สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายร่าง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเห็นด้วยบางส่วนแต่ท้วงติงว่าการเน้นควบคุมผู้ดื่มอาจทำให้ถูกมองเป็นผู้ร้ายโดยไม่แก้ที่ต้นเหตุ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งของมาตรการต่างๆ เช่น ห้ามขายออนไลน์หรือห้ามโฆษณา ที่อาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการลดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ และเสนอให้แก้ปัญหาด้วยการพัฒนาขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและสนับสนุนผู้ผลิตรายย่อยเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการดื่มอย่างมีความรับผิดชอบควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคก้าวไกลครับ ขอร่วม อภิปรายถึงหลักการของร่างพระบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดย คุณธีรภัทร์ คหะวงศ์ และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนะครับ
อันดับแรก หลังจากที่ผมอ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็เห็นด้วย ในหลายเรื่องครับ แต่ก็รู้สึกไม่สบายใจที่ผมไม่สบายใจนั้นเพราะรู้สึกว่าหลักการและเหตุผล บางอย่างของพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนและมองผู้ที่ดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวร้าย โดยไม่ได้มองสภาพความเป็นจริงหรือมุ่งที่จะแก้ไขต้นตอ ของปัญหาที่แท้จริง แต่กลับมาสร้างภาระให้กับผู้ดื่มและผู้ประกอบการแทนครับ ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้นครับ ผมอยากจะชวนทุกท่านมาดูตรงนี้ครับ ขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมขอเริ่มจากปัญหา Classic ของประเทศ เราก่อนครับ คือปัญหาเมาแล้วขับครับ ในหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ระบุว่าเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างอื่น เช่น การป้องกันหรือลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด อุบัติเหตุ ผมไม่ปฏิเสธครับว่าปัญหาเมาแล้วขับเป็นปัญหาใหญ่มากที่ต้องได้รับการแก้ไข แต่คำถามที่สำคัญตรงนี้ครับว่าเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ท่านจะบอกว่าให้คนดื่มเหล้า ได้ยากขึ้น ผมมองอีกอย่างหนึ่งครับ มาดูสถิติกันนะครับ จากตารางผมใช้ข้อมูลขององค์การ อนามัยโลกหรือ WHO ถ้าดูจากสถิติจะพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่บริโภคเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์เฉลี่ย อันดับที่ ๖๔ ของโลก หรือคิดเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ประมาณ ๘.๓ ลิตร ต่อปีครับ ในขณะที่ประเทศที่ดื่มหนักที่สุดในโลกคือเอสโตเนียประมาณ ๑๖.๙ ลิตรต่อคน ต่อปีครับ มาดูประเทศอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงเรื่องสุรา เช่น เจ้าแห่งเบียร์อย่างประเทศเยอรมนี อยู่อันดับ ๕ ๑๓.๔ ลิตรนะครับ เมืองไวน์อย่างประเทศฝรั่งเศสอยู่อันดับ ๑๑ ๑๒.๖ ลิตร เข้ามาไกลหน่อยในเอเชียประเทศเกาหลีใต้เมือง Soju ๑๐.๒ ลิตร ประเทศญี่ปุ่นเมืองสาเก ใกล้กับเราอยู่ที่อันดับ ๗๑ หรือประมาณ ๘ ลิตรต่อคนต่อปี คราวนี้มาดูสถิติที่เราชอบพูดกัน คือสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนครับ จากรายงานของ WHO เหมือนกันประเทศไทย มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดในเอเชีย ๓๒.๗ คนต่อแสนคน หรือ ๒๒,๐๐๐ กว่าคนต่อปีครับ ในขณะที่ประเทศอื่นที่ดื่มหนักกว่าเรา แล้วมีชื่อเสียง ด้านแอลกอฮอล์ที่ยกตัวอย่างมา ประเทศเอสโตเนีย ๗ ต่อแสนคน ประเทศเยอรมนี ๓.๗ ต่อแสนคน ประเทศฝรั่งเศส ๕ ต่อแสนคน ประเทศเกาหลีใต้ ๕.๓ คนต่อแสนคน ประเทศ ญี่ปุ่น ๒.๕ ต่อแสนคน หรือก็แค่หลักพันคนต่อปีเท่านั้นเองครับ ประเทศเรากระโดดสูงมาก ถ้าตามสถิตินี้ แล้วถ้ามาดูอีกช่องหนึ่งคืออัตราการเสียชีวิตอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกี่ยวข้อง กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครับ ประเทศเอสโตเนีย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเยอรมนีอยู่ที่ ๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศฝรั่งเศส ๒๙ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าไทยครับ ประเทศเกาหลีใต้ ๑๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ประเทศญี่ปุ่น ๕.๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วประเทศไทย ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ก็ยังถือว่าสูงกว่าประเทศอื่น ๆ นอกจากประเทศฝรั่งเศส ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรได้บ้างครับ
ข้อแรก ประเทศเราไม่ได้ดื่มหนักอย่างที่หลายคนเข้าใจครับ
ข้อ ๒. ประเทศไทยมีอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงกว่าประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้ง ๆ ที่ดื่มน้อยกว่า
ข้อ ๓. ประเทศไทยมีอัตราอุบัติเหตุที่สัมพันธ์กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดว่า อยู่ในระดับปานกลางครับ แล้วถ้าเราไปดูรายงานเต็มจะพบว่าหลายประเทศนี้มากกว่า เราครับ ประเทศไทยจะเน้นหนักในช่วงเทศกาลนะครับ ที่ผมยกมาไม่ได้บอกว่าเมาแล้วขับ ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ครับ แต่จะแก้ด้วยวิธีไหนครับ คำตอบง่าย ๆ ถ้าไปดู อัตราของฐานข้อมูลของประเทศเหล่านี้นะครับ สิ่งที่ประเทศเหล่านี้แตกต่างจากเราคือ มีขนส่งสาธารณะ จากสถิติเราจะเห็นเลยครับว่าจริง ๆ แล้วปัญหาหลักของเราอยู่ที่ท้องถนน สิ่งสำคัญคือเราจะต้องมีขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงง่าย ถูก ปลอดภัย ที่จะพาคนกลับบ้าน อย่างปลอดภัยครับ ไม่ใช่ปล่อยให้เมาแล้วขับครับ ย้ำนะครับ การปราบปรามการเมาแล้วขับ เป็นเรื่องที่ดีและต้องทำกันจริง ๆ จัง ๆ ครับ แต่ขนส่งสาธารณะก็ต้องปรับปรุงและเข้าถึงง่าย เช่นกันนะครับ ในประเทศญี่ปุ่น ในประเทศเยอรมนี เราจะเห็นประเทศเหล่าคนดื่ม หนักมากครับ แล้วก็จะเห็นภาพคนเมาหลับอยู่บนรถไฟฟ้าเต็มไปหมดเลยครับเป็นเรื่องปกติ นี่ต่างหากคือทางแก้ครับ
ประเด็นต่อมา คือเรื่องการโฆษณาและการห้ามขายในรูปแบบ Electronics หรือ Online ครับ ผมเองก็ไม่มั่นใจว่าหลักการข้อนี้นั้นจะย้อนแย้งกับข้อข้างบนหรือเปล่า เพราะต้องการการลดการเมาแล้วขับ แต่ไม่อนุญาตให้สั่งมากินที่บ้าน ผมไม่เข้าใจครับว่า การสั่งไม่ดื่มที่บ้านนี้จะเป็นปัญหาอย่างไรนะครับ นอกจากว่ากลัวเยาวชนจะเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเราสามารถออกแบบให้มีระบบยืนยันตัวตน ยืนยันด้วยบัตรประชาชน หรืออะไรก็ได้ครับ เรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย
ประเด็นสุดท้ายครับ คือประเด็นเรื่องของการโฆษณา ผมไม่เข้าใจไม่แน่ใจว่า การห้ามหรือจำกัดการโฆษณาจะยับยั้งให้คนไม่อยากดื่มสุราได้ครับ หรือทำให้เยาวชนไม่รู้จัก เหล้า เบียร์ได้ครับ มันห้ามไม่ได้หรอกครับตอนนี้ท่านใช้อินเทอร์เน็ตก็เห็นครับ เห็นโฆษณา แล้วครับ ต่อให้เราใช้ Internet Explorer ที่ช้า ๆ Search ใน Yahoo เราเห็นว่าเหล้าเบียร์ เป็นแบบไหน ยี่ห้อไหนเด่นดัง การห้ามโฆษณาไม่ได้ทำให้นายทุนขนาดใหญ่ที่มีสายป่าน ได้รับผลกระทบเลยครับ แต่กระทบกับผู้ผลิตรายย่อยที่เขาจะไม่สามารถโชว์ผลิตภัณฑ์ เหล่านี้ให้กับทุกคนได้ครับ เราได้ข่าวกันตลอดว่าเหล้า เบียร์ไทยได้รับรางวัลจากการประกวด ระดับโลก แต่พอถามว่ายี่ห้อไหนชนะ เราตอบไม่ได้เลยครับ เพราะเราไม่รู้ว่าของดี ๆ ของเรา คืออะไรครับ แล้วก็จะวนอยู่กับเบียร์ เหล้าของนายทุนใหญ่อยู่แบบนี้ รายย่อยตาย รายใหญ่ ยิ้มเพราะติดตลาดไปแล้ว นี่ยังไม่นับว่ารายย่อยของไทยจำนวนมากผลิตในไทยไม่ได้ เพราะยังไม่มี พ.ร.บ. สุราก้าวหน้าที่จะมาปลดล็อกการผลิตทำให้ต้นทุนเขาสูงกว่านายทุน ขนาดใหญ่ ขายแพงกว่า แล้วยังไม่มีช่องทางในการโฆษณาอีกหรือครับ นี่เรียกว่าเป็นการทำ ให้เศรษฐกิจเสียหายอย่างยิ่งครับ เราต้องเข้าใจก่อนว่าการดื่มสุราและสุราเป็นวัฒนธรรม ที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมานับพัน ๆ ปีครับ ก่อนมีศาสนาหลาย ๆ ศาสนาเกิดขึ้นด้วยซ้ำครับ การกินดื่มเป็นเรื่องปกติครับ หลายประเทศทั่วโลกชื่นชมสุราของตัวเอง มีการโฆษณา Promote จนมีรายได้มหาศาลให้กับประเทศตัวเองครับ เยอรมนีสร้างงานจากอุตสาหกรรม เบียร์ได้เกือบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง แล้วรายได้หมุนเวียนกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านยูโร เก็บภาษีได้ปีละ ๖,๕๐๐ ล้านยูโร ปีที่แล้วฝรั่งเศสนับเฉพาะยอดส่งออกไวน์ก็ทำรายได้เข้า ประเทศถึง ๑๗,๒๐๐ ล้านยูโรครับ หรือในปีก่อนญี่ปุ่นเองก็ต้องออกมาตรการเพื่อให้คนดื่ม แอลกอฮอล์มากขึ้นเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมและเพิ่มภาษีเข้ารัฐครับ เกาหลีใต้เฉพาะ Soju ส่งออกทะลุ ๑๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐแล้วนะครับ ก็คงไม่ต้องอธิบายความสำเร็จของชาติ เหล่านี้นะครับ ทั้งเยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้ครับ ถ้าเราพูดถึง Soju เมื่อ ๑๑ ปี ๒๐ ปีที่แล้วก็คงไม่มีใครรู้จักครับ แต่พอมาทุกวันนี้ครับ แทบจะทุกร้านมี Soju ขายนะครับ เขาทำเรื่องนี้ได้อย่างไรครับ ก็ผ่านโฆษณาผ่าน Soft Power เหล่านี้ครับ ที่ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากที่ผมอภิปรายไปทั้งหมดข้อสรุปดังนี้ครับ ปัญหาเมา แล้วขับต้องแก้ที่ต้นตอครับ คือขนส่งสาธารณะที่ดีครับ ๒. การโฆษณาเป็นเรื่องที่ควรจะ ทำได้และในบางกรณี โดยเฉพาะกับผู้ผลิตรายย่อย รัฐควรสนับสนุนให้มีการโฆษณาสินค้า ด้วยซ้ำนะครับ สุดท้ายครับผมอยากจะฝากว่าสุราไม่ใช่ของพิเศษหรอกครับ แต่แน่นอนมันก็ ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด อยากให้เราทำความเข้าใจกันไหมครับในเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิต เศรษฐกิจนะครับ แล้วก็เรื่องหนึ่งครับ คือผมคิดว่าวัฒนธรรมการดื่มมันถูกปรับเปลี่ยนได้ครับ เป็นสิ่งที่ปลูกฝังได้ การดื่มอย่างมีความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่เราสามารถสั่งสอนและเลี้ยงดู กันได้ การปลูกฝังการดื่มให้มีอารยะครับ เป็นทางแก้ที่ดีที่สุดครับ ขอบคุณครับ