จุลพันธ์ แจงเกณฑ์ Digital Wallet ปรับใช้ระดับอำเภอ-คัดกรองผู้มีรายได้สูง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๖

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินนโยบายเติมเงิน 10,000 บาทผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ และปรับปรุงเกณฑ์การใช้จ่ายให้ครอบคลุมถึงระดับอำเภอ รวมถึงการจำกัดกลุ่มเป้าหมายไม่ให้ผู้มีรายได้สูงและเงินออมมากได้รับสิทธิ พร้อมเสนอมาตรการเสริมด้าน e-Receipt การพัฒนาระบบแอปพลิเคชันให้มั่นคงปลอดภัย และการใช้ พ.ร.บ.กู้เงินเป็นกลไกจัดสรรงบประมาณที่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภา เพื่อความโปร่งใส ก่อนเริ่มโครงการในเดือนพฤษภาคม

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ตอบคำถามของ ท่านภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมสงสัย กราบขอบพระคุณ ที่ได้ให้โอกาสกับทางรัฐบาลได้ชี้แจงนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำแถลงนโยบายต่อ รัฐสภามา เราอยู่มาด้วยกันในช่วง ๓-๔ เดือนที่แล้ว นโยบายนี้เป็นนโยบายหนึ่งซึ่งทาง รัฐบาลได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา ซึ่งที่ประชุมก็มีมติรับทราบนะครับ ให้รัฐบาลเดินหน้า หลังจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้มีมติผ่านมติ ครม. ในการตั้ง คณะกรรมการนโยบายเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet เรื่องชื่อนี้ผมขออนุญาต นำเรียนชี้แจงต่อท่านสมาชิกด้วย ถ้าเราใช้คำว่า Digital Wallet ๑๐,๐๐๐ บาท มันทำให้ เกิดความสับสนในบางครั้งว่าสรุปแล้วมันคือเงินในรูปแบบใด มันคืออะไร แต่จริง ๆ แล้วมัน คือการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เพราะมันคือเงินบาท เติมผ่าน Digital Wallet นะครับ หลังจากนั้นทางคณะกรรมการนโยบายก็ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย นั่นก็คือเป็นชุดอนุกรรมการ ซึ่งมีผมเป็นประธานก็ได้มีการประชุมกันหลายครั้งครับ มีการเชิญส่วนงานราชการเข้ามาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อที่จะมาแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น แล้วก็พยายามที่จะเดินหน้าในเรื่องของตัวนโยบาย ซึ่งต้องเรียนด้วยความ เคารพถ้าเกิดว่าจะเอาข้อเท็จจริงมันมีความยากอยู่นะครับ เพราะนโยบายนี้ไม่ใช่เพียงแค่ ประเทศไทย แต่เป็นนโยบายที่มันใหม่แกะกล่อง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือต่างประเทศ ก็ตาม คือต่างประเทศมีกลไกในการทำนโยบายในลักษณะของการเติมเงินผ่านประชาชน เช่นเดียวกัน แต่ที่เคยมีก็มีใน ๒ ลักษณะหลัก ๆ ๑. ก็คือการเติมเป็นเงินสด ๒. ก็คือใช้เป็น ลักษณะคูปองอันนี้เราเคยเห็นมา แต่ครั้งนี้เราจะใช้กลไกที่มันเป็นลักษณะของทั้ง Blockchain ทั้งเรื่องของเป็นรูปตัวเงินในระบบ Digital นะครับ ซึ่งข้อดีของมันผมต้องเรียน ว่านโยบายนี้มันหลักคิด โดยหลักมันไม่ใช่นโยบายเรื่องของการสงเคราะห์หรือช่วยเหลือ ประชาชนเหมือนในอดีต แต่เป็นนโยบายในวันที่มีการเลือกตั้งต้องมีการนำเสนอนโยบายต่อ สังคม ทุกพรรคการเมืองก็บอกตรงกันหมดว่าขณะนี้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มันวิกฤตมันตกต่ำ เราเติบโตไม่ได้ตามศักยภาพนะครับ ทางรัฐบาลเองก็มีการนำเสนอนโยบายนี้ในช่วงที่มี การเลือกตั้งพี่น้องประชาชนให้ความเห็นชอบ จนกระทั่งมีโอกาสเป็นพรรคแกนนำในการ จัดตั้งรัฐบาล ก็นำเสนอนโยบายนี้ต่อพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเป็นนโยบายหลักนโยบายหนึ่ง เป็น ๑ ในนโยบายหลักของเรา ซึ่งนโยบายนี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้ประชาชน เป็นเครื่องมือกลไก ประชาชนมีหน้าที่เดียวครับคือเติมเงินเข้าไป ๑๐,๐๐๐ บาท มีหน้าที่ใช้ให้หมดโดยเร็ว ถึงได้มีการกำหนดกรอบและขอบเขต เช่น ในเบื้องต้นคือ กรอบระยะเวลาการใช้ครั้งแรกภายใน ๖ เดือน ๒. ก็คือในเรื่องของขอบเขตระยะทาง ในเบื้องต้นเราเคยกำหนดกันว่าจะให้เป็น ๔ กิโลเมตร รอบทะเบียนบ้านเป็นทะเบียนบ้าน แต่สุดท้ายแล้วเมื่อมีเสียงจากสังคมสะท้อนเข้ามาในในระดับหนึ่งเราก็รับฟัง คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายจึงมีมติในการเปลี่ยนขอบเขตจาก ๔ กิโลเมตร เป็น ๑ อำเภอ หมายความว่าถ้าทะเบียนบ้านของท่านอยู่ในอำเภอใดท่านสามารถใช้ ในร้านค้าในอำเภอนั้นได้อย่างครอบคลุม สาเหตุที่เปลี่ยนหลักคิดคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฐานรากในแต่ละชุมชนให้มีการเจริญเติบโตในความเท่าเทียม เพราะเรามีประสบการณ์ ในอดีตในการที่รัฐอุดหนุนเงินลักษณะนี้ไปยังพี่น้องประชาชนแล้ว สุดท้ายเงินลักษณะนี้ จะไหลไปอยู่ในเมืองใหญ่ พวกเราเป็น สส. ต่างจังหวัด เราจะเห็นเงินไปโตอยู่ในอำเภอเมือง ในอำเภอเมืองบางครั้งก็จะไหลเข้าไปสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็จะไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีความหนาแน่นทางเศรษฐกิจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของเรา เราต้องการให้มันเจริญเติบโตอย่างทั่วถึง อันนี้เป็นกลไกในการที่เราจะสร้างเศรษฐกิจให้มันมี ความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำ ในเรื่องของระยะทางในเมื่อเปลี่ยนจาก ๔ กิโลเมตร เป็นระดับอื่นแล้ว สิ่งที่เรานำมาพิจารณาก็คือความครอบคลุมของจำนวนร้านค้าคือจะต้องมี ผลิตภัณฑ์ให้พี่น้องประชาชนเลือกซื้อเลือกใช้ได้อย่างครอบคลุมและครบถ้วน ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จึงเป็นตัวเลือกแรกนะครับในระดับพื้นที่ก็คือในระดับตำบล เราก็เห็นว่า ในหลายพื้นที่ในทั่วประเทศไทยตำบลขนาดเล็กมีครับ และตำบลเหล่านั้นไม่มีร้านค้า เพียงพอที่จะรองรับการจับจ่ายใช้สอย พอมันเหลือระดับอำเภอกับระดับจังหวัดแล้ว ถ้าเรา เลือกเป็นระดับจังหวัดเราก็จะรู้ว่าสุดท้ายเงินจะไหลเข้าไปสู่อำเภอเมือง สุดท้ายตัวเลือกก็ เลยกลายเป็นระดับอำเภอ ต่อมาเราก็มาพูดคุยกันในเรื่องของจำนวนคนที่จะเข้าสู่โครงการ ในเบื้องต้นคือ ๕๖ ล้านคน แต่เมื่อไปดูตัวเลขจริงแล้วประชากรที่อยู่ในวัย ๑๖ ปีขึ้นไปที่อยู่ ในเกณฑ์ทั่วประเทศ ข้อมูลจากทางกระทรวงมหาดไทยอยู่ที่ ๕๔.๘ ล้านคน แต่มีเสียง สะท้อนมาในหลายส่วนครับ บางส่วนบอกว่าไม่ควรทำโครงการนี้เลย บางส่วนบอกว่าให้แจก เฉพาะกลุ่มที่เป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือบัตรคนจนบางส่วนบอกว่าตัดคนรวยออก ซึ่งเป็น ข้อเสนอจากส่วนงาน อย่างเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็พูดนะครับ ทางส่วนงาน ในกระทรวงการคลังบางส่วนก็มีข้อแนะนำ ด้วยเหตุใดที่เราจึงมีการปรับเปลี่ยนต้องเรียน อย่างนี้ครับว่าเรามีความประสงค์จะให้ทุกคนตามที่ได้มีการนำเสนอต่อรัฐสภา แต่เมื่อฟัง เสียงสะท้อนแล้วกลไกของเราคือการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหัวใจหลักของนโยบาย เมื่อมี ข้อท้วงติงในเรื่องของกลไกการกระตุ้นเศรษฐกิจเราต้องรับฟัง มีตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ ที่มันชี้ชัดได้ นั่นก็คือกลไกในการเติมเงินเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่ม Top Tier คือกลุ่ม คนรวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเขาเรียกว่าการบริโภคขั้นสุดท้ายมัน Drop อย่างรุนแรง มันตกอย่างรุนแรง หมายความว่าถ้ากรณีเป็นแจกเงินปกติ ถ้าผมให้แบงก์พันกับ ท่านภูมิพัฒน์ ๑ ใบ ถ้าท่านภูมิพัฒน์มีรายได้เฉลี่ยเป็นกลุ่มล่างเป็นผู้ที่มีความยากไร้โอกาส ที่ท่านจะเอาเงิน ๑,๐๐๐ บาทนั้นไปอยู่ที่ประมาณ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าจะใช้ ๘๐๐ กว่าบาท ๙๐๐ บาท

กลุ่มถัด ๆ มาก็จะลดหลั่นลงไปจุด ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่สุดท้ายพอมากลุ่มบนสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์มันชี้ชัดว่า Marginal Propensity to Consume หรือการบริโภคขั้นสุดท้ายของท่านจะตกลงไปเหลือ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ คือหมายความว่าถ้าคนรวยเราตอบอย่างนี้ครับ ในกรณีที่คนรวยเราบังคับให้ ใช้ภายใน ๖ เดือน เราบังคับให้ใช้ต้องใช้ให้หมด แต่เมื่อท่านใช้ไปแล้ว ท่านมีค่าใช้จ่ายต่อ เดือนอยู่ที่ยกตัวอย่าง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ท่านใช้เงินหมื่นที่เติมใส่ Digital Wallet ไป ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ท่านจะเก็บเงินสดส่วนตัวเข้ากระเป๋าเป็นการออม ๑๐,๐๐๐ บาท นั่นคือ มันไม่เกิดการกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่เราต้องการนะครับ เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาทาง คณะกรรมการรับฟัง สุดท้ายจึงมีการพิจารณาแล้วว่ากลุ่มคนบนสุดที่ว่าเราสามารถ Define หรือเราสามารถอธิบายคำจำกัดความเขาได้อย่างไร คนที่มีรายได้กลุ่มบนสุดจะมีเงินเดือน เฉลี่ยอยู่ที่ ๖๗,๐๐๐ บาท เราจึงตัดคนที่มีรายได้อยู่ในกรอบ ๗๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปมีเงินออม อยู่ในบัญชีราว ๕๐๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไปออกจากกลุ่มที่จะได้รับสิทธิ แต่เราก็เติมสิทธิอื่น ๆ ให้เขาผ่านทางกลไกอื่นของภาครัฐ เช่น ในเรื่องของนโยบาย Easy e-Receipt ซึ่งเพิ่งจะมีผล บังคับใช้เมื่อวาน แล้วก็จะเริ่มกันในช่วง ๑ มกราคม ถึง วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ เป็นนโยบายใน การกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือหากท่านสามารถเอาเงินไปจับจ่ายใช้สอย สามารถหักภาษีเงินได้ในช่วงสิ้นปีได้ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วถ้าย้อนคิดมา ๕๐,๐๐๐ บาทนี้ คิดมาจากไหน ถ้าท่านอยู่ในตะกร้าคนที่มีรายได้ ๗๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ท่านจะเสียภาษีอยู่ใน Rate ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าถ้าท่านใช้ ๕๐,๐๐๐ บาท ในช่วง วันที่ ๑ มกราคม ถึงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ช่วงสิ้นปีท่านจะได้ชดเชยภาษีคืนได้หักลดหย่อน ๑๐,๐๐๐ บาท เท่ากับเงิน Digital Wallet นี่ก็เป็นกลไกที่เราคิดว่าอย่างน้อยทุกคนก็มีสิทธิได้สิทธินี้ เหมือนกัน แต่เพียงแต่ว่าถ้าท่านเป็นคนรวยอย่างน้อยท่านต้องนำเงินมาช่วยในการกระตุ้น เศรษฐกิจมาหมุนในเศรษฐกิจก่อน จึงจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นเรายังมีกลไกอื่น ๆ ที่จะเข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่น