ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ อภิปรายสนับสนุนการยกเลิกกฎหมายที่กำหนดโทษจำคุกกรณีเช็คเด้ง โดยชี้ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสิทธิมนุษยชน พร้อมเสนอให้จัดการออกเช็คเด้งเป็นคดีแพ่งแทน เว้นแต่กรณีมีเจตนาฉ้อโกง ทั้งเรียกร้องให้พิจารณาผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนเดือดร้อน และเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กำกับการออกเช็คอย่างเข้มงวด และเตรียมมาตรการรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้เช็คที่ลดลงในปัจจุบัน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล จังหวัดปทุมธานี เขต ๗ ครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ นี้นะครับ ก่อนอื่นผมมีอยู่ ๔ ประเด็นกับ ๓ ข้อเสนอแนะ ซึ่งประเด็นก็อาจจะ ซ้ำกับท่านผู้ชี้แจงนะครับ แต่ผมก็จะไปเร็ว ๆ นิดหนึ่ง
(เจ้าหน้าที่ทำการเปิด Presentation)
ประเด็นแรกก็คือว่ากฎหมาย ฉบับนี้ก็มีโทษปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐ บาท และจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งก็ ไม่สอดคล้องกับมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญไทยที่โทษอาญาควรจะใช้สำหรับความผิดร้ายแรง เท่านั้น แล้วก็ไม่เป็นไปตามกฎกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมือง แล้วก็สิทธิทางการเมือง ด้วยนะครับ ที่กำหนดว่าบุคคลจะติดคุกเพียงเพราะไม่จ่ายหนี้ไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็น การสมควรที่จะยกเลิก พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ และที่มาของ พ.ร.บ. ฉบับนี้หลายท่านอาจจะ รู้แล้วว่าเกิดจากการเริ่มต้นในอดีตมีการใช้เช็คซึ่งเป็นแค่กระดาษเปล่าเป็นเหมือนตั๋วสัญญา ใช้เงิน ซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือเท่าเงินสดนะครับ คนส่วนมากก็ไม่ยอมรับ ทำให้ต้องมี การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงหากเช็คเด้ง ซึ่งนั่นคือการสร้างความน่าเชื่อถือ แต่การสร้าง ความน่าเชื่อถือครั้งนี้คือการเอาเสรีภาพของคนออกเช็คเป็นประกัน ถ้าคุณออกเช็คแล้วเด้ง คุณติดคุก อันนั้นคือการเอาเสรีภาพไปเป็นประกันซึ่งในอดีตก็ทำกันมา แล้วก็ทำให้ มีการใช้เช็คอย่างแพร่หลาย แต่ปัจจุบันนี้เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้แบบนั้นแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เช็คเด้งก็เหมือนกับความผิดนัดชำระหนี้ควรจะเป็นคดีแพ่ง อย่างที่ได้พูดไปแล้วนะครับ ไม่ควรเป็นคดีอาญา แล้วก็สามารถฟ้องในคดีแพ่งได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงไม่จำเป็นเลยนะครับ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนคนใช้บัตรเครดิต เป็นการยืมเงินมาใช้ก่อนแล้วก็ใช้คืนเมื่อถึงกำหนด และหากไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดก็ไม่ถูก คดีอาญาเหมือนกันนะครับบัตรเครดิต ก็เป็นการฟ้องคดีแพ่งเหมือนกัน ความเชื่อมั่นในการ ใช้เช็คนั้นจึงควรจะประเมินจากมูลค่าของธุรกิจหรือหน้าที่การงานของผู้ออกเช็ค ดังนั้น ไม่ควรต้องมีคดีอาญาพ่วงท้ายแล้วนะครับ แล้วก็หากพิสูจน์ได้ว่าการออกเช็คมีเจตนาฉ้อโกง ก็สามารถที่จะฟ้องคดีอาญาได้อยู่แล้วนะครับ จึงไม่จำเป็น โดยรวมนานาอารยประเทศ ปัจจุบันนี้ก็ไม่มีโทษอาญาในเรื่องของการออกเช็คแล้วเด้ง ในสหรัฐอเมริกาใช้เช็คกัน เป็นเรื่องปกติมาก ซื้อกาแฟ ๓ เหรียญยังใช้เช็คเลยนะครับ แล้วการออกแล้วเช็คเด้ง ก็เป็นเรื่องปกติของพื้นที่นั้นก็ไม่มีการฟ้องร้องกัน ก็เอาเงินไปฝากก็จบ ไม่มีปัญหาบางที ธนาคาร Advance ออกไปก่อนให้ด้วยนะครับ
ประเด็นที่ ๓ คนที่ไม่ควรติดคุกจากสถานการณ์ย่ำแย่จากเศรษฐกิจ ดังที่เห็น สถานการณ์ โควิด-๑๙ มีคนออกเช็คจำนวนมาก แล้วก็เกิดเหตุว่ามีโรคระบาดโดยที่ ไม่ได้คาดคิดขึ้นมาก่อน เพราะฉะนั้นหลายคนก็ไม่สามารถชำระหนี้ตามเช็คได้ก็ถูกดำเนิน คดีอาญาไป ร้านอาหารที่ถูกปิด สถานบันเทิง ไม่สามารถหาเงินได้ตามที่คาดไว้ ไม่ใช่ ความผิดจากการบริหารด้วยซ้ำนะครับ เป็นความผิดที่เดาไม่ได้จริง ๆ แต่ก็ถูกคดีได้นะครับ
ประเด็นที่ ๔ ขอสไลด์เลยครับ คือประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึงนะครับ ขอสไลด์ที่ ๒ หน้า ๒ เลยครับ อันนี้จะเป็นสถิติการใช้เช็คหน้า ๒ ที่เป็นรูปกราฟนะครับ สถิติ การใช้เช็คจากปี ๒๕๕๗ ไล่ลงมาเราจะเห็นว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มีการใช้เช็คประมาณ ๑๒๐ ล้าน ฉบับต่อปีจนมาถึงช่วงโควิด ปี ๒๕๖๒ จำนวนการใช้จะลดลงมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้การใช้ เช็คลดลงเหลือเกือบครึ่งนะครับ ลดลงไปเยอะมาก อาจจะเกิดจากธุรกิจมีปัญหาหรือเกิด จากคดีความทางเช็คก็ได้ อันนี้ก็ไม่แน่ใจเช่นกัน แต่ว่ามีการใช้เช็คจำนวนมาก แล้วก็หน้า ต่อไปคดีเช็คเด้งที่ถูกกันตอนนี้ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ มูลค่าของเช็คที่เด้งก็ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วการปิดคดีแต่ละคดีใช้เวลาเฉลี่ยเกือบ ๒ ปีเลยนะครับ เจ้าหนี้ก็ได้รับ เงินคืนเพียง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหน้าเช็คเท่านั้น เนื่องจากคดีเช็ค เด้งเป็นคดีอาญาอัยการก็ดำเนินคดีให้แล้วไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลด้วย ทำให้รัฐเป็นภาระในการใช้จ่ายทั้งต้องใช้พนักงาน แล้วก็ใช้เงินจำนวนมากนะครับ หน้าต่อไป อันนี้ผมจะวิเคราะห์ อันนี้ข้อมูลจาก TDRI แล้วก็วิเคราะห์จากตัวอย่าง ปี ๒๕๕๗ นะครับ จำนวนเช็คที่ออกไปนั้น ๑๒๐ ล้านฉบับ มีจำนวนคดีประมาณ ๑๐,๐๐๐ คดี แล้วก็มูลค่า เช็คเด้งปีนั้นที่ฟ้องกันประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านบาท เจ้าหน้าที่ได้รับเงิน ผมตีประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์จากข้อมูลเมื่อสักครู่ก็ประมาณ ๙๐๐ ล้านบาท แต่รัฐใช้งบประมาณ ๘๐๐ ล้านบาทในการติดตามคดี แล้วเจ้าหนี้เองก็ต้องใช้ ๒๐๐ ล้านบาทนะครับ ในการ ติดตามคดีเช่นกัน สรุปว่าเราใช้เงินประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะทวงเงินคือได้ ๙๐๐ ล้านบาทนะครับ นี่คือปัญหาของค่าใช้จ่ายที่ยังไม่มีใครพูดถึงนะครับ สไลด์ถัดไปเลย โอเคครับจบแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมก็มีข้อเสนอ ประเด็นที่จะเสนอก็มีอยู่ ๓ ประเด็น อย่างที่ได้กล่าวไว้ ข้อแรก ก็คือว่าอยากให้ พ.ร.บ. ของ ครม. มีผลบังคับใช้ ๑๘๐ วันหลังจาก ประกาศในพระราชกิจจา เนื่องจากว่าต้องให้ธุรกิจปรับตัวนิดหนึ่งแล้วก็มีข้อเสนอแนะ ต่อไปคือ ข้อที่ ๒ คืออยากจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกกฎเกณฑ์กำหนดให้กับธนาคาร พาณิชย์ใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดนิดหนึ่งนะครับ ในการอนุมัติการใช้เช็ค อย่างเช่น การ Check Credit Bureau หรืออะไรก็ตามเพื่อการออกเช็คคนที่มีอำนาจในการออกเช็คจะได้มีเครดิต ระดับ ๑ แล้วก็ ข้อ ๓ อาจจะมีปัญหาเรื่องการขายลดเช็คในอนาคต เนื่องจากว่าจะทำให้ ขายยากขึ้นเพราะความน่าเชื่อถือจะลดลงนะครับ ก็ขอให้คณะวิสามัญที่จะตั้งขึ้นมาหา มาตรการรองรับอันนี้ด้วยนะครับ ก็ขอขอบคุณมีเท่านี้ครับ