ธีระชัย สนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม ชูแก้มาตรา 1448 นำร่องสิทธิคู่ทุกเพศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๗

ธีระชัย แสนแก้ว อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม โดยเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 1448 ของประมวลกฎหมายแพ่งจะทำให้บุคคลทุกเพศสามารถจดหมั้นและสมรสกันได้ พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์โดยอัตโนมัติภายใต้กฎหมายอื่นๆ และสนับสนุนให้กำหนดอายุขั้นต่ำในการสมรสไว้ที่ 18 ปี ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก พร้อมยกย่องการเรียกร้องสิทธิของประชาชนตลอด 22 ปีที่ผ่านมาว่าสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น

นายธีระชัย แสนแก้ว อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมใคร่ขออนุญาตอภิปรายร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือที่เราเรียกว่า กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งผมอภิปรายสนับสนุนมาโดยตลอด ในมาตรา ๕ มาตรา ๑๓ มาตรา ๔๙ และมาตรา ๖๖/๑ ไปในคราวเดียวกันเลยครับท่านประธาน และกระผมเห็นด้วย กับคณะกรรมาธิการแก้ไขด้วยเหตุผลดังนี้ครับท่านประธาน

ประเด็นแรก ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการทุกท่านเลยนะครับ ที่ท่านมีความตั้งใจในการยกร่างฉบับนี้อย่างรวดเร็ว ทันอกทันใจ ใช้เวลาไม่นาน ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นที่จับตาของพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการแก้ไข กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยการกำหนดให้บุคคล ๒ คน ไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันก็ตาม หรือต่างเพศก็ตาม สามารถหมั้นหรือสมรสกันได้ มีการแก้ไขเพียงคำว่า ชาย หญิง สามี ภริยา และสามีภรรยา มาเป็นคำว่า บุคคล คู่หมั้น ผู้รับหมั้น และคู่สมรส เพื่อให้เกิดความ ครอบคลุมคู่หมั้น คู่สมรส ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลเพศเดียวกันหรือบุคคลต่างเพศให้ถือว่า เป็นการรับรองทางกฎหมายครับท่านประธาน และมีการเพิ่มสาเหตุในการฟ้องหย่า และการเรียกค่าทดแทนครอบคลุม ในกรณีที่คู่หมั้นหรือคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปนอกใจ และไปมีสัมพันธ์กับคนอื่น คู่สมรสก็จะได้รับรองทางกฎหมายฉบับนี้ในการเรียกค่าทดแทน

ประเด็นที่ ๒ ในมาตรา ๕ และมาตรา ๑๓ มีการแก้ไขอายุครับท่านประธาน จากเมื่อก่อนอายุเพียง ๑๗ ปี ก็สามารถทำการหมั้นและทำการสมรสกันได้แล้ว แต่กฎหมาย ฉบับนี้ให้เพิ่มเป็น ๑๘ ปี ถึงจะสามารถหมั้นและสมรสได้ เพราะต้องการให้เกิดความสอดคล้อง กับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งอนุสัญญาฉบับนี้เป็นการกำหนดสิทธิเด็กในทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางสุขภาพ และทางวัฒนธรรมของเด็ก แล้วก็นิยามว่า เด็ก คือมนุษย์ใด ๆ ที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ดังนั้นคณะกรรมาธิการชุดนี้แก้ไขโดยการเพิ่มอายุ ๑๗ ปี มาเป็น ๑๘ ปี กระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน เพราะการที่สหประชาชาติ กำหนดให้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กคือการกำหนดเกณฑ์สากลครับ การใช้อายุ ๑๘ ปีนี้ เป็นเกณฑ์ที่คั่นระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ถ้าอายุไม่ถึง ๑๘ ปี ก็ถือว่ายังเป็นเด็กอยู่ ถ้าอายุถึง ๑๘ ปีแล้ว ก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่ายุคนี้สมัยนี้เด็กมันโตเกินวัยครับ บางครั้งบางคราว เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กอายุ ๑๕ ปี มันก็เหมือนอายุ ๑๘ ปี เพราะฉะนั้นในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว การใช้เกณฑ์ ๑๘ ปี ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีนะครับท่าน ตรงที่เราจะกำหนดการตัดสินใจ จะจดทะเบียนสมรสที่จะก่อร่างสร้างตัวเป็นครอบครัว ก็ควรบรรลุนิติภาวะหรืออยู่ในสภาวะ ที่พ้นเด็กแล้ว เพื่อให้สถาบันครอบครัวมีความมั่นคงและสร้างอนาคตต่อไปในภายภาคหน้าได้ นี่เป็นแนวความคิดที่นำเสนอโดยการแก้ไขกฎหมายมันจะได้แยกแยะได้ถูก

ประเด็นที่ ๓ เมื่อเรามีการแก้กฎหมายฉบับนี้เรียบร้อยแล้ว มีหลายท่าน ที่มีความเป็นห่วงนะครับว่า เราจะต้องแก้กฎหมายต่าง ๆ นับร้อยฉบับ เพื่อให้กฎหมาย สมรสเท่าเทียมนี้มีผลบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ไปด้วย แต่กระผมมีความคิดว่าเพียงเราแก้ มาตรา ๑๔๔๘ มาตรานี้เพียงมาตราเดียว ก็เป็นหัวใจหลักและยังเป็นเงื่อนไขในกฎหมาย อีกหลายฉบับ พอพวกเขาจดทะเบียนสมรสกันแล้วก็ชอบด้วยกฎหมายที่จะทำให้สิทธิและ ประโยชน์ต่าง ๆ ในทางกฎหมายฉบับอื่นติดตามมาด้วยทันทีครับท่านประธาน ดังนั้นกระผม ไม่อยากจะให้พี่น้องประชาชนเป็นกังวลนะครับว่า สิทธิประโยชน์ในทางกฎหมายอื่น ๆ ว่าจะไม่ตามมาหรือต้องแก้ไขกฎหมายฉบับอื่น ๆ อีกยาวนานเป็นการแก้กฎหมาย เพราะการแก้กฎหมาย มาตรา ๑๔๔๘ นี้ก็ถือว่าเป็นการรับรองแล้วว่าทุกท่านตัดสินใจ ในการจดทะเบียนสมรสแล้ว จะต้องได้รับการรับรองและคุ้มครอง และจะต้องได้ สิทธิประโยชน์ทางกฎหมายอื่น ๆ ตามไปด้วย ที่กำหนดเรื่องสมรสไว้แล้ว

สุดท้ายกระผมขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับว่า การที่พวกท่านต่อสู้ในเรื่องสมรสเท่าเทียมในเพศเดียวกันตั้งแต่ ๒๒ ปีที่แล้ว ผมจำได้ว่า เมื่อปี ๒๕๔๔ สมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มีการเริ่มแนวความคิดนี้ ตั้งแต่วันนั้นครับ ผมเป็น สส. สมัยแรกผมจำได้ครับ กระแสสังคมไม่เห็นด้วยในช่วงนั้น และในวันนั้นสังคมก็ไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนบธรรมเนียม ประเพณี เรื่องศาสนา เรื่องอะไรต่าง ๆ ข้ออ้างมากมาย ตอนนั้นกระแสสังคมไม่เหมือนทุกวันนี้ แล้ววันนี้กระแสสังคม มีความต้องการให้พี่น้องประชาชน ในความต้องการสิทธิมนุษยชนในเรื่องสมรสเท่าเทียม คนเพศเดียวกันได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว กฎหมายฉบับนี้จะทำให้การยอมรับและ คุณค่าของความเป็นคน และเห็นคุณค่าของความรักความหลากหลาย ซึ่งจะช่วยสร้างให้ สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง ทำให้สังคมพวกเราสงบสุข ลดปัญหาความขัดแย้ง และเป็นการวางรากฐานสังคมไทยของเรามีความมั่นคงยั่งยืนต่อไป กระผมขอสนับสนุน กฎหมายฉบับนี้ตามมาตราที่ผมได้กล่าวไว้เบื้องต้น ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน