สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล อภิปรายรับทราบรายงานการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก. กู้เงินแก้ปัญหาโควิด โดยครอบคลุมการจัดการการระบาด เยียวยาประชาชน และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดึงบทเรียนในการบริหารวิกฤตในอนาคต พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการใช้งบประมาณ ระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการจัดหาวัคซีนและเวชภัณฑ์ รวมถึงการจ่ายเบี้ยเสี่ยงภัยที่ค้างอยู่สำหรับบุคลากรกว่า 50,000 คน และการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กกว่า 150,000 คนจากผลกระทบโควิด พร้อมชี้ถึงความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแม้ใช้งบสูง และเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง พัฒนาฐานข้อมูลประชากรที่ทันสมัย และยกระดับธรรมาภิบาลการใช้งบประมาณอย่างเป็นยุทธศาสตร์เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายเพื่อรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมาตรา ๘ แห่ง พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ผมคิดว่าการสรุป บทเรียนเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศในแง่การบริหารงบประมาณขนาดใหญ่ การบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติในอนาคต รวมถึงเร่งจัดการแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคาอยู่ จากสถานการณ์โควิด การกู้เงินตามพระราชกำหนดนี้แบ่งออกเป็น ๓ แผนครับท่านประธาน แผนงานเพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิด แผนงานเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ผมขออภิปราย ๓ แผนในรายละเอียด ดังต่อไปนี้
ในส่วนแผนงานที่ ๑ การแก้ไขปัญหาการระบาด ซึ่งจากรายงานฉบับนี้ ให้ Grade A หลัก ๆ งบในส่วนนี้ต้องเรียนว่าเป็นงบสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ งบจัดหาวัคซีน งบสนับสนุนการรักษาพยาบาลครับ ปัญหาที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตมีอยู่ ๒-๓ ประการ ประการแรก เราพบว่าในการใช้งบบางส่วนนี้ไม่เหมาะกับสถานการณ์ ในขณะนั้นครับ เช่นในงบปรับปรุงสถานพยาบาลเพื่อรองรับการระบาดของโควิด พบว่า มีการใช้งบบางส่วนเพื่อก่อสร้างอาคาร ท่านประธานก็จะเห็นว่าการก่อสร้างอาคาร ต้องเสียเวลาทั้งออกแบบ ทั้งก่อสร้าง สุดท้ายกว่าจะก่อสร้างอาคารเสร็จก็ไม่ทันใช้ ในสถานการณ์ฉุกเฉินขณะนั้น หรือการจัดซื้อจัดจ้างวัคซีนและเวชภัณฑ์ที่พบว่าล่าช้า สาเหตุสำคัญเนื่องจากพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ไม่อนุญาตให้จัดซื้อ ในสินค้าที่ยังไม่มี ไม่อนุญาตให้ซื้อในสินค้าที่ยังไม่รับรองผล หรือไม่สามารถซื้อสินค้า ที่ไม่สามารถระบุวันส่งมอบได้ ซึ่งเราผ่านประสบการณ์โควิดมาด้วยกัน เราก็พบว่า ไม่รองรับสำหรับการจัดซื้อวัคซีน ถึงแม้สุดท้ายกรมบัญชีกลาง สตง. ป.ป.ช. และกฤษฎีกา จะออกแนวปฏิบัติเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในขณะนั้นให้หน่วยงานสามารถจัดซื้อจัดหาวัคซีน และเวชภัณฑ์ได้ยืดหยุ่นขึ้น แต่ผมคิดว่านี่คือบทเรียนสำคัญที่เราต้องแก้ไขต่อไป
ในส่วนข้อสรุปจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือ TDRI ได้สรุป บทเรียนในการรับมือโรคภัยพิบัติในอนาคตที่น่าสนใจว่าในแง่การจัดหาวัคซีน นอกจากติด กฎระเบียบที่ไม่เหมาะสม ความล่าช้าของระบบราชการยังเกิดจากการจองและจัดซื้อวัคซีน ที่ล่าช้า หรืออาจมีปริมาณน้อยเกินไป ตลอดจนจำกัดประเภทวัคซีนมากไป ซึ่งเป็นประเด็น สำคัญต่อการควบคุมการระบาด และนี่คือบทเรียนที่เราควรถอดไว้สำหรับการรับมือ โรคระบาดในครั้งหน้าครับ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากพูดในส่วนแผนงาน A คือเบี้ยเสี่ยงภัยโควิดครับ หลายท่านถ้าอ่านแบบประเมินชุดนี้จะพบว่าแบบประเมินบอกว่าจ่ายครบหมดแล้ว แต่ต้องเรียนว่าพี่น้องประชาชนอาจตกใจนะครับ เพราะว่ายังมีพี่น้องจำนวนมาก บุคลากร ทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่วันนี้ยังไม่ได้รับเงิน เบี้ยเสี่ยงภัย จากข้อมูลที่รวบรวมโดยเพื่อน สส. พรรคก้าวไกลของผม คุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ที่ติดตามเรื่องนี้ พบว่าบุคลากรนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขปัจจุบันมากกว่า ๕๐,๐๐๐ คนยังไม่ได้รับการเบิกจ่ายเบี้ยเสี่ยงภัยโควิด อันนี้ก็อยากฝากรัฐบาลให้ติดตาม และเร่งรัด
ในส่วนแผนงานที่ ๒ คือแผนงานเยียวยาซึ่งได้ Grade A เช่นกันนะครับ ประเด็นนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้งบเพื่อป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อย่างที่ทุกท่านทราบครับ วิกฤติโควิดทำให้เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ หลายท่านอาจจะ ไม่ทราบนะครับ เด็กที่วันนั้นไปโรงเรียนไม่ได้จากสถานการณ์โควิด วันนี้ยังไม่ได้กลับไป โรงเรียนเลย จากตัวเลขล่าสุดในปี ๒๕๖๖ หรือปีการศึกษานี้เราพบว่ามีเด็กมากกว่า ๑๕๐,๐๐๐ คนที่ยังหลุดจากระบบการศึกษา เรื่องนี้อยากฝากไปยังรัฐบาลและ กระทรวงศึกษาธิการให้เร่งแก้ไขครับ
ในส่วนแผนงานสุดท้าย คือแผนงานที่ ๓ แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็น เที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง หรืองบที่เพิ่มให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงงบ พัฒนาถนนหนทาง แหล่งน้ำต่าง ๆ จุดมุ่งหมายของแผนนี้เพื่อรักษาการจ้างงานและกระตุ้น การลงทุน การบริโภค แผนนี้คณะกรรมการให้ Grade B ผมคิดว่าประเด็นนี้ผมอยาก ตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ครับ ประเทศไทยเราใช้เงินเยอะมากเพื่อต่อสู้กับวิกฤติโควิด แต่ถ้า ท่านประธาน และเพื่อน สส. ดูภาพที่ผมนำมาโชว์นะครับ เราพบว่าประเทศไทยใช้เงินเยอะ จริง ๆ ในการต่อสู้กับโควิด อันนี้รวบรวมโดยศูนย์ความสามารถทางการแข่งขัน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมาดูผลว่าเป็นอย่างไร ถ้าไม่นับเมียนมา ที่ประสบปัญหาทางการเมืองในอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจถดถอย เราพบว่าประเทศไทย การถดถอยทางเศรษฐกิจลึกกว่าใครและฟื้นตัวช้ากว่าเพื่อน นี่อาจจะสะท้อนถึงประสิทธิภาพ ของการใช้งบฟื้นฟูและเยียวยาแก้ไขปัญหาในช่วงโควิดที่ผ่านมาครับ สิ่งนี้ต้องให้เครดิต รายงานฉบับนี้นะครับ รายงานฉบับนี้สรุปว่าในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินงาน บางส่วนขาดการวางแผนภาพรวม ขาดการบูรณาการ ทั้งส่วนใหญ่ยังเป็นโครงการขนาดเล็ก มีงบประมาณต่อโครงการไม่มาก ทำให้ไม่อาจส่งผลต่อการพัฒนาฟื้นฟูประเทศในภาพใหญ่ เท่าที่ควร ผมคิดว่านี่คือบทเรียนสำคัญในการใช้งบประมาณขนาดใหญ่ในอนาคตครับ ท่านประธานครับสุดท้ายก่อนผมจบอภิปราย ผมเห็นว่าเราสามารถสรุปบทเรียนสำคัญ จากพระราชกำหนดกู้เงินฉบับนี้ โดยมีข้อเสนอแนะที่อยากฝากไปถึงรัฐบาล ๓ ประการครับ
ประการที่ ๑ ผมคิดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุง ระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในสถานการณ์เร่งด่วน มีความสะดวกและประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นที่ ๒ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาฐานข้อมูลประชากร ให้ครบถ้วนกว่านี้ เพื่อให้การช่วยเหลือผ่านนโยบายต่าง ๆ ของรัฐตรงเป้า ไม่เหวี่ยงแห ลดโอกาสการตกหล่นของบุคคลที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ ในข้อนี้ผมต้อง ให้เครดิตรายงานอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมประทับใจมาก รายงานระบุไว้อย่างนี้เลยครับว่า ในประเด็นการช่วยเหลือนักเรียน ฐานข้อมูลในระบบไม่พร้อมใช้งาน ไม่ทันสมัย ใช้งานจริง ไม่ได้ครับ นี่คือปัญหาที่ทำให้เด็กเราตกหล่น ต้องฝากถึงรัฐบาล รัฐบาลต้องให้หน่วยงานของรัฐ เร่งทำธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐตามประกาศคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้ ในอนาคตข้างหน้าการใช้ข้อมูลของรัฐมีประสิทธิภาพช่วยเหลือประชาชนได้ดีกว่านี้
ประการสุดท้าย การใช้งบประมาณขนาดใหญ่จำเป็นที่รัฐต้องมีการวางแผน ในเชิงยุทธศาสตร์ว่าประเทศควรได้อะไรจากงบนี้ การไม่วางแผนในภาพรวม กระจายเป็น โครงการเล็กโครงการน้อย ประเทศได้ประโยชน์ต่ำ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อย ทั้งหมดนี้คือการเสียโอกาสทางงบประมาณ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญกับรัฐบาลและพวกเรา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณครับ