สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖

พชร จันทรรวงทอง แนะนำให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แต่คงโทษทางอาญาไว้เฉพาะการออกเช็คโดยทุจริต

นายพชร จันทรรวงทอง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ พรรคเพื่อไทย ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ พ.ศ. .... นั้น กระผมเห็นว่าควรพิจารณา ให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่งว่าควรที่จะยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้งฉบับ หรือควรจะมีการแก้ไข เพิ่มเติมเสียมากกว่า เพราะในเรื่องนี้อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายว่ามีทั้งผู้ที่ เดือดร้อนจากการที่เจ้าหนี้เงินกู้มาบังคับคดีอาญาขู่เข็ญลูกหนี้ แล้วก็มีผู้ประกอบการที่มี ลูกค้าเอาเช็คมาวางค้ำประกันเพื่อซื้อสินค้า โดยผมเสนอให้มีการคงบทบัญญัติที่เกี่ยวกับ ความผิดทางอาญา เฉพาะผู้ที่ออกเช็คโดยมีเจตนาทุจริต เพราะการที่จะต้องทำความผิดเกี่ยวกับการออกเช็คโดยทุจริตมาปรับกับบทบัญญัติความผิด ฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญานั้น ถือเป็นเรื่องยากในการที่จะพิสูจน์ความผิด และอาจส่งผลให้ผู้ที่มีเจตนาทุจริตในการออกเช็คหลุดพ้นจากความผิดไปได้ และหากจะให้ ไปดำเนินการทางแพ่งกับผู้ที่ออกเช็คโดยทุจริตเพียงเท่านั้นก็อาจจะส่งผลให้เจ้าหนี้ ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ เนื่องจากว่าลูกหนี้อาจมีการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปหมดแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่เช็คจะออก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ทรงเช็คได้รับความเสียหายจากการที่ ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ ดังนั้นผมจึงเห็นควรให้มีการคงโทษทางอาญาไว้เฉพาะการออก เช็คโดยทุจริตเพื่อให้เจ้าหนี้สามารถบังคับชำระหนี้กับลูกหนี้ที่ออกเช็คโดยทุจริตด้วยการ ดำเนินคดีทางอาญาได้ โดยให้คงบทบัญญัติไว้ในมาตรา ๔ (๑) และ (๕) ไว้ และให้มีการ ยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา ๔ (๒) (๓) และ (๔) เนื่องจากในอนุมาตราดังกล่าวนะครับ ในขณะที่ออกเช็คนั้นผู้สั่งจ่ายอาจมิได้มีเจตนาทุจริต แต่อาจมีความจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัย เกิดขึ้นในภายหลังจนกระทั่งส่งผลให้มีเงินในบัญชีเหลือไม่เพียงพอเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ หากบุคคลกลุ่มนี้ต้องได้รับโทษทางอาญาอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม และจากที่มี ข้อกังวลจากหลาย ๆ ฝ่ายว่าถ้าหากยังกำหนดให้มีความผิดเกี่ยวกับการใช้เช็คมีบทลงโทษ ทางอาญาไว้อาจจะทำให้คดีอาญามีมากจนล้นศาล หรือภาครัฐอาจมีต้นทุนที่ต้องใช้ในการ พิจารณาคดีเกี่ยวกับเช็คเป็นจำนวนมากกว่ามูลค่าที่เช็คเด้งนั้น กระผมเห็นควรว่าควรที่จะมี กรรมการกำหนดมาตรการทางแพ่งเกี่ยวกับความผิดในการใช้เช็คเข้ามาช่วยเสริม เพื่อให้การ ฟ้องร้องคดีอาญาในความผิดเกี่ยวกับการใช้เช็คนั้นลดน้อยลง เนื่องจากที่ผ่านมากฎหมาย เกี่ยวกับความผิดอาญาอันเกิดจากการใช้เช็คของคนไทยนั้น จะใช้เฉพาะมาตรการลงโทษ ทางอาญาเท่านั้น โดยมิได้มีการกำหนดมาตรการทางแพ่งเข้ามาเกี่ยวข้องเท่าไรนัก ซึ่งมาตรการที่น่านำมาใช้เพื่อให้คดีอาญาเกี่ยวกับเช็คลดน้อยลงไปนั้น คือการใช้มาตรการ ที่ให้ทางธนาคารเข้ามาช่วย เพราะธนาคารถือว่ามีบทบาทสำคัญในการควบคุมความผิด อันเกิดจากการใช้เช็ค ด้วยการอาจจะบันทึกข้อมูลหรือประวัติของลูกค้าที่เคยถูกปฏิเสธ การจ่ายเงินหรือว่าเช็คเด้งไม่ให้มาขอซื้อเช็คได้อีก และควรต้องมีการส่งข้อมูลดังกล่าวไปกับ ทุกธนาคารอื่น ๆ ในประเทศเพื่อได้บันทึกข้อมูลประวัติไว้ด้วย โดยผลกระทบที่จะได้รับจาก การสั่งจ่ายเช็คเด้ง ก็คือบุคคลดังกล่าวจะถูกห้ามทำธุรกรรมทางการเงินเป็นเวลาอย่างน้อย ๓ ปี หรือแล้วแต่จะกำหนดตามความเหมาะสม ต่อมาหากบุคคลที่ออกเช็คเด้งได้ไป ดำเนินการชำระเงินแก่ผู้ทรงเช็คแล้วก็จะทำให้สิทธิการทำธุรกรรมทางการเงินกลับมา โดยอาจจะมีระยะเวลา ๖ เดือนหรือ ๑ ปีหลังจากการชำระเงินเพื่อเป็นการลงโทษ ซึ่งการ กำหนดมาตรการเช่นนี้จะทำให้เช็คมีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น แล้วผู้ที่สั่งจ่ายเช็คก็จะ ไม่กล้าสั่งจ่ายเช็คเด้ง นอกจากนี้ควรมีการจัดทำข้อมูลประวัติการใช้เช็คหรือเช็คที่ถูกปฏิเสธ เพื่อบันทึกข้อมูลประวัติการชำระหนี้ของบุคคลเพื่อเป็นประโยชน์ในการช่วยตัดสินใจสำหรับ ผู้รับเช็ค ว่าควรที่จะรับเช็คจากบุคคลสั่งจ่ายเช็คคนนั้นหรือไม่ นอกจากนี้หากมีมติเห็นควร ให้มีการยกเลิกมาตรการทางอาญา ก็ควรที่จะมีการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเยียวยา ผู้เสียหายในคดีเช็คที่จะได้รับผลกระทบจากการยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