ร่มธรรม ขำนุรักษ์ หารือปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงถึงร้อยละ 62 ของจีดีพี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงหนี้ที่ยังไม่ถูกรายงาน โดยเฉพาะจากโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่อาจเพิ่มภาระหนี้และกระทบประชาชนในระยะยาว จึงเรียกร้องให้ทบทวนการใช้จ่าย ปรับปรุงการรายงานหนี้อย่างโปร่งใส วิเคราะห์ภาระดอกเบี้ย และเร่งดำเนินนโยบายการเงินที่ยั่งยืน พร้อมผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผม ขออภิปรายให้ความเห็นในวาระรับทราบรายงานผลการดำเนินงานตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๖ ท่านประธานครับ หนี้สาธารณะก็คือหนี้ที่รัฐบาลกู้ยืมมา เมื่อรายได้ ไม่เพียงพอกับรายจ่าย อาจจะใช้สำหรับการทำโครงการพัฒนาหรือเมื่อประเทศเกิดวิกฤติ รัฐบาลก็อาจจะกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือใช้จ่ายเงินส่วนต่าง ๆ และเมื่อเศรษฐกิจ เติบโตประชาชนก็มีรายได้สูงขึ้น รัฐบาลก็สามารถเก็บภาษีจากประชาชนได้เพิ่มขึ้นเพื่อ ชำระหนี้สินคืน แต่เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของรัฐมาจากการเก็บภาษีของประชาชนครับ หนี้สาธารณะจึงเป็นหนี้รัฐบาลที่รัฐบาลก่อ แต่เป็นหนี้ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ต้องจ่าย และเป็นหนี้ที่ลูกหลานจะต้องแบกรับ สำหรับประเทศไทยครับ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วครับ โดยในปี ๒๕๖๒ เรามีหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของ GDP และเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ได้มีการกู้เงินมา เพื่อช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แล้วก็ได้มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ จาก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของ GDP โดยที่ปัจจุบันในปี ๒๕๕๖ เรามี หนี้สาธารณะรวมอยู่ที่ประมาณ ๑๑ ล้านล้านบาท คิดเป็นราว ๖๒ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งหนี้สาธารณะก็รวมหนี้ของรัฐบาลกลาง หนี้รัฐวิสาหกิจ และหนี้สถาบันการเงินของรัฐ ที่รัฐค้ำประกัน อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน หนี้สาธารณะหรือการกู้ยืมเงินของรัฐบาล บางครั้งอาจมีความจำเป็น เหมือนธุรกิจครับ หรือผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องกู้มาเพื่อให้ ธุรกิจอยู่รอด หรือเพื่อขยายกิจการ ประเทศชาติก็เช่นเดียวกันครับ รัฐบาลอาจมีความ จำเป็นต้องใช้เงินมาใช้จ่ายเพื่อพัฒนาประเทศ ลงทุนในโครงการพัฒนาต่าง ๆ เพื่อกระตุ้น ให้เกิดการลงทุนนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้นและ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หากแต่การตัดสินใจของรัฐบาลก็ต้องมีความรอบคอบ เพราะการก่อ หนี้สาธารณะหรือกู้เงินมาเพื่อโครงการบางอย่าง อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศ รัฐบาลต้องคำนึงถึงการบริหารหนี้สาธารณะให้มีพื้นที่ทางการคลัง เพื่อรองรับความจำเป็น ในอนาคต หากเราเปรียบเทียบประเทศเหมือนธุรกิจหรือบริษัท การจะพิจารณาว่าบริษัท นั้น ๆ มีการดำเนินการดีหรือไม่ มีฐานะการเงินเป็นอย่างไร เราก็ต้องดูที่การเติบโตของ บริษัท รายได้ รายจ่าย ประกอบกับภาระหนี้สิน ประเทศหรือรัฐก็เช่นเดียวกันครับ การวิเคราะห์ฐานะทางการเงินก็ต้องดูหนี้สาธารณะที่บ่งชี้ว่ารัฐมีเงินกู้ที่เป็นภาระต้องจ่ายคืน เท่าไร ชำระคืนได้หรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถานะ การเงินของประเทศและต่อรัฐบาลเอง สำหรับในรายงานที่ได้จัดทำโดยสำนักงานบริหารหนี้ สาธารณะ กระทรวงการคลัง เล่มนี้ก็มีข้อมูลรายละเอียดของการกู้เงิน การก่อหนี้ใหม่ ผลของการบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงได้มีการประเมินผลของโครงการพัฒนาที่ดำเนินการ แล้วเสร็จ เช่น ข้อมูลการประเมินโครงการพัฒนาต่าง ๆ โครงการรับจำนำข้าว การประเมิน แผนงาน หรือโครงการภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ และได้มีการให้ข้อมูลบทเรียน ทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น ข้อดี ข้อเสีย และข้อเสนอแนะ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ผมคิดว่าควรประเมินให้ตรงไปตรงมามากกว่านี้ครับ เช่นโครงการ รับจำนำข้าว เพราะในข้อจริงก็เกิดผลกระทบหลายประการ และมีการทุจริต ๆ เกิดขึ้น เป็นต้น และเมื่อดูตัวเลขการกู้เงินรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่การลงทุนครับ แสดงว่าเป็นการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องหรือขาดทุน รายงานนี้ครับ ควรแจกแจงปัญหาการก่อหนี้ของรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของ รัฐวิสาหกิจ อย่างเช่นปัญหาที่หมักหมมของ ขสมก. ที่มีหนี้กว่าแสนล้านบาท นอกจากนี้ รายงานหนี้สาธารณะยังขาดสาระสำคัญ คืออัตราดอกเบี้ยของการออกตราสารหนี้ใหม่ โดยเฉพาะในยามที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในภาวะขาขึ้น เช่นในปี ๒๕๖๖ ครับ รายงานนี้ควร ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต อีกทั้งในอนาคตผมคิดว่ารายงาน ควรจะมีการเพิ่มเติมการวิเคราะห์ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อแผนการบริหารหนี้ สาธารณะต่อรัฐบาลเพื่อให้พิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย โดยนอกจากนี้ครับ ผมมีข้อกังวล และข้อเสนอแนะถึงหนี้สาธารณะที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญเพิ่มเติม ดังนี้ครับ
๑. รัฐต้องวางแผนการใช้เงินและการกู้เงินอย่างรอบคอบ โดยการใช้เงิน และการกู้เงินควรคำนึงถึงภาระการคลังของประเทศ และควรลงทุนในโครงการที่เกิด ประโยชน์อย่างแท้จริง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้าน โครงสร้างพื้นฐาน มาตรการช่วยเหลือเยียวยา การพัฒนาคนและการพัฒนาเทคโนโลยี สำหรับโครงการที่พี่น้องประชาชนให้ความกังวลในขณะนี้ คือโครงการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ที่อาจจะมีการกู้เงินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งหลายภาคส่วนมีความกังวล ทั้งในเรื่องเงื่อนไขการใช้พื้นที่ไม่ครอบคลุม ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นและมีความกังวล มีคำถามถึงความจำเป็น และคำถามว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ โดยล่าสุด ธนาคารโลกก็ออกมาชี้ว่าหนี้สาธารณะอาจจะเพิ่มสูงขึ้นจาก ๖๒ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เป็น ๖๕-๖๖ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งแม้ว่าโครงการนี้อาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่จะสร้างภาระผูกพันให้ภาครัฐในระยะยาวครับ ซึ่งรัฐบาลควรพิจารณาทบทวนโครงการนี้ ตามคำแนะนำของหลายภาคส่วน เพราะเงินที่จะกู้มานี้สามารถนำไปพัฒนาประเทศให้เกิด ประโยชน์ได้อีกมากมายครับ
