อนิรุทธ์ ชี้ กสม. ใช้จ่ายต่ำ-กันเงินเหลื่อมปี ห่วงเบิกจ่ายล่าช้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๗

อนิรุทธ์ สิงหศิริ รายงานผลการตรวจสอบการเงินและพัสดุของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยระบุว่าการดำเนินงานทางการเงินเป็นไปตามมาตรฐาน แต่พบข้อสังเกตเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าแผน การกันเงินเหลื่อมปีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีเงินบำเหน็จคงเหลือโดยไม่ได้ใช้จริง พร้อมเสนอให้จัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความจำเป็นและศักยภาพของหน่วยงาน โดยพิจารณาผลการใช้จ่ายในอดีตเป็นฐานสำคัญ ทั้งยังชี้ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในไตรมาสสุดท้ายที่มีความเสี่ยงต่อการไม่ทันเวลา และการยกเลิกหรือล่าช้าของโครงการต่าง ๆ จากข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ จึงเสนอให้มีการจัดทำแผนจัดซื้อจัดจ้างประจำปีอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการกำกับติดตามการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ และปฏิบัติตามแนวทางของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเคร่งครัด

นายอนิรุทธ์ สิงหศิริ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

กราบเรียน ท่านประธาน และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ สำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินได้ทำการตรวจสอบรายงาน และประเมินการใช้จ่ายทรัพย์สิน สำหรับ ปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๘ วรรคสอง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจสอบ การเงินและพัสดุ บริหารพัสดุที่ ๑๘ ได้ตรวจสอบรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ และตรวจสอบการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน สำหรับ ปีเดียวกัน ของสำนักงาน กสม. แล้วเสร็จ จึงต้องรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อรัฐสภา ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ซึ่งผลการตรวจสอบรายงานการเงินดังกล่าว แสดงฐานะ การเงินของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ และผลการดำเนินการสำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกัน มีความถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ ตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ และนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยแสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งจากการตรวจสอบกรณีดังกล่าวข้างต้น ได้พบ ข้อสังเกตบางประการ ซึ่งจะได้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาตินะครับ มีอยู่ประมาณ ๒ ข้อสังเกต ก็คือเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ สำหรับโครงการยุทธศาสตร์ ตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ มีการ เบิกจ่ายได้ร้อยละ ๔๘.๗๒ ซึ่งไม่เป็นไปตามแผนงบประมาณที่วางไว้ และมีการกันเงินไว้เบิก เหลื่อมปี จำนวน ๑๙.๔๒ ล้านบาท เนื่องจากต้องดำเนินการและใช้จ่ายงบประมาณของ ปีก่อน ซึ่งกันไว้เบิกเหลื่อมปีจำนวน ๒๑.๘๘ ล้านบาท ทำให้การบริหารงบประมาณประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ล่าช้า ส่งผลให้เมื่อสิ้นปีงบประมาณต้องมีการกันเงินไปเบิกจ่าย ในปีถัดไปอย่างต่อเนื่องทุกปี

ข้อสังเกตประการที่ ๒ แผนงานบุคลากรภาครัฐ มีเงินบำเหน็จตอบแทน กสม. จำนวน ๑.๑๓ ล้านบาท คงเหลือทั้งจำนวน เนื่องจากในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ไม่มี กสม. พ้นจากตำแหน่ง และในงวดปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ไม่ได้รับจัดสรร งบประมาณสำหรับเงินบำเหน็จดังกล่าวนี้แล้ว สำหรับข้อเสนอแนะในการใช้จ่ายเงินและ ทรัพย์สินของสำนักงาน กสม. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้นำเสนอข้อเสนอแนะดังนี้ ในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี ควรจัดลำดับความสำคัญและสอดคล้องกับ เหตุผลความจำเป็น พร้อมทั้งประมาณการค่าใช้จ่ายของโครงการ กิจกรรมที่ต้องการ ดำเนินการตามความจำเป็นและเหมาะสมกับ ประการที่ ๒ ควรควบคุมกำกับดูแล เร่งรัด การดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี และในการวางแผนงบประมาณประจำปี ให้พิจารณาถึงศักยภาพของการดำเนินงานของ หน่วยงานด้วย และการกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีของปีก่อนที่จะต้องดำเนินการต่อ รวมถึง ให้พิจารณาผลการใช้จ่ายงบประมาณจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาเป็นเกณฑ์ประกอบ การพิจารณาถึงศักยภาพและความสามารถในการใช้จ่ายเงิน

สำหรับด้านการประเมินการจัดการทรัพย์สินจะมีรายละเอียดปรากฏอยู่ใน รายงาน อยู่ในตารางข้อมูลที่ทาง สตง. ได้ทำรายงานนำเสนอสภาไปแล้วนะครับ สำหรับ กรณีนี้จะมีข้อสังเกตอยู่บางประการก็คือว่า การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในไตรมาสที่ ๔ สูงเป็นอันดับ ๒ รองจากไตรมาสที่ ๑ ถึงแม้ผลการใช้จ่ายงบประมาณจะเกิดขึ้นแล้ว แต่การ ดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลมีความเสี่ยงที่อาจไม่สามารถดำเนินการจัดหาทรัพย์สิน หรือบริหาร สัญญาให้สัมฤทธิ์ผลได้ทันในปีงบประมาณ ในประเด็นนี้ก็มีข้อเสนอแนะว่า ควรกำหนด มาตรการให้สำนักงานต่าง ๆ ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณแจ้งรายการความต้องการครุภัณฑ์ หรืออื่น ๆ ที่ต้องการการจัดซื้อจัดจ้างให้กลุ่มงานพัสดุรวบรวมและจัดทำแผนการจัดซื้อจัด จ้างประจำปีอย่างครบถ้วนตามกำหนดเวลา ความต้องการใช้งาน และจัดให้มีการควบคุมให้ มีการปฏิบัติตามแผนที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่าย งบประมาณเป็นไปตามแผนที่กำหนด ประกอบกับมีแนวทางการปฏิบัติ การเตรียมการจัดซื้อ จัดจ้างของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งอันนี้ทางคณะกรรมการบริหารในเรื่องการจัดการพัสดุก็ควรจะดำเนินการตามหนังสือด่วน ที่สุดของ กค (วจ ๐๔๐๕.๒/ว ๓๗๑) ลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ด้วยนะครับ

สำหรับการประเมินบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติประจำปี มีงบประมาณ สำหรับการดำเนินการโครงการ จำนวน ๔๐ โครงการ เป็นเงินจำนวน ๓๘ ล้านบาทครับ ระหว่างปีงบประมาณมีการปรับแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยบรรจุ โครงการเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ จำนวน ๑๓ โครงการ ยุบรวมโครงการ จำนวน ๑ โครงการ และยกเลิกโครงการ จำนวน ๓ โครงการ ส่งผลให้มีแผนงานโครงการเชิงยุทธศาสตร์ หลังปรับแผน จำนวน ๔๙ โครงการ มีงบประมาณเพิ่มเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๔๐.๘๙ ล้านบาท ซึ่งมีผลปฏิบัติการตามรายละเอียดที่ปรากฏในรายงานการทดสอบที่อยู่ในมือท่านแล้ว นะครับ สำหรับกรณีนี้ก็มีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการประเมินการใช้จ่ายเงินและ ทรัพย์สิน

ข้อสังเกตประการที่ ๑ มีการยกเลิกโครงการ จำนวน ๒ โครงการ ประกอบด้วย ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ ประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่ และโครงการปรับปรุง ห้องประชุมสำนักงาน กสม. โดยโครงการดังกล่าววางแผนดำเนินการในไตรมาสที่ ๓ และ ไตรมาสที่ ๔ ซึ่งขณะนั้นสำนักงาน กสม. มีโครงการ งานที่จำเป็นจะต้องใช้งบประมาณ จึงได้ปรับแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ และได้ยกเลิกทั้ง ๒ โครงการ นำงบประมาณมาจัดสรรให้กับโครงการที่มีความจำเป็นและมีแผนการดำเนินงานก่อน

ข้อสังเกตประการที่ ๒ โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาองค์กร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ เลื่อนไปดำเนินการในปีถัดไป แต่ตามแผนปฏิบัติการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ กสม. ไม่มีมติบรรจุโครงการดังกล่าวไว้ในแผน เนื่องจาก งบประมาณไม่เพียงพอ จึงพิจารณาอนุมัติแผนโครงการโดยคำนึงถึงความสำคัญจำเป็น เร่งด่วนก่อน

ข้อสังเกตประการที่ ๓ โครงการวิจัย จำนวน ๓ โครงการ ที่ได้รับเงินอุดหนุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม รวมเป็นเงิน ๑ ล้านบาท มีเงินคงเหลือทั้งจำนวน เนื่องจากจำนวนบุคลากรและภาระงานของผู้รับผิดชอบงานวิจัยของ สำนักงาน กสม. ไม่สอดคล้องกัน โดยมีบุคลากรปฏิบัติงานเพียง ๒ คน ซึ่งต้องดำเนิน โครงการวิจัยของปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ด้วย จึงทำให้โครงการวิจัยของปีงบประมาณ ๒๕๖๕ เป็นเพียงขั้นตอนการเตรียมการเท่านั้น

ข้อสังเกตประการที่ ๔ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศและฐานข้อมูล ด้านสิทธิมนุษยชนมีความล่าช้ากว่าเป้าหมายที่กำหนด

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ได้เสนอข้อเสนอแนะไว้ในรายงาน สรุปได้ ดังนี้นะครับ

๑. สำนักงาน กสม. ควรควบคุมกำกับดูแลเร่งรัดการดำเนินโครงการเชิง ยุทธศาสตร์ให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีที่กำหนดไว้

๒. การวางแผนงบประมาณประจำปีให้พิจารณาถึงศักยภาพการดำเนินงาน ความสำคัญ จำเป็นเร่งด่วนของสำนักงาน กสม. และเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของงวดปีที่ ต้องการดำเนินการต่อ รวมถึงกรณีการจ้างดำเนินโครงการ ควรกำหนดมาตรการให้ สำนักงานต่าง ๆ แจ้งรายการที่ต้องการจัดซื้อจัดจ้างให้กลุ่มงานพัสดุรวบรวม และจัดทำ แผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีตามกำหนดเวลาความต้องการในการใช้งาน และจัดให้มีการ ควบคุมให้มีการปฏิบัติตามแผนที่กำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการพิจารณาผลการใช้จ่าย งบประมาณ จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาเป็นหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาถึงศักยภาพ และความสามารถในการดำเนินโครงการด้วย

การประเมินผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมายผลิตผลและตัวชี้วัดของเงิน งบประมาณที่ได้รับจัดสรร ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ ซึ่งในรายละเอียดอะไรต่าง ๆ ก็มี ข้อสังเกตปรากฏไว้ในรายงานแล้ว ขอบพระคุณมากครับ