นัยนา สุภาพึ่ง หารือปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศและข้อบกพร่องของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ล้าสมัย โดยเฉพาะในประเด็นสถานะครอบครัว ความเสมอภาคในการระบุบิดามารดาและนามสกุลของบุตรในครอบครัวข้ามเพศ รวมถึงการไม่ครอบคลุมสิทธิของบุคคลหลากหลายทางเพศในร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายอย่างรอบด้านเพื่อให้ครอบครัวทุกรูปแบบได้รับการยอมรับและคุ้มครองอย่างเท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชน
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุก ๆ ท่านในห้องนี้นะคะ ดิฉัน นัยนา สุภาพึ่ง กรรมาธิการภาคประชาชน และเป็นกรรมาธิการในห้องประชุม ๒ เดือนที่ผ่านมา ที่เป็นผู้อาวุโสสูงสุด คืออยากจะ เรียนทุกท่านว่าสิ่งที่ดิฉันพูดต่อไปนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ค่ะ แต่เป็นปัญหาของประเทศนี้ที่สะสมมา เป็นเวลานาน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับปัจจุบันที่ใช้กันอยู่นี้ มีอายุเป็นร้อยปี ดิฉันเรียนหนังสือจบมาเกือบ ๔๐ ปีแล้วนะคะ แล้วสิ่งที่เป็นภาระในชีวิตของดิฉันตลอดมา ในฐานะนักกฎหมายที่ต่อสู้เรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมระหว่างเพศหญิงและชายมาตลอด ชีวิตก็คือการต้องมาแก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เลือกปฏิบัติกับพลเมือง ให้มีสถานะที่เท่าเทียมกัน แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่เท่าเทียมกันอยู่ดีค่ะ และใน ๑๐ ปีหลัง ที่ผ่านมานี้ ดิฉันต้องยอมรับว่าการเป็นนักกฎหมายที่ต่อสู้เรื่องสิทธิเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน ในฐานะอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดแรก มีสิ่งที่เราเลือกปฏิบัติกระทำต่อ เพื่อนมนุษย์ที่เป็นพลเมืองในประเทศนี้โดยไม่รู้ตัว ทำให้เขาเป็นทุกข์เดือดร้อนต่อหน้ากฎหมาย โดยไม่รู้ตัวกันทุกเมื่อเชื่อวัน และดิฉันยืนยันว่าใน ๒ เดือนที่ผ่านมาที่อยู่ในกรรมาธิการ ดิฉันก็พบว่าผู้บังคับใช้กฎหมายก็ละเมิดด้วยคำพูด ด้วยวิธีคิด ด้วยตัวหนังสือ ต่อพลเมือง หลากหลายเพศทุกครั้งที่มีการประชุมกัน แล้วพวกเราก็จะต้อง พวกเราในที่นี้หมายถึงพี่น้อง หลากหลายเพศ และรวมทั้งดิฉันเองด้วยนะคะ หลังจากที่ตื่นรู้ในเรื่องสิทธิความหลากหลาย ทางเพศ ก็พบว่ามันมีความทุกข์มากที่เราเห็นเพื่อนของเรา นักกฎหมายที่มีความรู้จบเนติบัณฑิต จบปริญญาเอก และเป็นผู้ที่จะตัดสินใจออกกฎหมายในประเทศนี้ ยังคงออกกฎหมาย ที่เลือกปฏิบัติ แล้วก็สร้างความทุกข์ต่อพลเมืองประเทศไทยกันอยู่ต่อไป
สิ่งที่ดิฉันอยากจะชี้ตรงนี้ อยากจะบอกว่าสมรสนี้นะคะ เท่าเทียมจริง ๆ ค่ะ เพราะเราใช้คำว่า บุคคล แทนคำว่า หญิงชาย แล้ว เราใช้คำว่า คู่สมรส แทนคำว่า สามี ภรรยา แล้ว แต่พอมาถึงหมวดบิดามารดาและบุตร มิได้มีการแตะต้องเลย ซึ่งมันเป็นเรื่อง แปลกมากนะคะว่า การเสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในหมวดเรื่อง สมรสเท่าเทียมนี้เราจะยังใช้สมรสเท่าเทียมอยู่ได้ไหม เพราะเหตุว่าครอบครัวทุกครอบครัว ก็จะต้องมีสมาชิกในครอบครัวใช่ไหมคะ
