ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม โดยเน้นการแก้ไขกฎหมายให้รองรับสิทธิของครอบครัว LGBT ผ่านการใช้ถ้อยคำที่เป็นกลางทางเพศ เช่น คำว่า "บุพการี" แทน Father และ Mother รวมถึงเสนอเพิ่ม "บุพการีลำดับแรก" เพื่อยืนยันความเสมอภาคและสิทธิในการสร้างครอบครัวของชาว LGBT พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์เพื่อรองรับครอบครัวหลากหลายตามหลักสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติสากล
เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย สัดส่วนพรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ การเดินทางของ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมกว่าจะมาถึงวันนี้ นอกจาก พรรคอนาคตใหม่ที่เริ่มต้นนโยบาย จนมาถึงพรรคก้าวไกลที่ยังสานต่อมาถึงปัจจุบันแล้ว ยังมีกลุ่มคนสำคัญ กลุ่มคนที่ต่อสู้และทำงานเรื่องนี้มาอย่างยาวนานก็คือภาคประชาชน และภาคประชาสังคมที่อยู่รอบ ๆ ผมตรงนี้ครับ พวกเขาต่อสู้มาเป็นเวลาหลายสิบปี เพื่อสมรสเท่าเทียม ดังนั้นในวันนี้ผมจึงอยากลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนสิ่งที่ภาคประชาชนเสนอ ในเรื่องของสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของ LGBT ซึ่งถูกต้องตามหลักการ ก้าวหน้า เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและไม่ลิดรอนสิทธิใครครับ ท่านประธานครับ ผมได้สงวน คำแปรญัตติให้เพิ่มมาตรา ๕๙/๑ ถึงมาตรา ๕๙/๘ และมาตรา ๖๑/๑ มาตรา ๖๑/๒ และ มาตรา ๖๖/๒ และแก้ไขมาตรา ๖๑ รวมทั้งหมด ๑๒ มาตรา โดยมีสาระสำคัญเดียวกันคือ การเพิ่มคำว่า บุพการีลำดับแรก ครับ สิ่งที่ผมขอนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นอกจากเป็นการ รับรองสิทธิในการสร้างครอบครัวของ LGBT และเปลี่ยนคำที่ระบุเพศที่คำเป็นกลางทางเพศ แต่หลายฝ่ายอาจจะมีความกังวลคำว่า บุพการี จะรวมไปถึงปู่ย่าตายาย ทวดด้วย เพราะคำ คำนี้มีความหมายทางกฎหมายอยู่แล้ว ผมจึงระบุเจาะจงว่าเป็นบุพการีลำดับแรก ซึ่งก็คือ บิดา มารดาเท่านั้น ท่านประธานครับ ที่ผ่านมากฎหมายไทยโดยเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ เรื่องครอบครัว ถูกสร้างมาบนระบบ ๒ เพศ ทำให้มีการใช้คำที่ระบุเพศชาย และเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า สามี ภรรยา หรือ บิดา มารดา ซึ่งการใช้ คำแบบนี้ทำให้เพศอื่นที่ไม่ได้อยู่ในระบบ ๒ เพศ ถูกละเลยและถูกกีดกันออกไป ทำให้ไม่ได้รับ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเท่าที่ควร และไม่ใช่แค่ LGBT นะครับ เพราะแม้แต่ผู้หญิงก็ถูกกดขี่ จากการเขียนกฎหมายแบบนี้ ยกตัวอย่างมาตรานี้ก็ได้ครับ มาตรา ๑๕๖๑ เดิมเขียนเพียงแค่ว่า บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดา จะมีสิทธิใช้สกุลของมารดาเมื่อไม่มีบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย เท่านั้น
การใช้คำเป็นกลางทางเพศที่ผมกับภาคประชาชนกำลังพูดอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เลยครับ แต่เป็นหลักการที่ต่างประเทศทำมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว เราตามหลังเขาด้วยซ้ำไปครับ อย่างในสหราชอาณาจักร ก็มีนโยบายให้ความสำคัญกับการใช้ความเป็นกลางทางเพศ ในกฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้ว และมีแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการด้วยครับ อย่างคำว่า บุพการี ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ใน Children Act หรือ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กก็มีการใช้ คำเป็นกลางทางเพศอย่าง Parent แทน และแม้จะมีการใช้คำว่า Father Mother อยู่บ้าง ก็เป็นเพียงการใช้อธิบายเท่านั้น ซึ่งการใช้คำแบบนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้กฎหมายโอบรับความหลากหลาย และควบคุมคนที่จำนวนกว้างขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความตระหนักในสังคม เห็นได้ชัดเลยครับว่าจากการที่ภาคเอกชนเองก็มีการ ใช้คำเป็นกลางทางเพศในเอกสารต่าง ๆ มากขึ้นไปด้วย และไม่ใช่แค่สหราชอาณาจักรนะครับ แต่ในประเทศอื่นอย่างประเทศสเปนและประเทศแคนาดา ก็เลือกใช้คำว่า Parent เช่นกัน ที่สำคัญไปกว่านั้นการเพิ่มคำว่า บุพการีลำดับแรก เข้าไป มันส่งผลต่อการรับรองสิทธิในการ สร้างครอบครัวของ LGBT รัฐบาลก็พูดอยู่เสมอครับว่าเด็กเกิดน้อยเป็นวาระแห่งชาติ แล้วทำไมกับคนที่เขามีความพร้อมและศักยภาพจะดูแลบุตร เรากลับไม่ส่งเสริมเขาละครับ ผมเข้าใจครับว่าบางท่านอาจจะกังวลว่าการเติบโตในครอบครัว LGBT จะส่งผลกระทบต่อเด็ก แต่จากการวิจัยของระดับนานาชาติยืนยันแล้วครับว่า อัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศ ของผู้ปกครองไม่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก แต่พัฒนาการของเด็กขึ้นอยู่กับกระบวนการ ศึกษาและวิธีการเลี้ยงดูต่างหากครับ และจากการศึกษาเรื่องสุขภาพเด็กในครอบครัว เพศเดียวกันในประเทศออสเตรเลีย ยังระบุอีกว่าเด็กที่เติบโตในครอบครัวต่างเพศและ ครอบครัว LGBT ไม่ได้มีความแตกต่างกันในเรื่องการใช้ยาเสพติด การกระทำผิดกฎหมาย การมีปัญหาในโรงเรียน หรือแม้แต่ตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมอย่างคะแนนนะครับ ก็ไม่ได้มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสมาคมจิตวิทยาของประเทศออสเตรเลียก็ได้ยืนยัน ข้อเท็จจริงนี้นะครับว่า สิ่งที่กระทบต่อเด็กอย่างแท้จริงก็คือการไม่ได้รับการยอมรับและการ ถูกเลือกปฏิบัติทางกฎหมายต่างหากครับ ท่านประธานครับ เรื่องสิทธิในการสร้างครอบครัวนี้ เป็นเรื่องที่นานาชาติตระหนักและให้ความสำคัญอย่างมาก เมื่อปลายปี ๒๕๖๔ ศาลสิทธิ มนุษยชนยุโรปได้ตัดสินว่าประเทศในยุโรปทั้งหมดจะต้องให้การรับรองสิทธิของผู้ปกครอง LGBT โดยให้ระบุในสูติบัตรเด็ก โดยคดีนี้นอกจากศาลจะคำนึงถึงสิทธิในการสร้างครอบครัวแล้ว ศาลยังมองถึงสิทธิประโยชน์ของเด็กอีกด้วย เพราะการไม่รับรองทำให้เด็กถูกจำกัดสิทธิ ในการศึกษา การรักษาพยาบาล รวมถึงการเดินทางออกนอกประเทศ
ท่านประธานครับ ผมเข้าใจดีครับว่าการเพิ่มคำว่า บุพการีลำดับแรก เข้าไป ในวันนี้ยังจะไม่สามารถส่งผลให้คู่รัก LGBT สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ ทางการแพทย์และสามารถสร้างครอบครัวได้สมบูรณ์ทันที แต่การแก้ไขวันนี้จะเป็น จุดเริ่มต้นที่สำคัญ และเป็นแนวทางในการแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยี เจริญพันธุ์ทางการแพทย์ต่อไป ซึ่งก็มีการชี้แจงในกรรมาธิการนะครับว่าหน่วยงานนั้น ได้ร่างไว้แล้ว เพียงแต่รอทิศทางกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่จะออกมาเท่านั้น ดังนั้นการเพิ่ม คำว่า บุพการีลำดับแรก เข้าไป มันไม่ใช่เป็นเพียงการเพิ่มถ้อยคำ แต่มันเป็นการยืนยัน หลักการว่าประเทศไทยนั้นเคารพความเท่าเทียมทางเพศ และรับรองสิทธิในการก่อตั้ง ครอบครัวของ LGBT รวมถึงจะเป็นแนวทางสำคัญในการเขียนกฎหมาย โดยใช้คำที่เป็นกลาง ทางเพศต่อไปในอนาคตด้วยครับ
ท่านประธานครับ ผมเข้าใจดีว่าวันนี้อาจจะยังมีการติดขัดเรื่องกระบวนการ ต่าง ๆ และยังมีกฎหมายบางส่วนที่อาจจะต้องแก้ไขเพิ่มเติม แต่ถ้าหากพวกท่านเห็นด้วย ในหลักการเรื่องการสร้างครอบครัวของ LGBT และนอกจากนี้ในที่ประชุมกรรมาธิการเอง ผมเห็นว่าหลายฝ่ายก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพียงแต่กังวลในเรื่องของเวลาในการพิจารณา วันนี้อยู่ที่ท่านเลือกที่จะยืนยันสิทธิให้พวกเขา และให้พวกเขามีตัวตนในสังคม มีตัวตน ในครอบครัว มีตัวตนในกฎหมาย แล้วค่อยไปแก้ไขเพิ่มเติม หรือท่านจะเลือกว่าให้เขารอไปก่อน ให้พวกท่านไปแก้ก่อน แล้วค่อยกลับมายืนยันสิทธิให้พวกเขา หากท่านเลือกอย่างหลัง ผมอยากให้มีการบันทึกไว้ครับว่าวันนี้เรามีการพูดเรื่องนี้กันในสภา แล้วอยากให้รัฐบาลและ พรรคการเมืองที่เห็นด้วยกับหลักการในเรื่องนี้ ลุกขึ้นมาให้สัญญากับประชาชนครับ ให้สัญญากับภาคประชาชนที่อยู่ตรงนี้ แล้วให้สัญญากับประชาชนทั้งประเทศชาว LGBT ว่า จะดำเนินการแก้ไขคำว่า บุพการี และ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ ทางการแพทย์อย่างจริงจังและเร็วที่สุด ทำให้ LGBT ได้รับสิทธิในการสร้างครอบครัว อย่างสมบูรณ์ ขอบคุณครับ