่างประเทศ อันนี้คือเป็นประการที่ ๑ ทีนี้ส่วนที่เป็นข่าวดี ผมคิดว่า ณ วันนี้ข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ในปี ๒๕๖๗ นี้มีนโยบายที่จะอพยพ มีนโยบายที่จะโยกย้ายผู้ลี้ภัย ทั้ง ๙ Camp ไปยังประเทศที่สาม ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมี นโยบายที่จะรับผู้อพยพเหล่านี้ กระบวนการดำเนินการผมคิดว่าเรื่องนี้มีความจำเป็น ที่จะต้องมาพูดในสภาแห่งนี้เพื่อที่จะทำให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสาน ความร่วมมืออย่างเป็นระบบครับท่านประธาน วันนี้คำถามของผมก็คือว่า ๗๗,๐๐๐ กว่าคน ที่อยู่ใน Camp ตามข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งบางข้อมูลก็ไม่ตรงกันอีกครับ ท่านประธาน เราจะทำอย่างไรให้ระบบการที่จะเข้าถึงสิทธิที่จะไปประเทศที่สามมันมี ความโปร่งใสแล้วก็ตรงกับวัตถุประสงค์ความต้องการของคนที่อยากไปจริง ๆ ผมคิดว่าอันนี้ เป็นเรื่องสำคัญ วันนี้เรามีภาคีที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ส่วนในประเทศไทยเองผมคิดว่าหนีไม่พ้นที่สำคัญก็คือกระทรวงมหาดไทยที่จะต้อง ดำเนินการจัดระบบระเบียบแล้วก็มีกระบวนการคัดกรอง ซึ่งผมทราบว่าในขั้นตอนนี้ได้มี การประสานงานไปแล้วหลายศูนย์อยู่ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ดี แต่ปัญหามันไม่ได้เกิดขึ้นตรงนี้ครับ ท่านประธาน ๗๐,๐๐๐ กว่าคนนี้สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นคือว่าผมเชื่อมั่น แล้วก็หลายคนก็บอกว่า ไม่ได้ไปทั้งหมด ไม่ได้ไปประเทศที่สามหรือไปทั้งหมด อันนี้คือปัญหาที่ประเทศไทยจะต้องคิด จะกลับมาตุภูมิก็กลับไม่ได้ บางคนก็ไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหนด้วยซ้ำไปเพราะว่าเกิดอยู่ในศูนย์ นั่นละครับท่านประธาน ตอนนี้อายุ ๔๐ กว่าปีแล้ว ถามว่าประเทศต้นทางอยู่ที่ไหน เขาก็ไม่ทราบเพราะว่าเขาก็เกิดในศูนย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมคิดว่ากรรมาธิการวิสามัญที่จะ เกิดขึ้นที่จะมีองค์ประกอบทั้ง สส. ในสภาแห่งนี้ ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนราชการจะต้องมานั่งคิดว่า กลุ่มที่หลงเหลือที่ไม่ได้ไปและกลับประเทศต้นทางไม่ได้เราจะบริหารจัดการอย่างไร ผมคิดว่า อันนี้เป็นประเด็นสำคัญ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าหากว่าจะทำให้เขามีสถานะบางอย่างที่ อาศัยอยู่ในประเทศนี้ แต่ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของการพัฒนาเรื่องสัญชาติหรือ ๆ สถานะบุคคล แต่บุคคลสามารถที่จะดำรงอยู่ได้ในประเทศที่ที่อยู่อาศัยเดิมของเขาคือตรงนี้ที่เขาเกิดมา เนื่องจากว่าไปประเทศที่สามก็ไม่ได้ หรือไม่อยากไป หรือจะกลับต้นทางไม่ได้ ผมคิดว่าจุดนี้ เป็นจุดสำคัญที่กรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องช่วยกันพิจารณาว่ามันมีความจำเป็น จะต้องหาทางออกในมาตรการ ซึ่งอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของข้อกฎหมาย ข้อระเบียบ ต่าง ๆ และจะต้องเตรียมความพร้อมในแง่ของความรู้สึก ความเข้าใจของสังคมด้วยว่า คนเหล่านี้จะอยู่ในสถานะอะไรในแผ่นดินไทยครับท่านประธาน
ส่วนที่ ๒ ครับท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงที่หนีไม่ได้เลยนะครับ ผมคิดว่าตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี ๒๐๒๑ ที่ทหารได้เข้าไปยึดอำนาจของรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านวันนี้ผมคิดว่าได้ส่งผลกระทบกับ พวกเรา กลุ่มนี้ผมถือว่าเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยใหม่ครับท่านประธาน กลุ่มแรก ๙ Camp นี้เป็น ผู้ลี้ภัยเดิมตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ กลุ่มผู้ลี้ภัยใหม่นี้ผมแบ่งคร่าว ๆ เป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มที่เป็น พี่น้องประชาชนที่หลบหนีเข้ามาตามชายแดนต่าง ๆ ซึ่งทางราชการเรียกว่า ผภสม. ผภสม. ก็คือผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา ที่ผ่านมาครับท่านประธาน ในช่วงสถานการณ์ที่มัน เคร่งเครียดมาก ๆ โดยเฉพาะที่จังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน จำนวนตัวเลขที่เข้ามาอาศัย ความสงบหรือว่าหนีภัยจากประเทศพม่ามีประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ตอนนี้ก็ถูกส่งกลับ ไปแล้วเพราะว่าในประเทศต้นทางหรือพื้นที่ที่เขาอยู่มันก็สามารถที่จะมีความสงบระดับหนึ่ง ตัวเลขที่อยู่ในมือผมตอนนี้ฟังจากส่วนราชการไม่น่าจะถึง ๒,๐๐๐ คนแล้วในบางจุด แต่สิ่งที่ มันเป็นปัญหาที่ผมคิดว่ากรรมาธิการที่จะเกิดขึ้น หรือรัฐสภา หรือฝ่ายบริหารจะต้องช่วยกัน พิจารณาก็คือเราไม่สามารถที่จะคาดคะเนได้เลยว่าประเทศต้นทางของเพื่อนบ้านเราจะมี ความสงบสันติสุขเมื่อไร ดูจากสถานการณ์นะครับท่านประธาน วันนี้เราจะเห็นว่ามันมีกลุ่ม กองกำลังต่าง ๆ ที่มีการปะทะกันแต่ละจุด ไม่ว่าจะเป็นทางเหนือ ทางทิศตะวันตกที่ติดกับ ประเทศอินเดีย แล้วก็ทางทิศตะวันออกที่ติดกับประเทศเรา ซึ่งบ้านเรามีพื้นที่ชายแดนติดต่อ กับทางประเทศเมียนมา ๒,๔๐๐ กว่ากิโลเมตร เพราะฉะนั้นคือเราไม่มีทางเลยที่จะสกัด หรือไม่ยอมรับข้อเท็จจริงเวลาพี่น้องประชาชนอีกฝั่งหนึ่งหนีความตายมาพึ่งพวกเรา จุดนี้ ผมเข้าใจว่าเราจะทำอย่างไรให้มันมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพี่น้องประชาชนที่หนีความตาย ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดถึงเรื่องของระเบียงมนุษยธรรม ตรงนี้ผมคิดว่าบทบาทของประเทศไทย ในฐานะที่เคยเป็นผู้นำ ASEAN ผมคิดว่าเรื่องนี้จะต้องแสดงออกให้มันชัดเจน จะต้องมีบทบาทที่ชัดเจนในการที่จะวางบทบาทกับกรณีความขัดแย้งภายในประเทศของ เพื่อนบ้านคือกรณีพม่านะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าถ้าหากว่าเรามีกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นมา เราจะได้หยิบยกขึ้นมาว่าระเบียงมนุษยธรรมที่เราพูดกันนี้หน้าตามันจะเป็น อย่างไร ระบบบริหารจะเป็นอย่างไร ศักยภาพของประเทศไทยเพียงพอไหม หรือจำเป็น จะต้องเอาความร่วมมือจากต่างประเทศเข้ามาร่วมมือ อันนี้คือกลุ่มแรกนะครับ กลุ่มเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็จะข้ามไปข้ามมาระหว่างชายแดน ตอนนี้หน่วยงานที่ดูแลส่วนใหญ่ก็คือจะเป็น ความมั่นคงคือทหาร
กลุ่มที่ ๒ กลุ่มนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหาในระบบมาก ๆ ที่ยังเป็นปัญหาในระบบ การบริหารจัดการในกฎหมายไทย รวมถึงกระบวนการต่าง ๆ กลุ่มที่หนีภัยเข้าไปอยู่ในเมือง ชั้นใน ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ต กลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มหนีภัยทางการเมือง กลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มที่หนีภัยการประหัตประหารสืบ เนื่องมาจากความขัดแย้งในพื้นที่ สิ่งสำคัญตอนนี้ก็คือว่าเรายังไม่มีระบบข้อมูลที่ชัดเจนว่า กลุ่มเหล่านี้จะจัดอยู่ในกลุ่มผู้ลี้ภัยประเภทไหน ไม่ใช่ ผภสม. แต่เป็นกลุ่มที่เข้าไปอยู่ชั้นใน ในเมือง กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนชั้นกลางครับท่านประธาน กลุ่มที่มีการศึกษา กลุ่มที่มีทักษะอาชีพที่ดี บางคนเข้ามาแล้วมี Passport แต่วันนี้ต่อ Visa ไม่ได้แล้ว บางคน เข้ามาโดยผิดกฎหมาย กลุ่มเหล่านี้ข้อมูลจากองค์กรภาคประชาชนบอกว่าอาจจะมีถึง ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน และสถานะของเขาจะอยู่ในสถานะอะไร ผู้ลี้ภัย หรือผู้ที่จะอาศัยอยู่ ในประเทศไทยในบทบาทอย่างไร ข้อมูลตรงนี้ในส่วนราชการที่เราสอบถามมานะครับ ท่านประธาน ๑. ไม่มีข้อมูล ๒. ไม่รู้จะบริหารจัดการอย่างไร และกลุ่มเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่จะ ทรงพลังมาก ๆ ในการเปลี่ยนแปลงประเทศของเขาด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องความมั่นคงก็ดี เรื่องของการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพก็ดี กลุ่มเหล่านี้ผมคิดว่าถ้าหากเรามีกรรมาธิการ โดยมาตรการของฝ่ายบริหารก็ดี โดยมาตรการที่จะต้องแก้ไขระเบียบต่าง ๆ ก็ดี ถ้ากลุ่ม เหล่านี้ได้อยู่ในส่วนหนึ่งของผู้ลี้ภัยที่เราจะเรียกอย่างไรก็ได้ แต่ว่าเขาควรจะมีสถานะ เหตุผล ที่จะต้องมีสถานะครับท่านประธาน อันที่ ๑ ก็คือว่าเขาสามารถที่จะไปต่อ ต่อในประเทศ ที่สามได้เพราะว่าเขาก็มี Passport อยู่ บางคนอาจจะไม่มี ๒. ก็คือว่าเป็นแรงงานที่ถือว่า มีทักษะที่ดีครับท่านประธาน เราจะทำอย่างไรให้กลุ่มเหล่านี้มีบทบาทในการที่จะมาทำงาน ในประเทศไทยให้เรา โดยเฉพาะดูแลกลุ่มผู้ลี้ภัยที่อยู่ใน Camp หรือว่าโดยเฉพาะดูแลกลุ่ม ผู้ลี้ภัยตามชายแดนที่จะต้องใช้บุคลากรที่ทั้งเป็นนักการศึกษา เรื่องของอนามัย เรื่องสุขภาพ เรื่องการแปลภาษาต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าถ้าเรายกระดับกลุ่มนี้มีสถานะขึ้นมา การจะอาศัย ศักยภาพของบุคลากรจำนวนนี้มาช่วยแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นประโยชน์กับ ประเทศไทยครับท่านประธาน
กลุ่มที่ ๓ นี้ก็ถือว่าเป็นกลุ่มผู้อพยพที่กลุ่มใหญ่ ซึ่งมันจะซ้อน ๆ กับแรงงาน ครับท่านประธาน ผมขออนุญาตใช้คำว่า ผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากความไม่สงบ ในประเทศพม่า ท่านประธาน กลุ่มเหล่านี้ค่อนข้างที่จะเยอะแล้วก็กระจัดกระจายไปหลาย ประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากว่าการประกอบอาชีพ การทำมาหากินในประเทศต้นทาง ในเมืองตัวเองไม่สามารถดำเนินการได้ สถานการณ์การสู้รบไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพ โดยปกติได้ การแสวงหาความอยู่รอด การแสวงหาทางเศรษฐกิจจึงเป็นทางเลือกที่พวกเขา ต้องไป บางคนมาทั้งครอบครัวนะครับประธานแล้ววันนี้เราไม่แน่ใจเลยว่าตรงที่มาชอบด้วย กฎหมายมีจำนวนเท่าไร ที่หนีเข้ามาแล้วผิดกฎหมายมีจำนวนเท่าไร เราไม่มีระบบเลย ท่านประธาน แล้วกลุ่มคนเหล่านี้เราไม่แน่ใจเลยว่าจริง ๆ แล้วคือเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพ ในแง่ของทักษะแรงงานหรือเป็นแรงงานพื้นฐานทั่วไป อันนี้เราไม่มีระบบข้อมูล ผมคิดว่า อันนี้เป็นประเด็นปัญหา
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ผมคิดว่ามันมีประเด็นเรื่องของนิยาม ความหมายของคำว่า ความมั่นคง ตรงนี้ผมคิดว่าก็สามารถที่จะมาถกมาเถียงกัน ในกรรมาธิการวิสามัญได้ สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งคำถาม ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ คำถามของผมคือว่าถ้าคนเหล่านี้ มันไม่มีระบบฐานข้อมูล ไม่ได้มีชื่อบนโต๊ะ แล้วหลบ ๆ ซ่อน ๆ อย่างนี้ อะไรคือความมั่นคง ยิ่งเราไม่มีข้อมูล ยิ่งเราไม่มีระบบที่ติดตามประเมินและดำเนินการกับกลุ่มต่าง ๆ ที่ผมกล่าว มาทั้งหมดเหล่านี้ ผมคิดว่าอันนี้ต่างหากที่เป็นอุปสรรคและจะเป็นปัญหาแห่งความมั่นคง เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วผมเข้าใจว่ากรณีผู้ลี้ภัยทั้ง ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกที่ผมใช้คือกลุ่มผู้ลี้ภัย ดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ค.ศ. ๑๙๘๔ ท่านประธาน ปีนี้ ๔๐ ปีแล้วทิศทางที่จะต้อง จัดการ ไม่ว่าจะไปประเทศที่สาม ไม่ว่าจะอยู่ต่อเนื่องจะต้องมีความชัดเจนในแง่ของ กระบวนการและระบบ กลุ่มที่มาใหม่ผมคิดว่ามันมีอยู่ ๓ กลุ่มที่ผมว่านะครับ สำหรับพี่น้อง ชาวบ้านที่อยู่ตามชายแดนผมคิดว่าถ้าสงบก็กลับได้ แต่สำคัญที่สุดก็คือว่าที่เราพูดถึง เรื่องระเบียงมนุษยธรรม ผมคิดว่ามันจำเป็นจะต้องเกิดขึ้นและจะต้องมีระบบบริหารจัดการ อีก ๒ กลุ่มคือผู้หนีภัยทางการเมือง การประหัตประหารไม่มีระบบข้อมูล แล้วก็ผู้ที่หนีภัย ทางเศรษฐกิจเราก็ไม่มีข้อมูล ทั้งหมดนี้ผมอยากจะเสนอต่อท่านประธาน แล้วก็ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเราควรจะมีกรรมาธิการวิสามัญ เราควรจะมีกระบวนการ ศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ และที่สำคัญคือเราเป็นหนึ่งในประเทศ ASEAN และเราเคย เป็นหนึ่งแกนหลัก เราเป็นผู้ก่อตั้ง ASEAN สถานการณ์แบบนี้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะหนี ความรับผิดชอบได้ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน