สมศักดิ์ เทพสุทิน หารือร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงบทบาทและอำนาจของ ป.ป.ท. ให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายปัจจุบัน โดยเน้นการเสริมสร้างกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เพิ่มสิทธิให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงและทบทวนมติเมื่อมีพยานหลักฐานใหม่ รวมถึงปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและลงโทษให้รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อยกระดับการต่อต้านการทุจริตและพัฒนาภาพรวมการจัดอันดับคอร์รัปชันของประเทศ
ท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี กำกับการบริหาร ราชการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงาน ป.ป.ท. ในนามคณะรัฐมนตรี ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหาร ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณารับ หลักการ โดยพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้จัดตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. และสำนักงาน ป.ป.ท. ขึ้น เพื่อที่จะให้มี ส่วนราชการในฝ่ายบริหารรับผิดชอบนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยตรง ทำให้รัฐบาลสามารถกำกับและผลักดันนโยบายดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะนั้นมีภารกิจในความรับผิดชอบจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมา ได้ถูกแก้ไขปรับปรุงจำนวน ๒ ครั้ง กล่าวคือแก้ไขครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อปรับปรุง กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและการดำเนินการที่ล่าช้าและก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์และรูปแบบการทุจริตที่ซับซ้อนขึ้น ต่อมาได้แก้ไข ครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๕๖๑ เพื่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐมีอำนาจหน้าที่ รองรับภารกิจของรัฐในเรื่องการส่งเสริม สนับสนุนและให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตราย ที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ส่งเสริมให้ประชาชน รวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับ ความคุ้มครองจากรัฐร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) โดยมี จำนวน ๒๒ ร่างมาตราเป็นการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหาร ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงหน้าที่ อำนาจและการปฏิบัติงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนที่เกี่ยวกับการประพฤติมิชอบให้ครอบคลุมการตรวจสอบการกระทำความผิดของ เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกมิติ โดยให้เป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตภาครัฐและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตในภาครัฐ เพื่อให้สำนักงาน ป.ป.ท. สามารถดำเนินการเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติ ให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบ รวมถึงหัวหน้าหน่วยงานที่ไม่ควบคุมการปฏิบัติ ดำเนินการตาม กฎหมายอันเป็นการควบคุมความประพฤติของเจ้าหน้าที่ที่ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุทุจริต รวมถึง เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามมาตรการของฝ่ายบริหารไปใน คราวเดียวกัน และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือต่อภาพลักษณ์การปฏิบัติราชการของ ข้าราชการ เพราะมีหน่วยงานและฝ่ายบริหารเข้ามาให้ความสำคัญ คอยกำกับควบคุมดูแล มากกว่าที่เคยผ่านมา ที่ให้เพียงหัวหน้าส่วนราชการมีอำนาจในการดำเนินการดังกล่าว โดยแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ ในประเด็นสำคัญสำคัญ ดังนี้
๑. แก้ไขนิยาม คำว่า ประพฤติมิชอบ โดยกำหนดให้สำนักงาน ป.ป.ท. มีอำนาจดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกเรื่องที่ไม่ใช่คดีทุจริตเช่นเดิม ประพฤติ มิชอบคือความผิดเกี่ยวกับเงินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินเท่านั้น แต่ร่างพระราชบัญญัตินี้ แก้ไขให้ประพฤติมิชอบครอบคลุมความผิดวินัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกเรื่อง
๒. เพิ่มอำนาจหน้าที่ไต่สวนประพฤติมิชอบ โดยมีอำนาจและหน้าที่คือ ๑. รับเรื่อง ๒. ไต่สวน ๓. ชี้มูลความผิด ๔. มอบหมาย และ ๕. กำกับดูแล
๓. ปรับปรุงกฎหมายในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีมาตรฐาน เช่นเดียวกับกระบวนการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ เช่น การเพิ่มอำนาจขอศาลออกหมายจับ ผู้ถูกกล่าวหาภายหลัง คณะกรรมการ ป.ป.ท. ชี้มูลความผิด การเพิ่มสิทธิการชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาให้สามารถทำได้จนกว่าจะมีมติชี้มูลความผิด การให้สิทธิ ในการขอทบทวนมติชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ท. กรณีมีพยานหลักฐานใหม่ อันเป็นสาระสำคัญ
๔. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอันเป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อสกัดกั้นปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของไทย ตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ที่กระทำมิชอบได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ อันจะส่งผลต่อการยกระดับค่าคะแนน CPI ของไทยที่ปัจจุบันได้คะแนน ๓๖ คะแนน จัดอยู่ในลำดับที่ ๑๐๑ ของโลก ให้มีลำดับ ที่ดีขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้ แก้ให้เกิดความรวดเร็ว ลดขั้นตอนกระบวนการให้น้อยลง นั่นคือ ป.ป.ท. สามารถเริ่มตรวจสอบได้โดยไม่ต้องรอการมอบหมายจาก ป.ป.ช. และเริ่ม ไต่สวนได้ตามกฎหมายโดยไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญที่ให้ลดการมีคณะกรรมการ กำหนดระยะเวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายใน ๒ ปี และขยายได้ไม่เกิน ๓ ปี ทำให้การทำงานสำเร็จเร็วขึ้นภายในกรอบเวลา นำมาซึ่งการลงโทษ ผู้กระทำผิดที่รวดเร็วทันการ กำหนดการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลได้มากขึ้น กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไต่สวนและชี้มูลความผิด ผู้ร่วมกระทำ ความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและความผิดฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ และประพฤติมิชอบได้ทั้งหมด กระผมจึงขอกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมาตรการของ ฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอมานี้ ขอขอบคุณครับ