สหัสวัต คุ้มคง หารือประเด็นปัญหาการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นธรรมในสูตรการคำนวณที่ใช้ปัจจัยอัตราสมทบของแรงงาน ซึ่งส่งผลให้แรงงานในจังหวัดเกษตรกรรมและบริการได้รับค่าตอบแทนต่ำกว่าควร พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนสูตรการคำนวณและพิจารณาบทบาทของคณะกรรมการไตรภาคีใหม่ เพื่อให้แรงงานมีเสียงและอำนาจต่อรองที่แท้จริงในการกำหนดนโยบายค่าจ้าง
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ ก็ขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ให้เกียรติสภาแห่งนี้ในการมาตอบคำถามเรื่องนี้ ก็อย่างที่ท่านได้ว่ามาต้นตอ ของปัญหาการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ผมคิดว่าปัญหาก็จะมี ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ส่วนแรกคือสูตรตามที่ท่านได้ว่ามาเลย ซึ่งสูตรนี้ ก็เป็นสูตรมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ซึ่งก็เป็นสูตรที่ใช้ในปัจจุบัน โดยค่าจ้างขั้นต่ำใหม่จะมีค่า เท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันคูณด้วยอัตราการปรับค่าจ้าง ซึ่งเป็นผลรวมของอัตรา เงินเฟ้อกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของผลิตภาพแรงงานที่ถูกถ่วงด้วยอัตราสมทบของแรงงาน คือต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ซึ่งใช้ตัวแปรแล้วก็การคำนวณเป็นค่ารายจังหวัด ก็เมื่อเขียนเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์จะได้ดังนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำ หมายถึงค่าจ้างปัจจุบัน คูณตามนี้นะครับ โดยที่อัตราสมทบแรงงานมีค่าระบบสัดส่วนผลตอบแทนของแรงงานใน GDP ระดับประเทศคูณกับสัดส่วนของ GDP ภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดนั้น ๆ ประสิทธิภาพ แรงงานคำนวณโดยการนำ GDP ของจังหวัดตามมูลค่าที่แท้จริง โดยหักผลของเงินเฟ้อออก แล้วหารด้วยจำนวนแรงงานในจังหวัดนั้น ๆ อัตราเงินเฟ้ออิงจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนี ราคาผู้บริโภคระดับจังหวัด และมีข้อแม้ว่าในการเจรจาที่ปรับเพิ่มลดจากสูตรได้ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ โดยมีปัจจัยเชิงคุณภาพ ๔ ตัวที่เอามาร่วมพิจารณา คือดัชนีความเชื่อมั่น ผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ผลการสำรวจค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและดัชนีความเชื่อมั่น ทางธุรกิจครับ ซึ่งปกติแล้วโดยต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงเดิมนะครับ ทีนี้ผมขอใช้ตัวอย่างของ กรุงเทพมหานครอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมคือ ๓๕๓ บาท ถ้าเราคำนวณตามสูตรของที่กระทรวง แรงงานใช้ในปัจจุบันก็จะได้ ๓๖๐.๙๑ บาท ก็ปรับตามกรอบเพิ่มลดไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ช่วงค่าจ้างที่เป็นไปได้ของกรุงเทพมหานครก็จะอยู่ที่ ๓๕๓-๓๗๒ บาทต่อวัน แล้วพอ พิจารณาเสร็จสิ้นก็ได้ออกมาเป็น ๓๖๓ บาท ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าถ้าท่านตั้งเป้าจะให้ได้ค่าแรง มากที่สุดเพื่อไปถึงค่าแรงเป้าหมาย ๖๐๐ บาทในปี ๒๕๗๐ ทำไมไม่ผลักให้เป็น ๓๗๒ บาท ละครับ แต่กลับเอาค่ากลางของช่วง ๓๕๓-๓๗๒ บาทมาแทนคือ ๓๖๓ บาทนี่ละครับ คราวนี้สูตรนี้มันมีปัญหาอย่างไร ปัญหาคือต้องเข้าใจว่าค่า L หรืออัตราการสมทบของ แรงงานนี้มาจากตัวจำลองทางคณิตศาสตร์ที่คำนวณว่าแรงงานมีส่วนในการผลิตเท่าไร โดยรวมปัจจัยการผลิตทั้งหมด ซึ่งพอคำนวณมาแล้วอย่างกรุงเทพมหานครก็จะได้ ๓๒ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าอะไร หมายความว่ากำไร ๑๐๐ บาท แรงงานมีส่วน ๓๒ บาท ซึ่งถ้าเอาตัวเลขนี้มาคิดกำไรที่เพิ่มขึ้น ๑๐ ล้านบาท ต้องแบ่งมาที่แรงงาน ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับพี่น้องแรงงานเอาตัวเลขตรงนี้ไปใช้เจรจาต่อรองกับนายจ้างได้ แต่ท่านครับ เรากลับเอาอัตราสมทบของแรงงานหรือค่า L นี้มาคูณเพื่อลดผลตอบแทน ที่แรงงานควรจะได้เพิ่มขึ้นตามผลิตภาพแรงงานครับ เราจึงควรเอาค่า L นี้ออกไปจากสูตร การคำนวณอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนี้ กลับมาดูที่ตัวอย่างของกรุงเทพมหานคร ถ้าเราเอาค่า L ออกไปแล้วคำนวณใหม่ ค่าจ้างขั้นต่ำใหม่จะมีค่าราคาประมาณ ๓๖๓.๔๕ บาทต่อวัน เพิ่มขึ้น จากการคำนวณประมาณ ๒.๕๐ บาท เป็นเงินที่ไม่เยอะหรอกครับ แต่ถ้าเราขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ด้วยสูตรนี้ดั้งเดิมไปเรื่อย ๆ ยังมี L เรื่อย ๆ นี้ตัวเลขที่มันสะสมในเชิงคณิตศาสตร์มันก็จะมาก ขึ้นจนมีขนาดใหญ่ได้ และการคำนวณค่า L เองก็เป็นปัญหา เพราะนำสัดส่วน GDP ภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดไปคูณกับสัดส่วนของผลตอบแทนแรงงานต่อ GDP อีกรอบหนึ่ง หรือพูดง่าย ๆ คือแทนที่แรงงานจะได้รับค่าจ้างจากส่วนการผลิตทั้งหมดเท่าไร ก็ให้เฉพาะ ผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมแทนวิธีการคำนวณนี้เป็นการลดทอนผลตอบแทนของแรงงาน ด้วยสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรม ทำให้มีค่าต่ำกว่า ๑ ซึ่งควรจะแทนค่าด้วย ๑ เสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่าในพื้นที่อุตสาหกรรมอาจจะไม่กระทบมาก แต่หากเป็นจังหวัดเกษตรกรรมหรือ ภาคบริการผลตอบแทนจะน้อยลงมาก ๆ เทียบง่าย ๆ เช่นจังหวัดชลบุรีที่เป็นอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ เทียบกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่เป็นเกษตรกรรมก็จะเห็นชัดเจนว่าเกษตรกรรมได้ น้อยกว่ามาก ทีนี้ยิ่งถ้าลองดูตามประกาศของคณะกรรมการค่าจ้างในส่วนคำชี้แจง ข้อ ๓ ก็จะมีระบุไว้ชัดเจนว่าการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ในส่วนที่น่าสนใจก็คืออัตราค่าจ้างที่ลูกจ้าง ได้รับอยู่ประกอบข้อเท็จจริงอื่น โดยคำนวณถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อมาตรฐาน ค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าบริการต่าง ๆ รวมกับสูตรคำนวณอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเทียบเคียงกับที่สูตรของหลาย ๆ ประเทศที่อยู่ในประกาศเลย มีประเทศฝรั่งเศส ประเทศ มาเลเซีย ประเทศบราซิล ประเทศคอสตาริกา ซึ่งองค์กรแรงงานระหว่างประเทศนำมาแสดง เป็นกรณีตัวอย่างของสูตรที่ต่างประเทศยอมรับว่าสามารถดูแลคุณภาพชีวิตของลูกจ้างได้ ถ้าจะมาเจาะแต่ละประเทศว่าแต่ละประเทศใช้สูตรอะไร คำนวณออกมาได้อะไรบ้าง เวลาผมคงไม่พอ แต่ลองดูง่าย ๆ ผมลองคำนวณตามสูตรของประเทศเพื่อนบ้านเรา อย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งถ้าแทนค่าด้วยข้อมูลของกรุงเทพมหานครแล้วลองคำนวณดู ค่าจ้างขั้นต่ำก็จะได้อยู่ที่ ๓๖๔.๑๕ บาท ทีนี้ผมก็ลองถามคนน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ค่อยดี เท่าไรครับ เพราะอายุแค่ปีกว่า ๆ เท่านั้นเอง คือ ChatGPT ครับ AI ที่หลายท่านก็ให้ความ สนใจกัน ผมลองถาม ChatGPT ว่าไปค่าแรงขั้นต่ำคำนวณอย่างไร ChatGPT ก็ให้คำตอบ แบบนี้ครับ สูตรการคำนวณค่าแรงขั้นต่ำ คิดง่าย ๆ เอาอัตราเงินเฟ้อกับผลิตแรงงานมา คำนวณบวกให้กับแรงงานตามหลักที่ควรจะเป็น สูตรของ ChatGPT ดูเป็นธรรมกับแรงงาน มากกว่าสูตรของคณะกรรมการค่าจ้างอีกนะครับ อันนี้ต้องขอบคุณอาจารย์กิริยาจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ช่วยแนะนำมา ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ไม่เสียหายครับ
อีกส่วนหนึ่งอย่างที่ท่านได้ว่ามาเลยครับ คณะกรรมการไตรภาคี ที่ย้ำนัก ย้ำหนาว่ามีตัวแทนของแรงงานเข้าไปเป็นปากเป็นเสียง อยากจะถามตรงนี้ครับเป็นตัวแทน ของแรงงานจริงหรือเปล่า ถ้าดูสัดส่วนโดยปกติผู้แทนแบบนี้ทั่วโลกมักจะใช้สัดส่วนตัวแทน จากสหภาพแรงงาน มีตัวแทนจากสหภาพแรงงาน แต่ว่าตัวแทนของคณะกรรมการไตรภาคี ที่ท่านบอกว่าเป็นนายจ้าง ๕ คน แรงงาน ๕ คน ผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน ๔ คนนี้ ปัญหาคือประเทศไทย ๗๗ จังหวัด มีสหภาพแรงงานอยู่เพียงแค่ ๔๔ จังหวัด แล้วอีก ๓๓ จังหวัด ที่เหลือเป็นตัวแทนฝ่ายลูกจ้างนี้เป็นใครครับ แล้วไม่ต้องนับคนที่สมัครเป็น คณะกรรมการไตรภาคี คณะกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัดส่วนมากก็หน้าเดิม ๆ ไปดูได้เลยครับ ในสมการนี้อำนาจต่อรองของแรงงานต่ำมาก แล้วมากไปกว่านั้นครับท่าน การประชุมของคณะกรรมการค่าจ้างไม่เคยมีการเปิดเผยบันทึกการประชุมต่อสาธารณชน ถ้าผมเป็นประชาชนคนธรรมดาที่สนใจเรื่องนี้ อยากจะรู้ว่าคณะอนุกรรมการค่าจ้างในจังหวัด ผมคุยเรื่องอะไรกัน ตัวแทนของแรงงานไปปกป้องผลประโยชน์ของแรงงานไหม ผมจะทำ อย่างไรครับ นอกจากนี้แล้วผมอยากรู้มากครับว่าจริง ๆ แล้วคณะกรรมการไตรภาคีที่เป็น กลไกนี้ Work อยู่ไหม เพราะเราต้องยอมรับว่าไม่ว่าจะในทางบวกหรือลบตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ก็มีการแทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองมาโดยตลอด ยกตัวอย่างกรณีประจักษ์นะครับ เช่นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ คว่ำไม่ให้ ๕ จังหวัดขึ้นค่าแรง ทั้ง ๆ ที่ผ่านคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดจนไปถึงคณะกรรมการ ค่าจ้างแล้ว หรือในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เองที่ชูนโยบาย แล้วก็ใช้นโยบายนำ ทำให้ คณะกรรมการไตรภาคีก็ไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น หรือในรัฐบาลประยุทธ์ที่มีการชูนโยบาย ๔๒๕ บาท แต่ทำไม่ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือค่าแรงนั้นเป็นวาระทางการเมืองมาตลอด วันนี้ คณะกรรมการไตรภาคีมีอำนาจจริง ๆ หรือเปล่า นี่เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณา เพื่อให้ แรงงานมีตัวแทนที่เป็นแรงงานจริง ๆ และมีอำนาจต่อรองในการสร้างคุณภาพชีวิต เพื่อแรงงานได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และอย่างที่ท่านตั้งข้อสังเกต ถ้าคณะกรรมการไตรภาคีไม่ Work เรายุบทิ้งไหมครับท่าน ขอบคุณครับ