วรายุทธ ทองสุข หารือแนวทางแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกพื้นที่เกษตรและชุมชน โดยเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางอย่างยั่งยืน ทบทวนประสิทธิภาพคูกันช้างและออกแบบใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเตือนภัยผ่านมือถือและหอกระจายเสียง รวมถึงเรียกร้องให้รัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจนในการดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเป็นระบบและทันท่วงที
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายวรายุทธ ทองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี พรรคก้าวไกล เขต ๑ วันนี้ ผมจะขอร่วมอภิปรายสนับสนุน ญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ติดตามผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาช้างป่า และศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาช้างป่า อย่างยั่งยืนตามที่เพื่อน ๆ สมาชิกร่วมกันเสนอเข้ามาถึง ๓ ญัตติ ท่านประธานครับ พอเรา จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาช้างป่าในครั้งนี้ ก็มี พี่น้องประชาชนถามผมทุกครั้งที่ลงพื้นที่นะครับว่า ๓ ปีก่อนสภาผู้แทนราษฎรของเราก็เคย ศึกษาประเด็นนี้ไปแล้ว จะศึกษาให้ซ้ำซ้อนอีกทำไม บ้างก็ว่าท่านผู้แทนจะประวิงเวลา อีกหรือเปล่า ทำไมถึงช้านัก พอฟังแล้วก็รู้ครับว่าประชาชนเขาตั้งความหวังครับ ท่านประธาน เขาติดตามดูพวกเราอยู่ ดังนั้นการตั้งกรรมาธิการช้างป่าในครั้งนี้ เราจำเป็น จะต้องต่อยอดจากครั้งที่แล้ว รวมทั้งขยายขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้ เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ตัวผมเองในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พี่น้องในพื้นที่ประสบปัญหาช้างป่าเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิก สส. ภาคตะวันออกของพรรคก้าวไกล มีข้อเสนอเบื้องต้นเพื่อให้คณะกรรมาธิการชุดช้างป่า ชุดใหม่นี้นำไปเพื่อพิจารณา
๑. การสร้างเครื่องกีดขวางหรือ Barrier หรือคูกันช้าง ซึ่งเดิมมีข้อเสนอให้ สร้างรอบพื้นที่ป่า ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากมาย ผมจึงอยากเสนอว่า ในการศึกษา ครั้งต่อไป เราจำเป็นจะต้องศึกษารายละเอียดว่า คูกันช้างที่เคยดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ประสบความสำเร็จในการกั้นช้างมากน้อยเพียงใด ผมเคยลงไปในหลายพื้นที่ก็พบว่า คูหลายแห่งพังทลายลงจากการกัดเซาะของน้ำ หรือบ้างก็ถูกช้างป่าทำลายครับท่านประธาน ซึ่งนั่นแปลว่าท้ายที่สุดแล้ว มันไม่สามารถป้องกันช้างได้เลย หรือถ้าจำเป็นจะต้องสร้าง อาจจะต้องมาดูกันว่าในแต่ละพื้นที่ ควรจะใช้คูกันช้างแบบใดที่เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ ของพื้นที่นั้น ๆ
๒. การนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบเตือนภัยช้างป่า ผมคิดว่า ในปัจจุบันโลก เรามีเทคโนโลยีและศักยภาพมากมายจากการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เราอาจจะต้องเชิญ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเทคโนโลยีและ นวัตกรรมมาช่วยกันออกแบบระบบเตือนภัย ในกรณีที่ช้างป่าบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ทำมาหากิน ของพี่น้องประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมรับมือล่วงหน้าครับ เช่น ถ้าพี่น้องประชาชน กำลังกรีดยางอยู่ แล้วมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือหอกระจายเสียงว่า ตอนนี้ช้างอยู่จุดไหนแล้ว ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนได้เตรียมหลบภัยได้ทันท่วงที อย่างน้อย ก็น่าจะลดความเสียหายจากชีวิตได้ครับท่านประธาน ขณะเดียวกันนี่ก็อาจจะเป็นการพลิก วิกฤติให้เป็นโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยได้ เพราะถ้าจะเอาเทคโนโลยี เข้ามา รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องวางโครงสร้างพื้นฐานเช่น ไฟฟ้า สัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือ โทรศัพท์ให้มีความพร้อม และความเสถียร ซึ่งเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ที่มีความมั่นคงในชีวิต และสามารถต่อยอดโอกาสให้กับตัวเองได้มากยิ่งขึ้น
๓. ต้องศึกษาเรียนรู้การแก้ไขปัญหาจากต่างประเทศ เพราะปัญหาช้างป่า ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยเท่านั้นนะครับ ในต่างประเทศ เช่น ประเทศในแถบแอฟริกา หรือประเทศอินเดียก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน ที่ประเทศอินเดียมีนักศึกษาวิศวกรรม เขาคิดค้นอุปกรณ์ขยายเสียงขนาดเบาไปติดตั้งกับ Drone เพื่อใช้เปิดเสียงผึ้ง เสียงสิงโต เพื่อทำให้ช้างกลัว ไม่กล้าเข้าไปทำลายพืชผลทาง การเกษตร หรือเข้ามาในเขตชุมชนของพี่น้องประชาชน ผมไม่แน่ใจครับว่าสุดท้ายเรื่องนี้ จะประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ควรจะต้องศึกษาเอาไว้ด้วยครับ ท่านประธาน หรือที่ทวีปแอฟริกา ประเทศซิมบับเวและประเทศบอตสวานา มีการอนุญาต ให้เปิดล่าช้าง เพื่อลดปัญหาช้างป่าบุกรุกทำลายพื้นที่เกษตรกรรมและทำร้ายประชาชน เสียชีวิต ผมไม่ได้บอกหรือว่าไม่ได้สนับสนุนให้ประเทศไทยเรามีการล่าช้างนะครับ ช้างในบริบทของประเทศไทยไม่เหมือนที่อื่น แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เคยเกิดบนโลกใบนี้ และถ้าเราจะ ทำรายงานนี้ให้สมบูรณ์ ก็จำเป็นจะต้องศึกษาผลกระทบที่เกิดจากนโยบายที่ประเทศเหล่านี้ ได้นำไปใช้กัน
ท่านประธานครับ สุดท้ายครับเรื่องที่สำคัญที่สุดส่งผลกระทบต่อจิตใจของ พี่น้องประชาชนในพื้นที่รอยต่อตะวันออก คือใครจะต้องรับผิดชอบกับการแก้ไขปัญหา ช้างป่า ปัญหาช้างป่าส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในหลายจังหวัด และปัญหาก็กระทบ ต่อประชาชนในหลายมิติ ตั้งแต่การดูแลช้างให้อยู่ในป่า การป้องกันไม่ให้ช้างเข้ามาบุกรุก พื้นที่ของประชาชน การควบคุมประชากรช้าง การเยียวยาความเสียหายจากชีวิตและ ทรัพย์สิน การสร้างระบบเตือนภัย การสำรวจและเก็บข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้น ท่านประธานครับ ความเดือดร้อน อัดอั้น เจ็บปวดหัวใจที่เรื้อรังมานานของพี่น้องประชาชน การพยายามแก้ไข แต่ยังไม่คืบหน้าสักที อย่าให้พี่น้องประชาชนต้องร่วมกันสู้ครับ ร่วมกันเผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยว อีกต่อไปเลยครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