โดยหลักการและเหตุผลของรัฐบาล ดิฉันเห็นว่าเป็นหลักการและเหตุผล ที่น่าชื่นชมมาก แล้วต้องบอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำงานกับรัฐบาล ทำงานกับสมาชิก และเจ้าหน้าที่ในรัฐสภาแห่งนี้ ในการที่พยายามให้ร่างกฎหมายของภาคประชาชนได้เข้ามาสู่ การพิจารณา แล้วก็ผ่านวาระแรก โดยทุกท่าน ๓๐๐ กว่าเสียงนี้ยอมรับ แล้วในที่สุดก็บอกว่า ๔ ร่างนี้ รวมทั้งร่างของภาคประชาชนเป็นร่างที่จะต้องได้รับการพิจารณาในกรรมาธิการด้วย แต่ว่าในกรรมาธิการสิ่งที่พวกเราสงวนเอาไว้ก็คือ สิ่งที่จะต้องทำให้การก่อตั้งครอบครัว เท่าเทียมกันจริง ๆ ไม่ได้ถูกพูดถึงและถูกปฏิเสธทั้งหมด จึงเป็นที่มาของข้อสงวนที่เราจะต้อง สงวนหลายมาตรามากนะคะ ดิฉันอยากจะเรียนพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเรายังต้อง อภิปรายต่อไปอีกหลายมาตรา เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าในหลักการและเหตุผลที่ใช้คำว่า ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว คือเราให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวเราจึงต้องมี การเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับนี้ โดยมีการใช้คำว่า สถาบัน ครอบครัวเป็นหน่วยสำคัญในการพัฒนาสังคม การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน และการก่อตั้งครอบครัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำกัดเฉพาะความสัมพันธ์ หญิงชายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน เหตุใดครอบครัวเพศหลากหลาย เมื่อแก้ไขแล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณมาก ๆ ที่แก้ไขคำว่า หญิงชาย เป็น บุคคล สามีภรรยา เป็น คู่สมรส แล้ว
ตั้งคำถามว่าเมื่อเรามีลูกเราก็ต้องไปแจ้งเกิดนะคะ น้องที่เป็นคนข้ามเพศ Trans Man Trans Woman คือหญิงข้ามเพศ ชายเพศ Non-binary หญิงรักหญิง ชายรักชาย อีกมากมายที่เขามีลูกนะคะ เขาจะไปแจ้งเกิดลูกเขา แล้วใส่ในช่องสูติบัตรว่า บิดามารดาหรือคะ ดิฉันคิดว่ากฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกฎหมายหลักของประเทศ เป็นธงนำในการที่จะต้องให้กฎหมายภายในประเทศนี้ในระดับรองคือ พระราชบัญญัติ กฎกระทรวงใด ๆ ก็แล้วแต่ จะต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ให้กฎหมายลำดับรองไปแก้ก่อน แล้วประมวลกฎหมายแพ่งถึงจะแก้ตาม อันนี้คือสิ่งที่ท่านได้ฟังในห้องประชุมมา ซึ่งไม่น่าจะ เป็นเช่นนั้นนะคะ อยากจะเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นนักกฎหมายทั้งหลายว่า เหตุผลว่าขอให้กฎหมายอื่นแก้ก่อน แล้วค่อยแก้ในหมวดเรื่องบิดามารดากับบุตรให้มัน สอดคล้องกันนี้ มันรับฟังได้ไหม เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้ท่านพิจารณาในหมวดเรื่องบิดา มารดากับบุตร นับตั้งแต่มาตรา ๕๙/๑ นี้เป็นต้นไปเลยนะคะ โดยเฉพาะมาตรา ๕๙/๑ ดิฉันอยากจะบอกว่าให้บุตรใช้นามสกุลของบิดา แล้วถามว่าคุณณชเลเป็นผู้หญิงข้ามเพศ และคู่สมรสของคุณณชเลเป็นผู้ชายข้ามเพศ มีคำตอบไหมคะว่าบุตรของณชเลและคู่สมรส ของคุณณชเลจะใช้นามสกุลของใคร จะปล่อยให้เป็นภาระของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ในสำนักงานเขตที่ว่าการอำเภอไปพิจารณาหรือคะ ดิฉันจำได้ว่าเมื่อ ๒-๓ เดือนก่อน ยืนอยู่ที่นี่ ดิฉันไม่อยากเห็นเลยค่ะว่า เมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีสมรสเท่าเทียมแล้ว ยังมีข้าราชการ นักกฎหมายใหญ่ยิ่งในประเทศนี้ ยังคงเลือกปฏิบัติ ยังคงบังคับใช้กฎหมาย ยังคงใช้กฎหมายละเมิดสิทธิประชาชนอยู่ เราไม่อยากเห็นแบบนั้นอีกไปแล้วค่ะ เพราะว่า รัฐบาลได้แสดงเจตจำนงชัดเจนนะคะ จำได้ว่าพรรคของท่านประกาศชัดเจนว่าเราจะไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง แล้ววันที่พบกับท่านนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ท่านยืนยันค่ะว่ากฎหมาย สมรสเท่าเทียมนี้ ต้องเท่าเทียมจริง ๆ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดในที่ประชุมนี้ จึงไม่เห็นความสำคัญ ของเรื่องนี้ แต่จริง ๆ แล้วถ้าจะว่าไป ดิฉันคิดว่าพลเมืองเพศหลากหลายที่นำเสนอเลือดเนื้อ ชีวิตของตัวเองออกมาแต่ละคน ได้สั่นสะเทือนความคิดความรู้สึกของท่านไม่มากก็น้อย แต่ดิฉันสังเกตเห็นว่า ใด ๆ ก็ตามเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายนี้ ในสถาบันนิติบัญญัติจะให้ ความสำคัญกับหน่วยราชการที่มีหน้าที่นำกฎหมายไปปฏิบัติใช้ ถ้าหากว่ากฎหมายสามารถ ปฏิบัติใช้ได้ในหน่วยงานราชการ เขาจะเสนอให้แก้ไขเข้ามาในนิติบัญญัติทำไมคะ
เพราะฉะนั้นดิฉันตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมกรรมาธิการนี้นะคะ เมื่อยอมรับว่า มันเป็นปัญหา ถ้าไม่แก้ไขคำว่า ความสัมพันธ์บิดามารดากับบุตร ให้มันสอดคล้องกับ สามีภรรยาที่แก้ไขไปแล้วว่าเป็นคู่สมรส กลายเป็นว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่สมรสเท่าเทียม แล้วนะคะ เป็นกฎหมายที่รับรองสิทธิให้เพศหลากหลายสมรสกันได้ แต่ไม่รับรองครอบครัว ของคู่สมรสเพศหลากหลาย อยากให้ประชาชนที่ฟังอยู่ข้างนอกเวลานี้ได้เข้าใจนะคะว่า ถ้ากฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่ได้มีคำว่า บุพการีลำดับแรก อยู่ นั่นหมายความว่าท่านสมรสกันได้ เท่านั้นค่ะ ท่านไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิของครอบครัวเพศหลากหลาย ยกตัวอย่างนะคะ ถ้าหากว่าคุณณชเลมีคู่และมีบุตรนะคะ ขอโทษนะคะเรื่องแบบนี้เขาจะไม่ยกตัวอย่างกัน แต่ต้องยกตัวอย่าง ปรากฏว่าคุณณชเลไปเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต นี่คือการละเมิดใช่ไหมคะ จะต้องมีการชดใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดกับบุคคลภายนอกที่มาทำละเมิด โดยบอกว่า บิดามารดาขาดไร้อุปการะ แต่คุณณชเลไม่ใช่บิดาและไม่ใช่มารดา ถ้าหากว่ากรณีที่เขา เป็นผู้ชายข้ามเพศ เขาบอกว่าเขาไม่ใช่มารดา สถานะก็ไม่ใช่ด้วย เพราะฉะนั้นกฎหมาย จะตีความว่าอย่างไร ว่าบุตรของเขาที่ต้องสูญเสียบุพการีของเขาไป สูญเสียคนในครอบครัว ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ เป็นบุคคลที่เลี้ยงดูอุ้มชูเขามา ให้ชีวิตเขามา เขาจะเรียกค่าเสียหาย ในฐานะขาดไร้อุปการะจากใครคะ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนนะคะว่าการที่ ไม่ได้มีถ้อยคำที่ชัดเจนไว้ ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เมื่อครอบครัวเพศหลากหลายจะต้อง ไปบังคับใช้ ไปคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายอื่น ๆ อันนี้พูดถึงเฉพาะกฎหมายหลักนะคะ อย่างเช่น มูลละเมิดถือว่าเป็นเหตุละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่แท้ที่จริงแล้วมันยังมีกฎหมายลำดับรองอีกเยอะแยะมากมาย เพราะเมื่อสักครู่นี้ คุณณธีภัสร์ได้ยกตัวอย่าง กรณีที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือว่าจะต้องมีการไปใช้เอกสาร ประจำตัว ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับทะเบียน