ภูมิธรรม เวชยชัย อภิปรายย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย โดยยืนยันแนวทางไม่แตะต้องหมวด 1 และ 2 เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และผลักดันให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจผ่านกระบวนการที่โปร่งใส เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมกันแสวงหาจุดร่วมเพื่อการปฏิรูปในทางสร้างสรรค์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ คำถามว่าจะ ทบทวนหรือไม่ แต่ว่าก่อนจะตอบคำถามนี้ผมอยากจะทำความเข้าใจในประเด็นที่ท่าน ผู้นำฝ่ายค้านได้พูดและอภิปรายเล่าสู่กันฟังนะครับ ที่บอกว่าเรากลัวเรื่องที่จะไปทำให้มันเกิด ความขัดแย้งใหม่ หรือความกังวลใจของท่านที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็เป็นความกังวลใจที่เราไม่ได้ แตกต่างกัน เพียงแต่มุมมองของความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นนี้อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ประเด็นที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านได้พูดมา จริง ๆ ไม่ใช่วันนี้เป็นวันแรก ท่านก็พูดมาหลายครั้งแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์จำเป็นต้องเท้าความนิดหนึ่ง ปัญหามันเกิดขึ้นก็คือเราต้องการ แก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งหลายเรื่อง แล้วก็ทำให้มัน เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดหลุมดำในประเทศ เพราะความขัดแย้งนั้นทำให้ประเทศเสียหายมาก ทุกคนประจักษ์ ชัดเจน รับรู้ได้ แต่การแก้รัฐธรรมนูญนี้เป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัย พวกเราเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วนะครับ ท่านคงจำได้ว่าการยื่นแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้เรายื่นมาหลายครั้งหลายวิธี แล้วทุกครั้งก็ไม่เคยผ่านได้ ไม่เคยแก้ไขได้ แม้กระทั่งครั้งสุดท้ายที่เรายื่นฝ่ายรัฐบาลเขาก็ไม่เอาหมวด ๑ หมวด ๒ ฝ่ายค้านทั้งหมดเรา ก็ไม่เอาหมวด ๑ หมวด ๒ ยกเว้นพรรคก้าวไกลที่ไม่ร่วมลงชื่อ ซึ่งมีความเห็นต่าง ซึ่งอันนี้ ผมก็เคารพในความคิดเห็นของท่าน เสร็จแล้วผลมันก็ออกมาชัดเจน ผ่านไปได้วาระสอง เสร็จแล้วมันก็ไม่ผ่าน มันก็ตกไปอีก รัฐบาลที่แล้วเรายื่นมากกว่า ๖-๗ ครั้งผมจำตัวเลขไม่ได้ ต้องขออภัย ก็ตกทุกครั้งไม่ว่าจะยื่นรายมาตรา ยื่นแก้อะไรต่าง ๆ ก็ตามนี้มันก็ไม่ผ่านทุกครั้ง สิ่งที่สำคัญในขณะนี้ก็คือว่าเราอยากจะแก้รัฐธรรมนูญ แก้ความขัดแย้งเห็นเหมือนกันเลย อยากแก้ให้มันหมดไป และอยากแก้ให้เดินหน้าให้ได้ เราเห็นว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เป็นปัญหา ซึ่งก็เห็น เหมือนกันกับท่านว่าเป็นปัญหา ท่านเห็นว่าไม่ควรจะมาสนใจเรื่องนี้เดี๋ยวกลัวจะมีปัญหา แต่ท่านต้องดูความจริงครับ ความเป็นจริงมันบอกเรามาทุกครั้ง ก่อนตั้งรัฐบาลนี้ก็เห็น นะครับ ทุกพรรคการเมืองเขาก็บอกว่าเขาไม่เอาหมวด ๑ หมวด ๒ อันนี้จึงเป็นเหตุที่เขา ไม่สามารถร่วมมือกับพรรคท่านได้ พรรคเพื่อไทยก็พูดเรื่องนี้ชัดเจน เพราะเราเห็นจาก การกระทำครับ เราไม่ได้เห็นจากการคิดไป การกระทำมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ท่านจะร่วม รัฐบาลที่ประชุมก็ซักท่านในหมวด ๑ หมวด ๒ เรื่องเกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ ตรงนี้มันเป็น ปัญหาจริง ๆ แล้วผมคิดว่าประเด็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญนี้ประเด็นที่จะให้มันเป็น ประชาธิปไตยมากขึ้น และให้มันสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้มากขึ้น ถ้าเราไม่ไป กังวลอยู่กับเรื่องนี้ แล้วเรายอมรับว่ามีคนอีกส่วนใหญ่ของประเทศเขาเป็นห่วงและกังวลใจ เรื่องนี้ ถ้าเราปล่อยข้ามประเด็นนี้ไปเดี๋ยวผมคิดว่าทางออกของสังคมจะไปได้ง่ายขึ้น พรรคเพื่อไทยคิดอย่างนี้มาตลอด แล้วพรรคเพื่อไทยก็ได้แถลงในฐานะเป็นรัฐบาล แถลงต่อ รัฐสภามาแล้วว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทันทีโดยไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ เราก็หาเสียง แบบนี้มา ที่ประชุมรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก็ยืนยัน แล้วก็ ตอบรับให้เราเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ดำเนินการ เพราะฉะนั้นขณะนี้เราก็กำลังดำเนินการ ตามนี้ทั้งหมด เป็นไปตามที่เราได้แถลงต่อสภา แล้วเราก็พยายามจะหลีกเลี่ยงประเด็นตรงนี้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ประเด็นนี้ถ้าเดินออกไปถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาแห่งนี้ รวมทั้ง วุฒิสภาด้วยเขาติดใจเรื่องนี้ครับ เขาติดใจเรื่องนี้แล้วมันจะทำให้เรื่องอื่น ๆ เราไม่ได้ สิ่งที่สำคัญขณะนี้คือเราอยากได้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ นี้มันทำให้หลีกหนีจากปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นซึ่งจะเป็นความขัดแย้งใหม่ เห็นเหมือนกับท่านเลยครับว่าอยากให้แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ผมก็เชิญชวนท่านมาแสวง จุดร่วมกัน ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ตกค้างมากอยู่ ถ้าท่านยอมละเว้น ปล่อยผ่านเรื่องนี้ ไปแล้วมาทำให้ทุกอย่างเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เท่าที่ผมถาม เท่าที่ออกไปสำรวจ เท่าที่ออกไปทำเสียงส่วนใหญ่ทั้งหมด กลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ เขาไม่เอาหมวด ๑ หมวด ๒ ไม่ให้ มาแตะ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดนี้เป็นความเห็นที่แตกต่างจากท่าน จากพรรค การเมืองของท่านนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะชวนจริง ๆ ผมต้องเป็นคนชวนท่านครับ ชวนมา อยู่ร่วมกัน มาแสวงจุดร่วมกัน อย่าไปแตะเลยครับเรื่องนี้ มันเป็นความไม่สบายใจของคน ส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วมาคิดกันว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประชาธิปไตยได้มากอย่างไร ทำอย่างไรจะให้อำนาจของประชาชนสามารถทำอะไรได้มาก อย่าไปหมกมุ่นอยู่กับประเด็นเดียว ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญนี้จะเป็นประชาธิปไตยได้ ผมคุยกับทุกคนมาเขาบอกเขายินดีให้เป็น ประชาธิปไตยทั้งหมด อยากแก้อะไรที่สามารถแก้เขาจะมาร่วมแก้ด้วย เพราะเขาเห็น ปัญหาแล้ว ทำไมต้องแตะหมวด ๑ หมวด ๒ ละครับ ทำไมประเด็นปัญหานี้ท่านถึงกังวลใจ มากแล้วจะต้องหยิบเรื่องนี้มันเป็นประเด็นทุกครั้ง คนที่ทำให้เป็นประเด็นไม่ใช่ส่วนใหญ่ นะครับ เป็นประเด็นของพรรคท่านที่กังวลใจเรื่องนี้มากเกินไป ผมว่าถ้าท่านละเว้นเรื่องนี้ได้ ปัญหาจะได้รับการแก้ไข แล้วเราจะสามารถสถาปนารัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย มากขึ้นได้ ก็อยากจะบอกท่านอย่างนี้ว่าที่ผ่านมา แล้วจนกระทั่งเป็นที่รับรู้ในปัจจุบันทุกคน ก็รับรู้ได้ว่ามีความปรารถนาจะเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น คณะทำงานที่ผมได้รับตั้งขึ้นมานี้ ผมไปถามมา ประชาชนทั้ง ๔ ภาค ภาคเหนือ ถามกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยซึ่งอาจจะเป็นคน ส่วนน้อยก็ถามความเห็นของเขา ภาคอีสานชาวนาทั้งหมด ภาคกลาง ภาคตะวันออกไปถาม ผู้ใช้แรงงาน ภาคใต้ไปถามคนภาคใต้และมุสลิมออกมาเหมือนกันว่าไม่เอาหมวด ๑ หมวด ๒ และอยากได้ประชาธิปไตยมากขึ้น ถามรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ก็ตอบแบบนั้น คุยกันแบบนั้น วุฒิสภานี้ยิ่งชัดเจนว่าอะไรก็ได้ถ้าจะทำให้เป็นประชาธิปไตยจะช่วยคิดช่วยทำ อย่าไปแตะเลย หมวดนี้เป็นหมวดที่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่เขาเคารพนับถือ ก็อยากเชิญชวนให้ท่านใช้สติแล้วคิดอีกครั้งครับ ถ้าไม่สนใจเรื่องนี้แล้วมาทำรัฐธรรมนูญให้ เป็นประชาธิปไตย แก้ความขัดแย้งและแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนด้วยกันดีกว่าไหมครับ ฝากท่านเป็นข้อคิดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านถามว่ารัฐบาลจะทบทวนไหม วันนี้เรื่องยังไม่ถึงรัฐบาลนะครับ เรื่องเป็น ของคณะทำงาน ซึ่งเราได้พูดกันชัดเจนแล้วก็แถลงต่อสภาแล้วว่าเราจะเอาตามเสียงส่วนใหญ่ เสียงส่วนใหญ่ที่เราฟังมาก็คือเขาไม่เอาหมวด ๑ หมวด ๒ แต่ว่าเราเคารพเสียงที่ยังแตกต่างกัน เราบอกเราจะบันทึกให้ ชัดเจนนะครับว่าเราไม่ได้ขัดขวางหรือขัดแย้ง หรือพยายามไม่ให้ ความคิดของท่านได้รับการพิจารณา เราจะบันทึกความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป ขณะนี้อยู่ใน ระหว่างที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำลังรวบรวมสรุป ผมก็คาดว่าถ้าตอบให้มันสบายไม่ต้องมา ถูกท้วงติงอีกว่าภายในไตรมาสแรกก็น่าจะทำได้ แต่ว่าเราพยายามจะให้เสร็จภายใน เดือนมกราคมนี้ ก็ยืนยันตรงนี้ได้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง เมื่อสักครู่นี้เห็นท่านพูดถึงเรื่อง สสร. ทำไมไม่ตั้งคำถาม ผมคิดว่าเราอยากตั้งคำถามให้ชัดเจน เพราะว่าครั้งที่แล้วหลังจาก ที่สภาไม่ผ่าน ก็มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสิน ศาลรัฐธรรมนูญบอกชัดเจนนะครับว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชามติของประชาชน เพราะฉะนั้น ถ้าจะจัดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ขอให้ไปหารือประชาชนก่อน รัฐธรรมนูญที่ประชาชนเขาลง ประชามติมานี้มันก็เป็นอย่างที่เห็น เนื้อหาก็เป็นอย่างที่เราบอกชัดเจน เพราะฉะนั้นตรงนี้ เราจึงได้เอาคำถามเดียวเพื่อให้มันเกิดความชัดเจนมากขึ้น
ส่วนประเด็นที่ถามเรื่อง สสร. ผมว่ายังเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ยังไม่จำเป็นต้อง สร้างความสับสนในเรื่องของคำถาม เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยก็คืออยากให้เป็นประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนี้ไปตัดสินใจ เพราะฉะนั้น เราก็กลับไปสู่ Highlight ในประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญ โปรดเข้าใจตรงนี้ ไม่ได้มีเจตนา เป็นอย่างอื่น ขอบพระคุณครับ