ณัฐวุฒิ หารือแก้มาตรา 1448 ตัดอายุสมรสเหลือ 18 ปี คุ้มครองเด็ก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๗

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 1448 ที่เกี่ยวข้องกับการห้ามการสมรสในวัยเด็ก พร้อมเสนอให้ยกเลิกข้อยกเว้นการแต่งงานก่อนอายุ 18 ปี แม้ได้รับอนุญาตจากศาล เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและสอดคล้องกับข้อมูลที่ชี้ว่าเด็กจำนวนมากถูกบังคับแต่งงาน ส่งผลเสียต่อพัฒนาการ การศึกษา และชีวิตครอบครัว รวมถึงนำไปสู่ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาว จึงเรียกร้องให้ไทยเร่งปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศและปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองเด็กตามมาตรฐานสากล

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการ สส. ดนุพร ปุณณกันต์ ได้นำเรียนครับว่า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ว่าด้วยสมรสเท่าเทียมในวันนี้สำคัญยิ่ง มิใช่เฉพาะต่อ พี่น้อง LGBT ผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยเท่านั้น แต่หมายรวมถึงพี่น้อง ที่อยู่ในเอเชีย หมายรวมถึงแม้กระทั่งประชาคมโลก ดังเช่นกรณีที่มีการประชุมสมัชชา สหภาพรัฐสภา หรือ IPU 148 ก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้อง เมื่อทราบว่าจะมีการผ่าน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ในวันนี้ เป็นต้น

สำหรับกรณีของมาตรา ๑๓ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๔๔๘ นั้น ในส่วนของผมได้สงวนความเห็นไว้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยกันทั้งหมด ๒ ประการด้วยกัน แต่ก่อนที่จะเข้าด้วยเหตุและผลทั้ง ๒ ประการว่า ผมมีเหตุผลความจำเป็นใด ๆ ในการสงวน ผมต้องขออนุญาตนำเรียนเบื้องต้นครับว่า เรื่องของมาตรา ๑๔๔๘ ซึ่งถือเป็นหัวใจของ การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับนี้นั้น มีเงื่อนไขที่จะต้องพิจารณาอยู่ทั้งหมด ๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ ก็คือว่าจะต้องมาพิจารณากันว่า ใครเป็นผู้มีสิทธิหรือเป็น ผู้ทรงสิทธิที่จะดำเนินการสมรส ซึ่งแน่นอนครับ ในอดีตที่ผ่านมาเป็นแต่เพียงเพศที่เกิดขึ้น โดยกำเนิดที่เป็นชายและหญิงเท่านั้น และร่างหลักไม่ว่าจะเป็นของ ครม. และเพื่อนสมาชิก ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าต้องเปลี่ยนเป็นบุคคลทั้ง ๒ ฝ่าย

ประการที่ ๒ คือเงื่อนอายุของการสมรสครับว่า ในอดีตที่ผ่านมานั้นมีการกำหนด เงื่อนอายุการสมรสมาโดยตลอดว่า บุคคลที่จะทำการสมรสกันได้นั้นต้องอยู่ที่อายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์ ขึ้นไป แน่นอนครับ ในร่างที่มาทั้งหมด ๕ ร่างนั้นอาจจะมีความไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ในแง่ของการแก้ไขเรื่องอายุ แต่ท้ายที่สุดกรรมาธิการทั้งหมดมีฉันทามติเห็นตรงกันว่า ถึงคราวที่จะต้องปรับแก้อายุจาก ๑๗ ปีนั้น เป็น ๑๘ ปี

ประการที่ ๓ ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะเป็นเหตุที่มีข้อยกเว้นว่าในกรณีของ บุคคลที่อายุต่ำกว่า ๑๗ ปี ในอดีตที่ผ่านมาหรือกำลังจะต่ำกว่า ๑๘ ปี ตามร่างพระราชบัญญัติ ที่มีการแก้ไขในวันนี้นั้นอาจจะทำการสมรสกันได้ หากเกิดขึ้นบนเงื่อนไขที่มีการขออนุญาต ต่อศาล และศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควร

ท่านประธานครับ โดยความดังกล่าวผมขออนุญาตที่จะปรับแก้ตัดข้อความ ตอนท้ายของมาตรา ๑๔๔๘ ตัดตั้งแต่คำว่า แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรศาลอาจอนุญาต ให้ทำการสมรสกันได้ ด้วยเหตุผลและความจำเป็นทั้งหมด ๔ ประการ ดังนี้

ประการที่ ๑ การแต่งงานในวัยเด็กหรือที่เรียกว่า Child Early and Forced Marriage นั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงต่อเด็กอายุที่ต่ำกว่า ๑๘ ปี แน่นอนครับ ท่านอาจจะบอกว่าเด็กเหล่านี้มีวุฒิภาวะ เด็กเหล่านี้สามารถแสดงออก มีเจตจำนง มีพัฒนาการ แต่การแสดงออกเจตจำนงทั้งหมดนั้นท่านจะมั่นใจและยืนยัน ได้อย่างไรว่านั่นคือเจตจำนงที่แท้จริงของเด็กครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่าทั่วโลกนี้ มีกรณีของเด็กที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี อยู่ในเงื่อนไขการแต่งงานในวัยนี้ หรือถูกบังคับให้แต่งงาน เป็นจำนวนถึง ๑ ใน ๕ ของเด็กทั่วโลก มีเด็กอย่างน้อย ๑๒ คนต่อปี ที่เข้าเงื่อนไข การแต่งงานมีอายุที่ต่ำกว่า ๑๘ ปี และทุก ๆ นาทีที่เรากำลังยืนพูดอยู่ในขณะนี้มีเด็ก ถึง ๒๘ คนทั่วโลกที่กำลังจะแต่งงาน เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งครับ แน่นอน ท่านอาจจะตั้งคำถามว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยหรือไม่ ผมก็ต้องนำเรียนว่า มีข้อเท็จจริงโดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่อยู่ในรายงาน Sustainable Development Goal หรือ SDG ข้อ ๕.๓.๑ ยืนยันข้อเท็จจริงครับว่า มีเด็กอย่างน้อยที่สุดที่อายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ถึงร้อยละ ๑๗ ที่แต่งงานในวัยนี้ และในบรรดาเด็กที่แต่งงานนั้นมีถึงร้อยละ ๖ ที่ต่ำกว่า ๑๕ ปี นี่คือเรื่องใหญ่ที่เราไม่อาจปล่อยปละละเลยได้ครับ

ประการที่ ๒ การแต่งงานวัยเด็กนั้นจะส่งผลกระทบต่อสิ่งที่สำคัญหลายประการ ด้วยกันครับ ผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งคือผลกระทบต่อพัฒนาการหรือการเจริญเติบโต ของเด็ก แน่นอนครับ อาจจะมาพูดกันยากว่าเราแบ่งพัฒนาการเด็กออกเป็นกี่ช่วงวัย ออกเป็นกี่แบบ จะใช้ทฤษฎีของใครในการแบ่ง จะเป็นอิริกสัน (Ericson) จะเป็นโคลเบิร์ก (Kohlberg) จะเป็นปียาแฌ (Piaget) หรืออย่างใดก็แล้วแต่ แต่ท้ายที่สุดนั้นเราพบว่าการแต่งงาน ย่อมส่งผลกระทบต่อความเจริญเติบโตของเด็ก ย่อมทำให้เด็กต้องหยุดจากการศึกษา ย่อมทำให้เด็กต้องไม่อาจพัฒนาในแง่ของการฝึกอาชีพได้ ย่อมทำให้เด็กต้องตั้งครรภ์ก่อนวัย อันสมควร และอาจจะนำไปสู่ปัญหาการเลี้ยงดูเด็กที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำที่ควรจะเป็น แน่นอนครับ นี่คือความจน ความลำบากซ้ำซ้อนในวัยเด็ก และการแต่งงานในวัยเด็กนั้น มีตัวเลขชัดเจนแน่นอนว่าหลายคู่ที่มีการแต่งงานนั้น ต้องจบชีวิตการแต่งงานโดยในวัยที่ยังไม่ สมควรที่จะจบชีวิตของการแต่งงานหรือการดำรงชีวิตคู่ แน่นอนท่านอาจจะมีข้อถกเถียงว่า ในวัยผู้ใหญ่ก็มีการหย่าไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ในวัยเด็กนั้นนำไปสู่พัฒนาการหรือผลกระทบ หรือเส้นทางทางสังคมที่ยุ่งยาก ยากลำบากกว่ากรณีของความเป็นผู้ใหญ่ครับ

ประการที่ ๓ ประเทศไทยรับพันธกรณีระหว่างประเทศหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น กรณีของ CRC ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ UPR ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ CEDAW หรือแม้กระทั่ง SDG กลไกของ UPR หรือคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาตินี้ คณะมนตรี สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่ประเทศไทยกำลังขอจะไปเป็นหนึ่งใน Member หรือกรรมาธิการในคณะมนตรีนั้นมีข้อเสนอต่อประเทศไทย และประเทศไทยได้ให้ คำมั่นสัญญาว่า เราจะมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสมรสในวัยเด็ก ผมยกตัวอย่าง บางประเทศที่มีข้อเสนอต่อประเทศไทย เช่น กรณีของประเทศเซียร์ราลีโอนที่บอกว่า Ensure that the Minimum Age of Marriage is 18 for Both Boys and Girls หมายความว่า เขาต้องการให้ทุกระบบในสังคมนั้น หยุดยั้งการแต่งงานในวัยเด็กโดยทันที ไม่ว่าจะเป็น เด็กชายหรือเด็กหญิง ติมอร์-เลสเตก็เช่นเดียวกันครับ มีข้อเสนอต่อประเทศไทยต้องยุติ การบังคับให้เด็กที่มีเพศสัมพันธ์ หรือกระทำชำเราตามเงื่อนไขของกฎหมายอาญานั้น สมรสกันได้ ซึ่งประเด็นหลังนั้นประเทศไทยได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคท้ายไปแล้ว แต่คำมั่นต่อกรณีการสมรสในวัยเด็กนั้นยังไม่หมดไป นี่เป็นคำมั่นที่ประเทศไทยไปสัญญาไว้เอง ว่าจะดำเนินการในปี ๒๕๕๙-๒๕๖๓ แต่นี่ปี ๒๕๖๗ เราจะไม่ถือโอกาสนี้ในการแก้ไขตรงนี้หรือครับ

ประการที่ ๔ เป็นประการสุดท้าย ผมเข้าใจและตระหนักดีครับว่าขณะนี้ เรากำลังเดินหน้าการแก้ไขเรื่องอายุ เรากำลังพิจารณาว่าการแก้ไขสิ่งที่ผมพูดนั้นเกินกว่า หลักการหรือไม่ ซึ่งผมยืนยันว่าไม่เกินต่อหลักการของการแก้ไข แต่มันเป็นเรื่องยากที่เรา จะบอกว่าการแก้ไขครั้งนี้ ถ้าไม่เดินหน้าต่อนั้นจะส่งผลกระทบอย่างไร ท่านอาจจะบอกว่า ท่านไว้วางใจต่อศาล ท่านอาจจะบอกว่าท่านไว้วางใจต่อดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาว่า อะไรเรียกว่าเหตุอันสมควรที่จะนำไปสู่การสมรส ผมไม่ปฏิเสธครับว่าศาลก็ต้องดูข้อเท็จจริง ในแต่ละราย แต่ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นได้ข้อเท็จจริงอย่างสมบูรณ์ เพียงพอที่จะอนุญาตให้เด็กสมรสกัน ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการจะสมรสของเด็ก ที่เอ่ยปากว่าฉันยินดีที่จะสมรสกันนั้น มิได้เกิดขึ้นจากการบอกหรือบังคับของคนที่อยู่ รอบตัวเด็ก ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าระบบความเชื่อของสังคมไทย แม้กระทั่งการละเมิด ทางเพศ ละครที่ผลิตซ้ำว่าเมื่อคุณถูกละเมิดทางเพศแล้ว คุณก็ควรจะรักคนที่ละเมิดทางเพศ ต่อคุณ หรือแต่งงานต่อคนที่ข่มขืนกระทำชำเราคุณ แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ระบบความเชื่อแบบนี้ยังมีอยู่และไม่ส่งผลต่อการใช้ดุลพินิจของศาล ฉะนั้นด้วยเหตุผล ที่ผมได้นำเรียนทั้ง ๔ ประการ ผมคิดว่าหากไม่อาศัยหมุดหมายนี้ ซึ่งเป็นหมุดหมายอันสำคัญยิ่ง ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ที่ผมได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขเพื่อความเสมอภาคทางเพศที่พวกเรา พูดถึงกัน ผมขอยืนยันครับว่าถ้าท่านนึกถึงหลักการที่เรียกว่า The Best Interest of the Child หรือประโยชน์สูงสุดของเด็กต้องมาก่อนจริง นี่คือวินาทีและการลงมติที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ที่อยากให้รับข้อเสนอของผมในการปรับแก้ และข้อเสนอของผมในการปรับแก้นั้นไม่ได้มี ผลกระทบต่อกฎหมายใด ซ้ำไปกว่านั้นยังเป็นการสนับสนุนต่อข้อพันธสัญญาระหว่าง ประเทศ และเป็นการสนับสนุนต่อการเติบโตของเด็ก ๆ ทุกคนที่พวกเราจะมีส่วนในการ กำหนดชีวิตของเขาอย่างแท้จริง ผมขออนุญาตยืนยันข้อสงวนนี้ และขอให้มีการลงมติ ในสภาแห่งนี้ ขอบคุณครับ