ชุติมา คชพันธ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสและความไม่สมดุลในการจัดสรรงบประมาณและการเข้าถึงกองทุนเกษตรกร พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงกลไกการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเสนอโครงการโดยตรงได้ เพื่อลดหนี้สูญและส่งเสริมสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทบทวนนโยบายเดิมที่ล้าสมัยและแนวทางการบังคับคดีที่ควรเปลี่ยนมาเน้นการช่วยเหลืออย่างยั่งยืนมากกว่าการฟ้องร้อง
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ชุติมา คชพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากภาคใต้ จังหวัดพัทลุง ก่อนอื่นดิฉันอยากจะบอกว่าดิฉันดีใจมาก ๆ ที่ประเทศเรามีกองทุนดี ๆ อย่าง กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพราะกองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีประโยชน์และช่วยเกษตรกร ได้เยอะมาก ดิฉันมั่นใจเช่นนั้นนะคะ แต่เมื่อดิฉันอ่านรายงานการเงินย้อนหลัง ดูรายงาน การทำงานย้อนหลังหลายปีที่ผ่านมาดิฉันก็ยังคงเกิดคำถามค่ะ ดิฉันสงสัยมาก ๆ เลยว่า กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรนี้สงเคราะห์ใครกันแน่ กองทุนนี้ทั่วถึงและเท่าเทียมหรือไม่ และอนาคตมีวางไว้อย่างไรบ้าง
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ดิฉันสงสัยอีกประการหนึ่งก็คือ สัดส่วนการให้กู้เงินของเกษตรกรที่มีอยู่ตอนนี้ยังน้อยเกินไป ควรจะให้มากกว่าการกู้ผ่าน กรมและกระทรวงต่าง ๆ ควรจะให้เกษตรกรเสนอโครงการกับกองทุนโดยตรง แทนที่จะ เสนอผ่านกระทรวง กรมต่าง ๆ เหตุผลที่ดิฉันต้องการให้เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าหนี้สูญ ส่วนใหญ่มาจากกระทรวงต่าง ๆ นี่ละค่ะ มาจากกรม มาจากหน่วยงานต่าง ๆ ท่านก็น่าจะทราบดีว่าเวลาที่ท่านให้กู้ไป ท่านให้กรมปศุสัตว์ ให้กระทรวงมหาดไทย ให้หน่วยงานไหนก็ตาม ท่านเก็บคืนมาได้แค่ไหน ท่านน่าจะเห็นตัวเลขกันอยู่แล้ว แต่เมื่อ เราไปเทียบนะคะ เราให้วิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ กู้ ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ เขากลับคืนได้มากกว่า ดิฉันเลยสงสัยว่าเกณฑ์ในการให้เหมือนกันหรือไม่ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเกณฑ์ในการ พิจารณาผ่านกรม กองต่าง ๆ กระทรวงต่าง ๆ ที่ให้ไปจะเหมือนกับผ่านคณะกรรมการของ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร อันนี้ดิฉันสงสัยนะคะ เพราะหนี้สูญเยอะเหลือเกิน
ประการต่อมาที่ดิฉันมีข้อสังเกตก็คือว่าในปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมาเมื่อดูปริมาณ ที่ได้มากที่สุดคือปศุสัตว์ ได้มากสุดถึง ๒๔ โครงการจาก ๓๐ โครงการ เยอะมากนะคะ แล้วโครงการอื่น ๆ ทำไมได้น้อยจังเลย ต่อมาเมื่อเราไปดูวงเงิน ดิฉันเห็นวงเงินที่ได้อยู่ที่ ประมงมากที่สุด คือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเลย แล้วก็เมื่อเราดูอีกจริง ๆ พืชสวน พืชไร่ น้อยเกินไปค่ะ เป็นแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง และเมื่อดิฉันไปดู เทียบเลยนะคะ ปี ๒๕๖๕ และปี ๒๕๖๔ เทียบกัน ดิฉันก็เกิดคำถามอีกค่ะ ก็คือว่าในส่วนของปศุสัตว์อย่างที่ ท่านเห็นในตัวอย่างนี้ ในปศุสัตว์ได้ไปในปี ๒๕๖๔ ก็เป็นปศุสัตว์เยอะที่สุด พอปี ๒๕๖๕ วงเงินจากที่เคยได้ปี ๒๕๖๔ ๕๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นไปเป็น ๗๐๐ กว่าล้านบาท แต่คราวนี้ ไปหนักที่ประมง มีอยู่โครงการหนึ่งได้ไป ๕๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็อีกแล้วค่ะ เป็นสิ่งที่ดิฉัน สงสัยอีกแล้วว่าให้กรมประมงตั้ง ๕๐๐ ล้านบาท คือเป็นโครงการเสริมสภาพคล่องให้กับ ผู้เลี้ยงกุ้งทะเล ดิฉันขอบอกเลยว่าดิฉันไม่ได้มีปัญหากับการให้เงินกับผู้เลี้ยงกุ้ง ดิฉันยินดี หากทางพี่น้องผู้เลี้ยงกุ้งเกิดมีปัญหาด้านสภาพคล่อง อันนี้ไม่เป็นอะไร แต่ดิฉันก็ยังสงสัยว่า ทำไมหนักไปทางนี้เยอะเหลือเกิน ประเทศนี้ไม่ได้มีแค่ผู้เลี้ยงกุ้งนะคะ ประเทศนี้ยังมีผู้เลี้ยงหมู ถ้าท่านบอกว่าท่านช่วยเขาเพราะเขาขาดสภาพคล่อง แล้วพี่น้องผู้เลี้ยงหมูของเรา ฟาร์มหมู ของเราก็ขาดสภาพคล่องเช่นกัน ชาวสวน ชาวนา ชาวไร่ ขาดสภาพคล่องเช่นกัน แล้วทำไม ท่านเทไปโครงการเดียวตั้ง ๕๐๐ ล้านบาท อันนี้ดิฉันสงสัยมาก ๆ เลยนะคะ
ต่อมาค่ะ เมื่อดิฉันไปดูต่อในเรื่องของเงินกู้ ปี ๒๕๖๕ ปรากฏว่าเงินกู้ระยะยาว มีมากขึ้นแปลว่าอะไรคะ ยิ่งยาวยิ่งเสี่ยงสูง ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าจำนวนที่ยังเก็บเงินไม่ได้ มากตั้งเท่าไร ยกตัวอย่างในนี้ ดำเนินคดีบังคับคดีไป ๒๑ โครงการ ๓๗๘ ล้านกว่า ๆ เป็นไป ได้ว่าหนี้สูญอาจจะมากขึ้นอีก แล้วโครงการเหล่านี้บางโครงการตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ นี่ปี ๒๕๖๖ แล้ว ๓๐ ปีแล้วท่านยังค้างคากันอยู่เลย และอย่างที่บอกไปส่วนใหญ่ก็มาจากหน่วยงานต่าง ๆ กรมต่าง ๆ กระทรวงต่าง ๆ เยอะมากเลย แล้วที่มีปัญหาอีกก็คือว่ากระทรวงต่าง ๆ เมื่อมี ปัญหาเข้าท่านก็ไปฟ้องบังคับคดีกับเกษตรกรอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำลังแก้กันอยู่เราแก้ ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงทางหรือไม่ ไม่ได้แก้ที่ต้นตอหรือไม่ ดิฉันอยากจะฝากให้ไปดูด้วยนะคะ เพราะว่ามันไม่ควรจะเป็นหน่วยงานที่ไปฟ้องร้องหรือว่ากระทรวงไหนไปฟ้องร้องเกษตรกร เสียเอง เราตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่ใช่หรือคะ ดิฉันอยากจะให้ท่านย้อนกลับไปดู ประวัติเหล่านี้แล้วก็ช่วยกันแก้ปัญหาให้ดีขึ้นจริง ๆ ให้ตอบโจทย์เกษตรกรจริง ๆ
ต่อมาประการสุดท้ายที่ดิฉันอยากจะฝากไป คือดิฉันไม่แน่ใจเลยว่าทุกวันนี้ เกณฑ์ในการคัดเลือกของท่านเป็นอย่างไร ดิฉันไปดูรายชื่อ ดูโครงสร้างของคณะกรรมการ ดิฉันชื่นชมและเชื่อมั่นในวิจารณญาณของคณะกรรมการทุกท่านนะคะ เรียนด้วยความเคารพ ในที่นี้ แต่ดิฉันก็ยังสงสัยอยู่ดี เพราะดูจากผลแล้วมันดูย้อนแย้งกันเหลือเกิน ประการต่อมา ที่ดิฉันอยากจะฝากไว้ก็คือว่ากองทุนได้คำนึงถึงสินค้าเกษตรที่มีอยู่ว่ามีอนาคตมากน้อย แค่ไหน ท่านได้ให้ทุนความช่วยเหลือกับกลุ่มนั้นมากน้อยแค่ไหน และได้คำนึงถึงการลด สินค้านำเข้าและเพิ่มการส่งออกหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นสินค้าเกษตรบางตัวเราต้องนำเข้าอยู่ เยอะมาก กลุ่มนี้ดิฉันแทบไม่เห็นรายชื่อที่ท่านให้เงินกู้เลย ในขณะเดียวกันที่เราสามารถ ส่งออกได้มีศักยภาพดิฉันก็เห็นน้อยเหลือเกิน เพราะฉะนั้นอยากจะฝากว่าในการให้เงินกู้ นอกจากให้ในประเภทที่ว่าเหมือนซ่อม ซ่อมที่มีปัญหาอยู่แล้ว ท่านสร้างด้วยได้ไหมคะ คือให้ กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ กลุ่มเกษตรที่มีศักยภาพโดยเฉพาะเกษตรแปรรูป หรือจะเป็นของสด ก็แล้วแต่ที่มีศักยภาพให้เงินทุนเขาเยอะ ๆ แล้วก็ที่มีศักยภาพในประเทศอยู่แล้ว มีความ ต้องการอยู่แล้วที่เป็นพืชเศรษฐกิจหรือพืชแห่งอนาคตที่มีความต้องการซื้อในประเทศอยู่แล้ว ก็ตามก็ส่งเสริมกันเยอะ ๆ ดิฉันขอยกตัวอย่างโกโก้ โกโก้มีความต้องการสูงมาก ตอนนี้ธุรกิจ เครื่องดื่มกำลังไปได้ดี ท่านรู้ใช่ไหมคะว่ามีการนำเข้าโกโก้แต่ละปีสูงมาก เหตุใดเรายังต้อง นำเข้าอีกคะ ทำไมเราไม่ส่งเสริมเกษตรกรในประเทศเราให้ปลูกให้เยอะ ๆ ถ้าเขาไม่มีทุน ท่านก็ให้เขามากู้เงินไปสิคะ ถ้าท่านบอกว่าตอนนี้ที่เรามีตัวเลขอยู่แค่นี้เพราะว่าเราให้แค่นี้ เขาส่งเรื่องมาน้อย เขาส่งโครงการมาน้อย คำถามคือท่านประชาสัมพันธ์น้อยไปหรือไม่ หรือเกณฑ์ของท่านไม่ตอบโจทย์เขาหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วท่านต้องทบทวนหรือไม่ ทำไมถึงไม่สามารถที่จะตอบโจทย์เกษตรกรทุกกลุ่มได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะช่วยประเทศเราได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นดิฉัน คิดว่าเราคงต้องมานั่งทบทวนกันถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ แล้วก็ต้องมองไปถึงอนาคตมากขึ้น นอกจากจะให้เงินเพื่อซ่อมอย่างที่ดิฉันบอก ท่านต้องให้เงินกู้เกษตรกร เพื่อสร้าง เพื่อให้ เศรษฐกิจของประเทศนี้ดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากซึ่งก็มาจากเกษตรกรของเรานี่ล่ะ นโยบายเกษตรเพิ่มมูลค่าก็มีแล้วสำหรับรัฐบาลนี้ ดิฉันเห็นกองทุนเกษตรกรก็ยังคงทำงาน ไม่สอดคล้องกันอยู่ ดิฉันขอฝากไว้เพียงแค่นี้ ขอบคุณค่ะ