การเติมเงินในกองทุน เช่น กองทุนพัฒนา อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราได้วางกรอบไว้และจะอยู่ในงบประมาณปี ๒๕๖๗ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่สภาในช่วงต้นปีนะครับ กลไกทั้งหมดนี้เราได้ยืนยัน ๑. คือนโยบายนี้เป็น การเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet เติมใส่เข้าไปใน Digital Wallet เราจะ พัฒนา Application ที่มีอยู่แล้วสุดท้ายนะครับก็คือตัว Application เป๋าตัง แต่เราจะเติม เรื่องของ Blockchain Blockchain ไม่ได้มีหน้าที่ในการทำ Transaction Blockchain มีหน้าที่ในการเป็นฐานข้อมูลที่จัดเก็บข้อมูลและมีความมั่นคงปลอดภัย มั่นใจได้ว่าข้อมูลของ พี่น้องประชาชนจะไม่สูญหายและถูกแก้ไข เราจะใช้ตัว Application ที่พัฒนามาในการที่จะ แลกเปลี่ยนซื้อขายโดยมอบหมายให้ธนาคารในกำกับของรัฐ คือธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ดำเนินการ จากการพูดคุยทั้งหมดแล้วเราเชื่อว่าตัว Application จะเสร็จในช่วง เดือนเมษายน ถามว่าทำไมช้ากว่าที่กำหนดในช่วงต้นที่เรากำหนดไว้เดือนกุมภาพันธ์ สาเหตุ ก็เพราะว่ากลไกในการทำ Application ลักษณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการทดสอบเพื่อให้มั่นใจ ได้ว่าตัวโปรแกรมตัว Application มันมีความมั่นคงปลอดภัยเพียงพอที่จะใช้แลกเปลี่ยน เงินตราให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ ในส่วนของแหล่งเงินเราก็มีการพูดคุยกันหลายส่วนครับ เราเคยคิดแม้แต่กระทั่งเรื่องของมาตรา ๒๘ อันนี้ก็ตอบตรง ๆ มาตรา ๒๘ ของ พ.ร.บ. วินัย ทางการเงินการคลังคือใช้ออมสินเราไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้ออมสินทั้งหมด แต่กลไกโจทย์แรกที่เราได้รับมาจากท่านนายกรัฐมนตรีคืออยากจะให้เริ่มในเดือนกุมภาพันธ์ กลไกอื่น ๆ ไม่มีทาง เพราะว่างบประมาณแผ่นดินยังไม่เริ่ม มันก็เหลือแต่กลไกในเรื่องของ การใช้ มาตรา ๒๘ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจแล้วก็สอบถามส่วนงานที่เกี่ยวข้องว่าไม่สามารถ ดำเนินการได้ เราถึงได้เลื่อนวันเริ่มโครงการเป็นเดือนพฤษภาคมด้วยนี่คืออีกหนึ่งสาเหตุ สุดท้ายเราจะใช้งบประมาณผ่านพระราชบัญญัติการกู้เงิน ซึ่งก็คือการออกกฎหมายโดยให้ สภาเป็นผู้พิจารณาก่อน สาเหตุที่ให้ใช้กลไกนี้ เพราะมีความโปร่งใสที่สุดนำเข้าสู่สภามา ถกกันทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลมีโอกาสได้มาพิจารณามาติดตามตรวจสอบ ชอบ ไม่ชอบ โหวต ไม่โหวต จะแก้ไขอย่างไรเป็นสิทธิของสมาชิก แล้วจึงผ่านมีผลบังคับใช้ แล้วก็จะเริ่มโครงการ ซึ่งกฎหมายนี้ใช้เวลาพิจารณา ๓ เดือนอาจจะฟังดูว่าเร็ว แต่ในข้อเท็จจริง พ.ร.บ. ลักษณะ ของ พ.ร.บ. กู้เงินเหล่านี้มีราว ๖-๗ มาตรา เนื้อหามันก็ไม่มีโครงการประกอบว่าจะต้องมาทำ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จุดใด ๆ ที่จะต้องไปตรวจสอบ แต่มันเป็นโครงการ ภาพรวมซึ่งน่าจะดำเนินการได้ทันในกรอบเวลา เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นแหล่งเงิน ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของการพัฒนาตัว Application ก็ตาม เรามีความเชื่อมั่นว่าในเดือนพฤษภาคมจะ สามารถเดินหน้าตัวโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่าน Digital Wallet ให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ก็ขอกราบขอบคุณท่าน สส. ที่ถามคำถามนี้ครับ