ชัยธวัช ตุลาธน ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลต่อร่างคำถามประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ที่จำกัดสิทธิประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยเฉพาะการห้ามแก้ไขหมวด ๑ และ ๒ ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิด เกิดปัญหาทางกฎหมายและการเมือง และทำลายโอกาสในการสร้างฉันทามติร่วมของสังคม พร้อมย้ำว่าประชาชนควรมีอำนาจเต็มในการสถาปนารัฐธรรมนูญผ่าน สสร. จากการเลือกตั้งโดยไม่ถูกจำกัดล่วงหน้า เพื่อให้กระบวนการมีความชอบธรรมและนำไปสู่ความร่วมมือแทนการแบ่งข้าง
เรียนประธานสภาที่เคารพ วันนี้ ผมมีประเด็นที่จะถามกระทู้ไปยังนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้รับ มอบหมายมาให้ตอบแทน ซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในการแก้ไขปัญหา ทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลเคยแถลงไว้ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการสร้างความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินด้วย การฟื้นฟูระบบนิติรัฐที่เข้มแข็ง
สำหรับประเด็นแรกจำเป็นต้องถาม เพราะตอนนี้คณะกรรมการศึกษา ประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปไปยัง รัฐบาลแล้ว แล้วก็เข้าใจว่าจะมีการพิจารณาเรื่องการทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งในวันที่ ๒๕ ธันวาคมที่ผ่านมาทางคณะกรรมการศึกษาประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ได้สรุปว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีจัดทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ โดยประชามติครั้งแรกนะครับ ใน ๓ ครั้งนั้นจะถามแค่ ๑ คำถาม ว่าท่านเห็นชอบ หรือไม่ที่จะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด ๑ บททั่วไป หมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ผมเองในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกลต้องเรียนอย่างนี้ก่อนว่าเราเองมี ความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่ต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ โดยกระบวนการตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และที่ผ่านมาก็ไม่ได้ เคยมีข้อเสนอใด ๆ ที่จะให้มีการแก้ไขหมวด ๑ หรือหมวด ๒ แต่คำถามที่คณะกรรมการ กำลังจะเสนอให้ ครม. พิจารณานั้นมีปัญหาที่จะต้องท้วงติงและวิพากษ์วิจารณ์จริง ๆ ครับ
ประเด็นแรก ผมเห็นว่าคำถามประชามติที่คณะกรรมการศึกษาเสนอนั้น ขัดต่อหลักการสำคัญที่ว่าประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่จะต้องมี การยกเว้นว่าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ได้ แต่ห้ามทำใหม่ทั้งฉบับ คำถามคือว่าตกลงใน สังคมไทยนี้ผู้ที่จะสามารถเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ได้ทั้งฉบับ จะมีเพียงแค่คณะรัฐประหารที่จะ มาฉีกรัฐธรรมนูญอย่างตามใจชอบอย่างนั้นหรือครับ ตกลงประชาชนไม่มีสิทธิใช่ไหมครับ
ประเด็นที่ ๒ ผมเอง พรรคก้าวไกลเองเราคาดหวังว่ากระบวนการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้จะเป็นกระบวนการสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยที่มีความคิดเห็น แตกต่างกันแล้วขัดแย้งกันมา ๑๐ กว่าปีนี้สามารถที่จะแสวงหาฉันทามติใหม่ร่วมกันได้ ผ่านเวทีการถกเถียงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ แล้วเราก็ไม่เชื่อว่าจะมีความคิดเห็น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพียงฝ่ายเดียว มันต้องมีฝ่ายหนึ่งได้ส่วนหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งได้ส่วนหนึ่ง ไม่มีใครได้อย่างที่ตัวเองต้องการทั้งหมดหรอกครับ เพราะสุดท้ายมัน ต้องเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันจะต้องเป็นสิ่งที่เรายอมรับที่จะอยู่ร่วมกัน แม้จะเห็นตรงกัน ไม่ทั้งหมด แต่การตั้งคำถามประชามติแบบนี้จะส่งผลทำให้ประชาชนที่มีความคิดเห็น ไม่ตรงกัน บางส่วนรู้สึกว่าพวกเขาถูกกีดกันออกจากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ตั้งแต่วันแรก แล้วเราจะสูญเสียโอกาสในการหาฉันทามติใหม่ด้วยคำถามแรกในการจัดทำ ประชามติแบบนี้หรือครับ
ประเด็นที่ ๓ คำถามประชามติแบบนี้มีปัญหา เพราะมันเป็นคำถามที่กังวล มากเกินจำเป็น โดยไม่จำเป็นของรัฐบาลที่อาจจะไปสร้างปัญหาใหม่โดยไม่จำเป็นขึ้นมาด้วย ต้องเรียนอย่างนี้ว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญหมวด ๑ หมวด ๒ นี้มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด อยู่เสมอเวลามีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติอะไร แต่ในช่วง ระยะเวลาไม่นานมานี้เองมีความพยายามที่จะสร้างความกลัว และความเข้าใจผิดทาง การเมืองว่าการแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ นี้มันเป็นเรื่องอันตราย เป็นเรื่องที่เหมือนจะไป กระทบกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้ง ๆ ที่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันตามมาตรา ๒๕๕ ก็มีข้อจำกัดชัดเจนอยู่แล้ว ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไปส่งผล ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นการล็อกไม่ให้แก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ แบบนี้จึงไม่จำเป็นแต่อย่างใด แล้วอย่างที่ ผมเรียนอาจจะไปสร้างปัญหาใหม่โดยไม่จำเป็นด้วย ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาในเชิงกฎหมาย รัฐธรรมนูญในแต่ละหมวดนี้มันจะโยงใยสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การยกร่างใหม่เกือบทุกหมวด แล้วไปล็อกไม่ให้แก้ไขข้อความใด ๆ เลย ในหมวดใดหมวดหนึ่งนี้มันสร้างปัญหาได้ครับ เช่นสมมุติว่า สสร. ที่มาจากประชาชนเขียนรัฐธรรมนูญใหม่บอกว่า เราจะยกเลิกวุฒิสภา เป็นต้น ใช้ระบบสภาเดี่ยว เพื่อประสิทธิภาพของระบบนิติบัญญัติของไทย ปรากฏว่าถ้าเป็น แบบนี้ถูกไหมครับ ถ้ามีข้อความใดข้อความหนึ่งที่พูดถึงวุฒิสภาในหมวด ๑ หมวด ๒ ก็ต้องตัดข้อความนั้นออกในบทบัญญัติ มันเป็นปัญหาทางเทคนิคที่ไปล็อกแบบนี้มันจะสร้าง ปัญหาได้ในอนาคตนะครับ หรือปัญหาทางการเมือง ผมยกตัวอย่างเช่น ประสบการณ์ทาง การเมืองที่ผ่านมานี้เอง ในการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ พอหลังผ่านประชามติ ไปแล้ว ปรากฏว่ารัฐบาลในขณะนั้นก็บอกว่ามีพระราชประสงค์ที่จะให้แก้ไขปรับปรุง หมวด ๒ แล้วถ้าอนาคตมีเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีก รัฐบาลใหม่จะทำอย่างไร ล็อกไว้แล้วตั้งแต่ต้นแบบนี้
ประเด็นที่ ๔ ในคำถามที่จะทำประชามตินี้ไม่มีการระบุว่าจะให้จัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. คำถามก็คือว่ามันเกิดอะไรขึ้น แน่นอนครับ ประเด็นที่ผมพูดมา ทั้งหมด รัฐบาลบอกว่าต้องการให้เกิดความรอบคอบที่สุด ต้องการทำให้ประชามติทำได้และ มีโอกาสผ่านมากที่สุด บ้างก็บอกว่าถ้าไม่ล็อกหมวด ๑ หมวด ๒ ไว้เดี๋ยวจะถูกต่อต้าน เดี๋ยวจะไม่ได้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็ยืนยันอีกครั้งว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลย แล้วเรื่องนี้ ผมย้ำอีกทีว่าเรื่องหมวด ๑ หมวด ๒ นี้ไม่เคยเป็นประเด็นในทางการเมืองมาก่อนในการ จัดทำรัฐธรรมนูญของไทย เพียงแต่ว่าสภาในสมัยที่แล้วพรรคฝ่ายค้านเป็นคนเสนอประเด็นนี้ เองไปล็อกไว้อย่างนี้ ไปสร้างเงื่อนไขแบบนี้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่ได้เป็น ข้อเสนอจากฝ่ายที่อยากจะรักษารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไว้เลย และเมื่อเสนอไปแล้วก็ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมา เรื่องการไม่ระบุเรื่อง สสร. ก็ให้เหตุผลอธิบายว่า เดี๋ยวกังวลว่าจะไปถูกตีความว่าเป็นการจัดทำประชามติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เอาละ ผมก็พยายามจะเข้าใจเหตุผลของรัฐบาล แต่ผมก็อยากจะให้รัฐบาลพิจารณาผลด้านกลับของ มันด้วย เพราะการตั้งคำถามประชามติแบบนี้อาจจะกลายเป็นการวางยาให้ตัวเอง วางยา อย่างไร ๑. ประเด็นเรื่อง สสร. ตัดออกไป สุดท้ายผมกังวลอย่างนี้ว่าเมื่อเราเสนอร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาโดยใช้กระบวนการ สสร. ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บางฝัก บางฝ่ายรวมถึง สว. อาจจะไม่เห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. ก็ได้ เพราะอ้าง ว่าในคำถามประชามตินั้นประชาชนไม่เห็นด้วยที่จะให้มี สสร. จะทำอย่างไรครับ ๒. การตั้ง คำถามประชามติที่เพิ่มเงื่อนไขเอาไว้ว่าให้ล็อกหมวดใดหมวดหนึ่งไว้นั้น ซึ่งไม่มีเหตุผลตามที่ ผมกล่าวมาแล้ว อาจจะทำให้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชามติผ่านยากขึ้น เพราะมันเป็นคำถาม แทนที่จะแสวงหาจุดร่วมให้มากที่สุด สงวนจุดต่างทำให้เสียงของคนที่ต้องการมีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เป็นเอกภาพให้มากที่สุด กลับเป็นคำถามที่ทำให้เสียงแตก เราประเมินไม่ได้หรอก ครับว่าสุดท้ายจะมีคนที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขแบบนี้กี่ล้านคน สุดท้ายมันจะวางยาตัวเองครับ ตั้งคำถามด้วยความรู้สึกจงรักภักดีล้นเกินแบบนี้มันต้องระวัง อาจจะทำให้ในการทำประชามติ การถกเถียงกัน การ Debate กัน การรณรงค์กัน แทนที่จะ มาเถียงกันว่าเราควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนฉบับปี ๒๕๖๐ ของ คสช. หรือไม่ กลายจะ มาเป็นเราควรจะเห็นด้วยกับการแก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ หรือไม่ ซึ่งละเอียดอ่อนนะครับ ผมก็อยากจะให้รัฐบาลคิดผลด้านกลับของคำถามแบบนี้ด้วย
ดังนั้นคำถามแรก ตามที่กล่าวมาทั้งหมดผมถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีว่ารัฐบาลจะทบทวนข้อเสนอเรื่องคำถามประชามติ ครั้งที่ ๑ ของคณะกรรมการศึกษาประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญหรือไม่
(นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ (มหาสารคาม) ขออนุญาตครับท่านประธาน ผมขอประท้วงครับ