เกรียงไกร พานดอกไม้ ชี้แจงผลการตรวจสอบรายงานการเงินและการใช้จ่ายของสำนักงาน กกต. โดยเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2565 ที่มีเงินเหลือจ่ายสูงในหลายส่วน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งท้องถิ่นและโครงการตามแผนปฏิบัติการ ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น สถานการณ์โควิด-19 การลดลงของคำร้องการเลือกตั้ง และความล่าช้าในการดำเนินโครงการ พร้อมเสนอให้ กกต. ทบทวนการติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง รายงานผลรายไตรมาส และปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้าถึง 33 รายการ โดยเน้นการวางแผนที่สอดคล้องกับขีดความสามารถจริงและการติดตามประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย
กราบขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๕ วรรคสอง ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้สอบบัญชีของสำนักงาน กกต. โดยให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและเงินทุนทุกประเภทของสำนักงาน รวมทั้งประเมินผล การใช้จ่ายและทรัพย์สินของสำนักงาน โดยแสดงให้เห็นด้วยว่าการใช้จ่ายเงินดังกล่าว เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด ได้ผลตามเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ และความคุ้มค่าเพียงใด และให้รายงานเสนอผลการตรวจสอบบัญชีต่อรัฐสภาและ คณะรัฐมนตรีโดยไม่ชักช้า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินโดยสำนักตรวจสอบการเงินและ บริการพัสดุที่ ๑๘ ได้ตรวจสอบรายงานการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ และตรวจสอบการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ ของสำนักงาน กกต. แล้วเสร็จ จึงขอชี้แจงแถลงผลการตรวจสอบดังต่อไปนี้นะครับ
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่ารายงานการเงินข้างต้นแสดงฐานะ การเงินของสำนักงาน กกต. ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ และผลการดำเนินงานสำหรับปี สิ้นสุดวันเดียวกัน มีความถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญและมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ และนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด แล้วก็แสดงความเห็นอย่างไม่มี เงื่อนไข สำหรับทรัพย์สินอะไรต่าง ๆ ทรัพย์สิน หนี้สิน รายละเอียดแสดงฐานะทางการเงิน ได้ปรากฏรายละเอียดอยู่ในรายงานแล้ว ก็หวังว่าท่านสมาชิกคงได้เห็นแล้วนะครับ ทีนี้ ในส่วนการประเมินผลการใช้จ่ายและทรัพย์สินมีหัวข้อประเมินอยู่ ๔ ด้าน คือการประเมินผล การใช้จ่ายเงิน ๒. การประเมินผลการจัดการทรัพย์สิน ๓. การประเมินผลการบริหาร โครงการตามแผนการปฏิบัติประจำปี ๔. การประเมินผลการปฏิบัติงานตามเป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์และตัวชี้วัดของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร อันนี้ผมจะขออนุญาตไปถึงข้อสังเกต นะครับ ข้อสังเกตจากการตรวจสอบรายงานผลการประเมินค่าใช้จ่ายและทรัพย์สินของ กกต. มีข้อสังเกตอยู่บางประการ
ประการที่ ๑ การใช้จ่ายเงินตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีเงินเหลือจ่ายเป็นจำนวนมาก คือเงินเหลือจ่ายมีจำนวน ๒๒๖.๗๔ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๕๐.๗๔ ของแผนทั้งหมด แต่ไม่ติดตามสาเหตุไว้เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงและพัฒนา กระบวนการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเป้าหมายในโอกาสต่อไป ทั้งนี้สำนักงาน กกต. ก็ได้ มีการติดตามสาเหตุดังกล่าวเมื่อหลังจากที่ สตง. สอบถามข้อมูล แล้วได้ชี้แจงข้อมูลแล้ว เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ว่าการดังกล่าวเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด-๑๙ ที่กลับมาระบาดอีกครั้ง และผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ประสงค์ ยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายตามนโยบายที่ให้เจ้าหน้าที่ออกไปรับยื่นในพื้นที่แต่ละอำเภอ จึงทำให้ต้องปรับแผนการดำเนินการกิจกรรมให้เหมาะสม ประกอบกับสำนักงาน กกต. วางแผนการใช้จ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการสืบสวนหรือไต่สวน โดยอ้างอิงจากสิทธิคำร้อง สำนวนของการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ มีคำร้องและสำนวนลดลง เป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้การเบิกจ่ายเงินมีจำนวนน้อยกว่างบประมาณที่ตั้งไว้
ประการที่ ๒ สำนักงาน กกต. ใช้จ่ายเงินตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโครงการตาม แผนปฏิบัติการ โดยมีเงินเหลือจ่ายจำนวนมากเช่นกันนะครับคือจำนวน ๑๔๗.๑๓ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๗๖ ของแผนนะครับ เนื่องจากไม่สามารถดำเนินโครงการได้ตาม เป้าหมายเป็นจำนวนมากนะครับ โดยในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ มีแผนดำเนินโครงการจำนวน ๒๙ โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จเพียง ๑๔ โครงการยกเลิกหรือไม่ได้ดำเนินการ ๒ โครงการ และยกไปดำเนินการในปีถัดไป ๑๓ โครงการ รวมโครงการที่ไม่สามารถ ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย ๑๕ โครงการ คิดเป็นร้อยละ ๕๑.๗๒ ของจำนวน โครงการตามแผนปฏิบัติการทั้งหมด
อันนี้ก็จะมีข้อเสนอแนะจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินนะครับ มีข้อเสนอแนะว่าสำนักงาน กกต. อาจพิจารณาทบทวนการติดตามแผนและประเมินผลการ ใช้จ่ายเงินและการดำเนินการโครงการ อย่างเช่นการรายงานผลการดำเนินการในกรณีที่ ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายเป็นรายไตรมาส พร้อมทั้งระบุปัญหาอุปสรรคและ แนวทางการแก้ไขไปด้วย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมกำกับติดตามการดำเนินการ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในปีงบประมาณตามแผนที่ ได้ตั้งไว้ และนำข้อมูลไปปรับปรุงและพัฒนาขบวนการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย ในโอกาสต่อไป
สำหรับด้านประเมินการจัดการทรัพย์สินของ กกต. ซึ่งมีแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ของสำนักงานส่วนกลางจำนวน ๔๑.๙๕ ล้านบาท (ไม่มีแผนจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงาน กกต. ในส่วนภูมิภาคนี้ให้ตรวจสอบ) อันนี้ก็ปรากฏรายละเอียดให้แผนดังนี้นะครับ ตรงนี้ ข้อมูลในตารางประเมินการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของ กกต. ก็ได้รายงานรายละเอียดไว้ ในรายงานแล้วนะครับ ก็หวังว่าสมาชิกผู้ทรงเกียรติผมคงได้เห็นแล้ว จากการประเมิน การใช้จ่ายและทรัพย์สินในด้านนี้ สตง. ก็มีข้อสังเกตดังนี้ ก็คือว่าสำนักงาน กกต. ส่วนกลาง ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและลงนามในสัญญาได้ตามเป้าหมายนะครับ เช่นตัวอย่าง ที่พบก็คือแผนการจัดซื้อจัดจ้างคาดว่าจะลงนามในสัญญาได้ภายในเดือนมกราคม ๒๕๖๕ แต่ดำเนินการได้ภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๕ อันนี้เป็นตัวอย่างครับที่เราพบ มีจำนวนทั้งสิ้น ๓๓ รายการ โดยสำนักงาน กกต. ชี้แจงว่ามีสาเหตุเนื่องจากการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ของฝ่ายพัสดุมีปริมาณงานจำนวนมาก ประกอบกับในปีงบประมาณ ๒๕๖๕ คณะกรรมการ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างต้องปฏิบัติภารกิจในการดำเนินการควบคุมและจัดการ เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งเตรียมความพร้อมสำหรับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย จึงทำให้ขบวนการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้าและไม่ สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ตามแผนที่กำหนดไว้นะครับ จากข้อสังเกตที่ ๒ สำนักงาน กกต. ไม่มีแผน และรายงานผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕ ของส่วนภูมิภาคให้ตรวจสอบ อันนี้ที่ตรวจเพียงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ยังอยู่ระหว่าง การจัดทำรายงานเสนอเลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการติดตาม ควบคุมและรายงานผลการจัดทำแผน และผลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงาน กกต. มีความล่าช้า ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการควบคุมกำกับและติดตามการดำเนินงาน ให้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้องและเป้าหมายที่กำหนด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใน ปีงบประมาณตามที่วางแผนเอาไว้ครับ กรณีนี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ได้มี ข้อเสนอแนะ อยู่ ๒ ประการ ก็คือว่าสำนักงาน กกต. ควรพิจารณาจัดทำแผนการจัดซื้อ จัดจ้างให้เหมาะสมกับอัตรากำลังที่สามารถปฏิบัติงานได้จริง โดยคำนึงถึงการดำเนินการ ให้ได้ผลตามเป้าหมาย ตามภารกิจและหน้าที่ของสำนักงาน กกต. อย่างมีประสิทธิภาพ ในโอกาสต่อไป ข้อเสนอประการที่ ๒ สำนักงาน กกต. อาจจะพิจารณาทบทวนแนวทาง การติดตาม และประเมินผลการจัดทำแผนและรายงานการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น การกำหนดระยะเวลาดำเนินการในการจัดทำและรวบรวมแผน และรายงานผลการจัดซื้อ จัดจ้างประจำปี หรือการรายงานผลการดำเนินการในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ตามเป้าหมายเป็นรายไตรมาส พร้อมทั้งระบุปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมกำกับและติดตามการดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่กำหนด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในปีงบประมาณตามที่ได้วางแผนไว้นะครับ