ชูศักดิ์ ศิรินิล อภิปรายร่างกฎหมายป.ป.ท. โดยตั้งข้อสังเกตถึงการปรับอำนาจหน้าที่ที่อาจกระทบต่อหลักการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของสภานิติบัญญัติ พร้อมเสนอให้ทบทวนหลายประเด็นสำคัญ เช่น การแยกนิยามการทุจริตออกจากประพฤติมิชอบ การตัดบทบาทของสภานำเสนอรายงานประจำปี การแก้มาตรา 28 การขยายเวลาสอบสวนหลังเกษียณ และอำนาจของเลขาธิการ ป.ป.ท. เพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายสอดคล้องกับหลักนิติธรรมและไม่ก่อให้เกิดความล่าช้าหรือไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดี
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ชูศักดิ์ ศิรินิล แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอใช้โอกาสนี้ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปราม การทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งรัฐบาลได้นำเสนอขึ้นในวันนี้ ผมเข้าใจว่าความจำเป็นของการ ปรับแก้กฎหมาย ขออนุญาตใช้คำว่า กฎหมาย ป.ป.ท. แล้วกันนะครับ ในเรื่องนี้ก็คงจะอ้าง เหตุผลความจำเป็นจากการที่เรามีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๔ (๒) ประกอบกับวรรคสอง ที่ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะมอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ป้องกันและปราบปราม การทุจริตที่จะสามารถกระทำแทนได้ ในกรณีที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง หรือเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐในบางระดับ เพราะฉะนั้นขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าจะสมควรปรับปรุงอำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่กำหนดขึ้น โดยรวมแล้วท่านประธาน ที่เคารพก็หมายความว่าขณะนี้ ป.ป.ท. ก็มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญดังต่อไปนี้
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องที่รับมอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาให้ทำหน้าที่ ซึ่งท่านก็ไปแบ่งแยกกฎหมายเป็น ๒ เรื่อง ก็คือ ๑. ก็คือเรื่องที่มีการรับมอบเป็นการทั่วไป ๒. ก็คือเรื่องที่รับมอบเป็นรายคดีหรือเป็นการเฉพาะ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่รับมอบมานั้น จะต้องไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหรือเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่บางระดับ ขณะเดียวกันก็มีอำนาจหน้าที่ ในเรื่องของการประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ท. โดยตรงในการที่จะไต่สวน สอบสวนวินิจฉัยชี้ขาดทั้งหลาย โดยท่านก็มีความจำเป็นต้องแก้บทนิยามในเรื่องของ การทุจริต ในเรื่องของการประพฤติมิชอบนั้นไม่ให้หมายรวมถึงการทุจริตด้วย อันนี้ก็เป็น หลักการสำคัญที่นำเสนอในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้อ่านร่าง พ.ร.บ. ที่ท่าน นำเสนอนี้แล้วก็อยากจะมีข้อสังเกตบางประการดังต่อไปนี้
ข้อสังเกตประการที่ ๑ ที่ผมอยากเรียน กราบเรียนฝากไปยังรัฐบาลก็คือว่า ท่านกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ท. ไว้ตามมาตรา ๑๗ เดิม ของพระราชบัญญัติมาตรการ ฝ่ายบริหาร ปี ๒๕๕๑ ที่สำคัญท่านกำหนดไว้ใน (๖) ที่ผมขออนุญาตที่จะทบทวนอ่านให้ฟังว่า ให้ ป.ป.ท. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ อันนี้คือกฎหมาย เดิม ปี ๒๕๕๑ ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗ (๖) ร่างใหม่ที่ท่านนำเสนอ ท่านมาเขียนไว้ใน (๘) สาระสำคัญที่ท่านมาเขียนก็คือว่า ให้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงาน ประจำปี เสนอต่อ ครม. เพื่อทราบและเผยแพร่ต่อประชาชนให้ทราบด้วย สาระสำคัญที่ กระผมยกมาเปรียบเทียบของเก่าก็คือรายงานคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็ส่งมายังสภา ผู้แทนราษฎร ส่งไปวุฒิสภา ส่งไปคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ว่าท่านตัดอะไรออกไปหมด เลยครับ ร่างใหม่ของท่านก็ตัดสภาผู้แทนราษฎรออก ตัดวุฒิสภาออก ท่านให้รายงานไปยัง คณะรัฐมนตรี แล้วบวกถ้อยคำว่า เพื่อรายงานให้ประชาชนทราบ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ประชาชนทราบอย่างไร รายงานโดยวิธีใด ที่ผมเน้นย้ำตรงนี้ก็คือว่าเราประชุมสภา ผู้แทนราษฎรกันเป็นประจำ ส่วนใหญ่ก็มักจะได้รับรายงานจากองค์กรอิสระทั้งหลาย เป็นรายงานประจำปีที่จะมาตรวจสอบ แล้วเราก็ซักถามกันมากบ้างน้อยบ้างก็สุดแต่ ขอถาม ประเด็นนั้นประเด็นนี้ ผมย้ำว่าสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดิน คณะกรรมการ ป.ป.ท. ก็มีอำนาจหน้าที่ในการไปตรวจสอบ ราชการทั้งหลาย ก็คือเป็นการบริหารราชการแผ่นดินเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผลการ ปฏิบัติงานประจำปีของท่านควรได้รับการรายงานมายังสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ตรงนี้ท่านตัดออกไป ผมก็ตั้งเป็น ข้อสังเกตว่าท่านไปคิดให้ดีนะครับ ท่านตัดออกตรงนี้เอาไปเอามาสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ อาจจะไม่รับหลักการร่างของพวกท่านก็ได้ เพราะว่าท่านบอกว่าต่อไปนี้ไม่ต้องรายงานแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ฝากเป็นข้อสังเกตครับ อันนี้ก็ฝากไป อาจจะไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ก็ต้องขออนุญาต ชื่นชมร่างของคุณวิโรจน์ มีตรงนี้ครับ เพียงแต่ท่านตัดวุฒิสภาออกไป แต่มีอยู่ก็คือ สภาผู้แทนราษฎรให้รายงานเข้ามา ก็ต้องขอชื่นชมว่าท่านก็ทันสมัย แล้วก็ถือว่าสาระสำคัญ ยังไม่ทิ้งไปทั้งหมด นี่คือเรื่องที่ ๑ ที่อยากฝากเป็นข้อสังเกต
ข้อสังเกตประการที่ ๒ ที่อยากจะฝากไว้ เป็นข้อสังเกตก็คือเรื่องของ มาตรา ๒๘ ในมาตรา ๒๘ นี้คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจจะไม่รับเรื่องต่าง ๆ บางเรื่อง บางลักษณะไว้ได้ เช่น เรื่องตามมาตรา ๒๗ (๑) (๒) (๓) (๓) นี้ก็คือเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง คณะกรรมการ ป.ป.ท. ก็มีอำนาจที่จะไม่รับเรื่อง ของเดิมท่านกำหนดไว้ว่าถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาเห็นสมควรให้แจ้งผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และแจ้งให้ ป.ป.ท. ทราบก็ได้ หมายความว่าเรื่องที่ไม่รับเรื่องนี้อาจจะส่งไปยังผู้บังคับบัญชา แต่ว่าเป็น อำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการ ท่านมาแก้ในมาตรา ๒๗ ว่าเรื่องเหล่านี้ ถ้าเลขาธิการ ป.ป.ท. เห็นสมควรอาจส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาให้ไปพิจารณาตามอำนาจ หน้าที่ แล้วรายงานให้ ป.ป.ท. ทราบก็ได้ ผมตั้งข้อสังเกตว่าท่านไปแก้กฎหมายแบบนี้ หมายความว่าเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของท่านเลขาธิการว่าจะส่งไปหรือไม่ส่งไปก็ได้ ผมถามว่ามันอาจจะเกิดความลักลั่นหรือไม่ อำนาจเดิมเป็นของคณะกรรมการ แต่เลขาธิการ จะมาใช้ดุลยพินิจว่าเรื่องนี้ส่ง เรื่องนั้นไม่ส่งก็ได้ อันนี้ผมว่าเป็นการแก้กฎหมายที่ต้องคำนึงครับ ท่านประธานครับขอเวลาอีกแป๊บเดียวนะครับ กรณีรับเรื่องไว้แล้วก่อนเกษียณอายุ ป.ป.ท. มีอำนาจที่จะสอบสวนไต่สวนต่อไปได้ กฎหมายเก่าของท่านต้องทำให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒ ปี นับตั้งแต่วันที่เกษียณอายุ พูดง่าย ๆ แต่ว่าท่านแก้ไปว่า ต้องทำให้แล้วเสร็จ ภายใน ๓ ปี แปลว่าท่านขยายเวลาการทำหน้าที่ของท่านออกไป ๑ ปีจากกฎหมายเดิม ที่มีไว้ ผมเรียนว่าการแก้กฎหมายมันน่าจะปรับให้เร็วขึ้นด้วยซ้ำไป ความล่าช้าเป็นความ อยุติธรรม ข้าราชการเกษียณเขาต้องรอท่าน ๓ ปีกว่าจะรู้เรื่องอะไรทั้งหลายทั้งปวง ท่านประธานครับก็ขอฝากเป็นข้อสังเกตประมาณนี้ กระผมเห็นด้วยในหลักการที่ควรมี กฎหมายฉบับนี้ แต่ฝากไว้ในชั้นกรรมาธิการอาจต้องไปปรับแก้หลายประเด็นครับ ขอบพระคุณครับ