๒. รัฐต้องมีแผนการบริหารหนี้สาธารณะอย่างครอบคลุม ที่ครอบคลุม หนี้สาธารณะที่แท้จริงนะครับ โดยนอกจากตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยที่เราได้เห็นแล้ว ยังมีนี้ส่วนอื่น ๆ ที่ถูกซ่อนไว้และยังไม่ได้ถูกรายงานอีกด้วยใช่หรือไม่ อันนี้เป็นคำถามนะครับ เช่น หนี้การกู้ยืมของรัฐบาลกลางจากหน่วยงานของรัฐ อย่างกรณีที่ให้หน่วยงานของรัฐ ออกเงินทำนโยบายรัฐไปก่อนแล้วรัฐผ่อนจ่ายทีหลัง หนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหนี้ BTS หนี้กองทุนประกันสังคม หรือเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ซึ่งรัฐยังค้างจ่าย หนี้จากหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ที่ขาดทุนสะสมต่อเนื่อง และหากล้มละลายรัฐก็ต้องเข้าไปอุ้ม ซึ่งอาจจะกลายเป็นรายจ่ายที่ส่งผลถึงประชาชน นอกจากนี้ครับ ในอนาคตอาจจะยังมีหนี้ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากมาตรการเงินดิจิทัล ซึ่งอาจหมายความว่าคนไทยไม่ได้แบกเพียง หนี้สาธารณะ ๑๑ ล้านล้านบาท ที่คิดเป็น ๖๒ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เท่านั้นครับ ขออนุญาต เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน แต่ยังมีหนี้ที่ยังไม่นับรวมอีกเป็นราว ๑.๖ ล้านล้านบาท และยังเสี่ยงที่จะมีหนี้เพิ่มอีก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยหากนับรวมหนี้เหล่านี้ครับ มีการ ประเมินว่าหนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งจะทะลุเพดานหนี้ ของไทยที่เพิ่งได้ขยายตัวไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ภาระเงินหนี้สินที่ไม่ได้ถูกนับ ในหนี้สาธารณะเหล่านี้เป็นภาระต่อการคลังของประเทศที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกัน รับผิดชอบ โดยรัฐจะต้องคำนวณและคำนึงถึงหนี้เหล่านี้ด้วยนะครับ และต้องมีความโปร่งใส ในหนี้ของรัฐที่ก่อด้วย และควรจะมีการวางแผนระยะยาวถึงระยะกลางในการบริหาร ภาระทางการคลังอย่างเหมาะสม โดยควรจะมีการศึกษาและวิจัยเพื่อหาระดับหนี้ที่เหมาะสม ภายใต้บริบทเศรษฐกิจ
๓. ข้อสุดท้ายครับ รัฐจะต้องเร่งเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายของภาครัฐ พร้อมกับลดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ โดยรัฐ จะต้องคำนึงถึงหลาย ๆ มาตรการครับ เช่น การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้มีการแข่งขัน มากขึ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจ Burn การค้าระหว่างประเทศ การลงทุนและการท่องเที่ยว การปรับโครงสร้างพลังงานค่ารถไฟฟ้า ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิง Fossil การลงทุนในมนุษย์ การพัฒนาแรงงาน ดูแลภาคสังคม ดูแลสิ่งแวดล้อม เพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีเป็นต้นครับ ท่านประธานครับ ปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงและการขาดวินัยทางการคลังอาจส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งปัญหาในเรื่องการชำระหนี้ ความเชื่อมั่นของประเทศ ขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายทางการคลังที่ลดลงนะครับ เพราะการกู้เงินที่ไม่มีประสิทธิภาพ และหนี้สาธารณะที่มากเกินไปอาจทำให้คนรุ่นหลัง ต้องมาคอยแบกรับ และนอกจากหนี้สาธารณะนะครับ ก็มีหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบของ พี่น้องประชาชน และหนี้เอกชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงและรัฐบาลก็ต้องให้ความสำคัญ ในการแก้ไขและการบริหารจัดการให้กับประชาชนไปพร้อม ๆ กันครับ เพราะล้วน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจครับ
สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน หากมีคำกล่าวว่าหนี้สาธารณะคือระเบิดเวลาของ เศรษฐกิจไทย ผมก็ขอภาวนาและวิงวอนอย่าให้รัฐบาลนี้เป็นคนกดปุ่มระเบิดเลยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน