ภูมิธรรม เวชยชัย หารือประเด็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยเฉพาะในคดีมาตรา 112 พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขผ่านการเจรจาสร้างความเข้าใจร่วมกันภายใต้กรอบกฎหมายอย่างสันติ อธิบายว่ากฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยตัวผู้ต้องขังป่วยและชั้น 14 เป็นมาตรการเพื่อความเสมอภาคตามหลักสากลที่มีมาก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบัน และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเข้าใจบริบทโดยรวม ไม่ใช้ประเด็นเฉพาะเพื่อขยายความเหลื่อมล้ำเทียม
กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพนะครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ จริง ๆ บรรยากาศกำลังไปด้วยดี ผมคิดว่าท่านถามมาแล้วเราพยายามตอบ ด้วยเหตุด้วยผลเพื่อให้ท่านได้แง่มุมการมองเพื่อจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหา สิ่งที่ท่านพูดใน คำถามที่ ๒ ที่ท่านพูดถึงเกริ่นนำด้วยการที่พี่น้องประชาชนหรือนักเรียนนักศึกษาได้ถูก การใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อหามาตรา ๑๑๒ หรือในข้อหาอื่น ๆ ก็ตามนี้ รัฐบาลเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการคุกคามหรือการเข้าไปควบคุมคุกคาม หรือไปทำให้เกิด ความหวาดกลัวอะไรนี้เป็นสิ่งที่ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เราเองเราก็ไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งนี้ แต่ว่าถ้ามีอันนี้ที่ชัดเจนและมีรูปธรรม ผมว่ากระบวนการทางกฎหมายมันดำเนินการอยู่ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันเป็นประเด็น มันก็มาจากประเด็นความขัดแย้งใน เรื่องประเด็นทางการเมืองที่เราเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ในขณะที่ยังมีกฎหมายอยู่ แล้วกฎหมายยังดำเนินการอยู่นี้ ในความเป็นจริง ก็คือทุกคนต้องเคารพกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ว่ากฎหมายที่ไม่ค่อย ยุติธรรม กฎหมายที่ไม่ชอบธรรมหรือกฎหมายที่มันเป็นปัญหาเราก็เข้าสู่กระบวนการแก้ไข ให้มันเรียบร้อยเสีย เพราะถ้ามันยังมีกฎหมายอยู่แล้วไม่ปฏิบัติ เจ้าหน้าที่เองเขาก็คงลำบากใจ เพราะถ้าเขาไม่ปฏิบัติเขาก็โดนมาตรา ๑๕๗ ก็คือละเว้นการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าเรามาเชิญชวนกัน อะไรที่ยังเป็นกฎหมายอยู่ก็อย่าเพิ่งไปท้าทายหรือไปทำอะไร ที่มันผิดเลย เพราะผิดอย่างไรเจ้าหน้าที่เขาก็ต้องปฏิบัติ แต่ถ้ามันเป็นประเด็นทางการเมือง หรือประเด็นทางกฎหมายที่ยังมีอยู่ ผมก็คิดว่าเรามีช่องทางวิธีการในการที่จะหารือร่วมกัน แล้วก็แก้ไขได้ในหลาย ๆ กรณีด้วยกัน จับมือคุยกัน ฝ่ายค้านมาหาฝ่ายรัฐบาลและหา ช่องทางคุยกัน ทำได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ในโลกนี้ความขัดแย้งต่าง ๆ เขาก็ใช้ กระบวนการเสวนา กระบวนการสร้างความเข้าใจกันด้วยลักษณะที่มีสันติ แล้วก็หาทางออก ร่วมกัน มันไม่มีอะไรที่สามารถสรุปได้ทั้งหมด แต่ว่าถ้าได้คุยกันมันจะเห็นข้อเหมือนและ ข้อแตกต่างกัน อย่างน้อยข้อสรุปเบื้องต้นที่ได้ในแต่ละขั้นเราก็เอามาปฏิบัติ มันก็จะทำให้ ความขัดแย้งในสังคมแล้วก็ปัญหาของสังคมมันดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เราคุยกัน ได้ แล้วก็ถ้าเป็นปัญหาในระดับกฎหมายก็แก้กฎหมาย ถ้ามันเป็นปัญหาในระดับปฏิบัติเราก็ มาดูการปฏิบัติแล้วดูว่าหาทางออกอย่างไร รัฐบาลนี้ไม่เคยปฏิเสธนะครับ ถ้ามีการกระทำ ที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ทำไม่ได้ทั้งนั้น รัฐบาลก็มีหน้าที่ทำให้คำสั่งหรือการจัดการ ที่ผิดให้มันถูกต้องที่สุด แต่ว่ามันก็มีปัญหาเรื่องการพูดกันว่าอันนี้จริง ไม่จริง อันนี้เป็นเรื่องที่ ถูกกระทำหรือไม่ถูกกระทำ หลายกรณีที่ชัดเจนก็เอาหลักฐานมาว่ากันแล้วก็จัดการกันไป หลายกรณีที่ไม่ชัดเจนนี้ก็ต้องขอความกรุณาว่าเราเป็นรัฐกฎหมาย มีกฎหมายเป็นหลักใน การปกครอง เพราะฉะนั้นหารูปธรรมข้อมูลมาแล้วก็มาหาทางออกร่วมกัน
กรณีที่ท่านพูดถึงความเสมอภาคเท่าเทียม แล้วก็พูดถึงชั้น ๑๔ นะครับ ผมรู้สึกเหมือนกันแบบเดิม เหมือนกับเรื่องรัฐธรรมนูญหมวด ๑ หมวด ๒ ผมว่าท่านไม่ได้ทำ ความเข้าใจในรายละเอียดของกฎหมายที่ออกมาในเรื่องนี้ให้ชัดเจน ถ้าเข้าใจแล้วนี้ท่านจะ ไม่รู้สึกเป็นแบบนี้ ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้เขาออกมาเพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ได้เกิดในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนะครับ ไม่ได้เกิดในสมัยรัฐบาลนี้ เกิดมาก่อน เกิดมา ตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้วด้วยซ้ำไป ซึ่งอันนี้ก็ต้องยกให้เป็นความดีของรัฐบาลที่แล้วที่เล็งเห็นว่า ในการนำผู้ต้องขังไว้ในเรือนจำ ในราชทัณฑ์ มันล้นจริง ๆ ครับ ผมเห็นมาตั้งแต่สมัยผมเป็น เลขาท่าน มท. ๑ เคยเข้าไปตรวจ ขณะนั้นราชทัณฑ์ยังอยู่กับกระทรวงมหาดไทย คุกมันล้น คนมันอยู่ข้างในมันลำบาก คนบาดเจ็บมันก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นเขาก็พยายามจะ Clear เรื่องนี้ แล้วก็เป็นไปตามหลักสากล สิ่งที่เขาเสนอว่าก็คือว่าให้มีกฎหมายที่สามารถขยายให้ บุคคลที่เจ็บป่วยหรือบุคคลที่ใกล้จะพ้นวาระและปฏิบัติตัวดีสามารถไปเริ่มต้นใช้ชีวิตข้างนอกได้ จริง ๆ กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นในสมัยนี้นะครับ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่แล้ว เพียงแต่สิ่งที่ยัง ค้างอยู่ก็คือเรื่องของกฎหมายรองหรือข้อบังคับในการที่จะทำให้มันเกิดขึ้นนะครับ ถ้าเข้าใจ อันนี้ว่ามันไม่ได้สร้างขึ้นมาหรือพรรคเพื่อไทย หรือรัฐบาลร่วมขณะนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อจะ มาดูแลใครต่อใคร ใครป่วยก็ว่าไปตามป่วย แล้วมันมีกระบวนการยุติธรรมหรือกระบวนการ ที่เขาดูแลตามกฎบังคับอยู่แล้ว ผู้ที่อยู่ในเรือนจำถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าป่วยก็ต้องดำเนินการตาม กรอบของกฎหมาย เรื่องชั้น ๑๔ ก็เป็นเรื่องเหมือนกัน แพทย์เขายืนยัน แล้วก็การตัดสินใจ ของแพทย์ก็ต้องถือเป็นที่สุด ส่วนท่านจะไปเรียกร้องอะไรนี้ก็เป็นเรื่องกระบวนการของท่าน กับคณะแพทย์ที่ดูแลเรื่องนี้ อย่าเอาเรื่องที่เป็นกระบวนการทำปกติมาโยนใส่รัฐบาล แล้วก็ทำให้มันกลายเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ เรื่องของความปรารถนาที่จะสร้างความ ไม่เสมอภาคกัน ผมว่าใจกว้าง ๆ และใจเย็น ๆ ครับ คิดให้ดี แล้วถ้าเรายังจุกจิกกันเรื่องแบบนี้ปัญหาของประเทศมันไปไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นต้อง ใจเที่ยงธรรมแล้วดูว่าถ้าเรื่องนี้ตั้งใจจะออกกฎหมายมานี้เพื่อคน ๆ เดียวแล้วเพื่อแก้ปัญหา อันนี้อย่างเดียว อันนี้ไม่ถูกครับ ไม่มีใครเขาทำ สิ่งที่เป็นอยู่วันนี้มันเป็นกฎหมายเพื่อคน ส่วนใหญ่เป็นไปตามหลักสากลที่นานาประเทศเขายึดถือ แล้วประเทศไทยตามหลังเขากำลัง จะทำ แล้วก็กำลังอยู่ในกระบวนการที่ออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ ซึ่งกรมราชทัณฑ์จะต้อง ออกอยู่ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการทั้งสิ้น แล้วผู้ป่วยก็ป่วยตามที่หมอได้บันทึกแล้วก็ได้มี คำวินิจฉัยที่ชัดเจน ถ้าท่านจะอภิปรายไม่ใช่อภิปรายรัฐบาลครับ กระบวนการขณะนี้ท่าน ก็อภิปรายไม่ได้ถูกต้อง เพราะไม่ใช่กระบวนการพิเศษที่ทำเฉพาะใคร เพราะฉะนั้นอยาก กราบเรียนว่าความต้องการความเสมอภาคเท่าเทียมกันนี้เป็นหัวใจและเป็นปัจจัยสำคัญ ที่รัฐบาลนี้ตั้งใจแล้วจะทำและพยายามจะทำ แล้วมันไม่ได้จบหรือมีประเด็นเพียงประเด็น เรื่องชั้น ๑๔ มาอธิบายความไม่เหลื่อมล้ำ ความไม่เหลื่อมล้ำความต้องการคือความเสมอภาค ให้เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ทำอีกหลาย ๆ เรื่องมันมีอีกหลายอย่าง เรื่องโอกาสทางการศึกษา เรื่องโอกาสทางเศรษฐกิจ เรื่องโอกาสในการใช้ชีวิต ไม่ใช่เรื่องที่วนเวียนอยู่ชั้น ๑๔ ขอความกรุณา เปิดให้กว้างแล้วไปให้ไกล แล้วไปให้ถึงประโยชน์พี่น้องประชาชนเป็นหลัก ขอบคุณครับ