ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ หารือปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าที่ทวีความรุนแรงจากพื้นที่อาศัยที่หดตัวและพฤติกรรมช้างที่เปลี่ยนไป พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน โดยย้ำถึงความซับซ้อนและอันตรายในการดำเนินการจับและย้ายช้าง ซึ่งต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก อุปกรณ์พิเศษ และมีความเสี่ยงต่อชีวิตทั้งของช้างและผู้ปฏิบัติงานอย่างสูง
ขอบคุณท่านประธานครับ เรียน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล จังหวัดระยอง อำเภอบ้านค่าย อำเภอปลวกแดง อำเภอวังจันทร์ ผมขอเสนอ ญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดที่มีพื้นที่อนุรักษ์ ๕ กลุ่มป่าหลัก ได้แก่ กลุ่มป่าตะวันออก กลุ่มป่าตะวันตกกลุ่มป่าแก่งกระจาน กลุ่มป่า ภูเขียว-น้ำหนาว กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ตั้งแต่มีการเริ่มการประชุมสภาชุดนี้มีเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองได้ปรึกษาหารือปัญหาเรื่องช้างป่าในสภาแห่งนี้ มาแล้วทั้งหมด ๑๑ ครั้ง จากทุกภาคของประเทศไทยนั่นหมายความว่าปัญหานี้ เป็นปัญหา ระดับประเทศไปแล้วครับ ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าแบ่งเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ ระดับเบา ๆ เช่น ช้างบุกเข้ามากินพืชผลการเกษตรของเกษตรกร ระดับปานกลางคือช้างบุก บ้านเรือนทำลายข้าวของ ไปจนถึงระดับรุนแรงคือเสียชีวิตทั้งคนและช้าง จากสถิติของศูนย์ แก้ไขปัญหาช้างป่าและสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่าในปี ๒๕๖๖ ช้างป่าออกจากป่ากว่า ๑๓,๐๕๕ ครั้ง สร้างความเสียหายให้กับคน ทั้งหมด ๑,๙๙๕ ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ ๒๙ รายเสียชีวิต ๒๑ ราย ช้างป่าตายไป ๒๔ ตัว และเมื่อ รวมตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๖๖ มีความขัดแย้งที่ทำให้คนบาดเจ็บ ๑๘๙ ราย เสียชีวิต ๒๐๗ ราย ช้างป่าตายไปแล้ว ๑๙๐ ตัว เปิดปีนี้มา ปี ๒๕๖๗ ๒ เดือนเท่านั้นครับตายไปแล้ว ๑๓ คน สาเหตุของความขัดแย้งมาจากพื้นที่หากินที่เหมาะสมของช้างป่าลดน้อยลง ทำให้ ช้างป่าเลือกที่จะออกมาหากินในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชนรอบ ๆ ป่าแทน รวมถึง ช้างเองก็ติดใจอาหารของคนแล้วครับ ช้างป่าตะวันออกเดี๋ยวนี้ไม่กินโป่งเพื่อเพิ่มแร่ธาตุแล้วครับ ช้างบางตัวกินกาแฟ Three In One กินปลาร้า กินผงชูรสเป็นแล้วครับ แล้วทำไมพื้นที่หากินที่เหมาะสมช้างป่าถึงน้อยลง หลายท่านอาจคิดว่าเป็นเพราะชาวบ้านบุก รุกพื้นที่ป่าแน่ ๆ เลย แนวคิดนี้อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดนะครับ เพราะว่าถ้าเกิดเราพูดกัน ตรง ๆ เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วช้างป่าก็หากินอยู่แถวสาทร รังสิต ปทุมธานี แถว ๆ สภาแห่งนี้ เมื่อก่อนก็มีช้างอยู่ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ เหตุผลในการที่ผมขอให้สภา ผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืนคงต้อง เล่าย้อนไปเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๕ ขณะนั้นผมได้ข่าวว่ามีช้างเหยียบคนตายที่อำเภอ วังจันทร์ และช้างตัวดังกล่าวกำลังเดินเข้ามาในพื้นที่อำเภอปลวกแดง ในข่าวระบุชื่อ เจ้าหน้าที่เอาไว้ด้วย ผมจึงติดต่อไปขอร่วมสังเกตการณ์พูดคุยและรับฟังปัญหาที่ศาลา อเนกประสงค์ในอำเภอบ้านค่าย พวกเราใช้เวลาพูดคุยกันตั้งแต่ ๔ ทุ่มจนถึงตีสี่ของอีกวัน ทำให้ผมรับรู้ถึงปัญหาที่เจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างต้องเจอ วิธีการติดตาม การจับช้างว่ามันจับ ยากอย่างไร ผมจึงขออาสาสมัครช่วยจับช้างที่สันนิษฐานว่าเหยียบคนตายตัวนี้ด้วยจะได้ เข้าใจปัญหาจากหน้างาน ปรากฏว่าหลังจากนั้นช่วงบ่าย ๆ ของวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๖ เจ้าหน้าที่ก็โทรมาแจ้งผม ระบุพิกัดของช้างตัวดังกล่าวได้แล้วจึงชักชวนให้ผมไปร่วมจับช้างที่ อำเภอปลวกแดง ริมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ที่เรียกว่าแทบจะใจกลางเมือง ห่างจากเขต นิคมอุตสาหกรรมไม่กี่กิโลเมตรเมื่อเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา จากการเข้าร่วมจับช้างในวันนั้นทำ ให้ผมรู้ว่าในการจับช้างป่าแต่ละครั้งยากลำบากขนาดไหน
ข้อที่ ๑ ภารกิจจับช้างแต่ละครั้งใช้คน ๑๕๐-๒๐๐ คนในการจับช้าง มีสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่อุทยานและอาสาสมัครในการขนย้ายช้าง กระบวนการจับช้าง จะเริ่มต้นที่การระบุสถานที่ของช้างด้วยโดรนจับความร้อน จากนั้นส่งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ ไปยิงยาซึมโดยต้องไปพร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานคอยคุ้มกัน ยิงยาซึมต้องกะปริมาณให้เหมาะสม กับน้ำหนักของช้างป่า ถ้าน้อยไปช้างก็จะไม่ซึม ถ้ามากไปช้างก็จะเสียชีวิต ซึ่งการจะ กะน้ำหนักข้างยากมากนะครับ เพราะเราจับช้างขึ้นตาชั่งไม่ได้ครับท่านประธาน ก็เลยต้องยิง ทีละน้อย ยิงทีหนึ่งช้างก็วิ่งมุดเข้าแนวป่าหายไปทีต้องคอยไล่ตาม และต้องวางกำลัง เจ้าหน้าที่ล้อมช้างไว้ไม่ให้เตลิดลงน้ำ เพราะถ้าช้างโดนยาซึมแล้วไปลงในน้ำช้างตายครับ ต้องยิงยาคลาย เดี๋ยวช้างตายอีก คนที่กันช้างไม่ให้เตลิดออกนอกแนวก็อันตรายครับ ถ้าช้าง วิ่งเข้าใส่ก็ถึงชีวิตเหมือนกัน ผมจำได้ว่าวันนั้นใช้ยาซึมไป ๗ เข็ม ยิงกันจนมืดกว่าช้างจะสงบ พอจะเข้าไปถึงตัวช้างได้ หลังจากที่ช้างซึมแล้วเจ้าหน้าที่อุทยานพร้อมด้วยอาสาสมัครจะใช้ ไม้ไผ่ในการดันตัวช้างไม่ล้มครับ ขั้นตอนนี้ก็ต้องระวัง เพราะถ้าช้างล้มช้างก็จะบาดเจ็บหรือ เสียชีวิตเช่นกัน และอันนี้คือปลอกคอช้างที่คล้าย ๆ กับที่ทางอุทยานใช้ เดี๋ยวผมจะมีตัวอย่าง ให้ดูนะครับ น้ำหนักเยอะมากเป็น ๑๐ กิโลกรัม ต้องวัดขนาดคอของช้างแล้วก็ใช้เลื่อยตัด ให้พอดีเพื่อจะติดตั้งไว้กับตัวของช้างเพื่อติดตามช้างให้ได้ ซึ่งตัวอุปกรณ์ชุดนี้เดี๋ยวผมจะเล่า ต่อหลังจากนี้นะครับ พอเข้าสู่ขั้นตอนการขนย้ายก็ไม่ง่าย นึกภาพตามนะครับ เราจับหมา จับแมวกว่าจะไล่ตามจับก็ยากอยู่แล้ว แต่นั่นเรายังอุ้มได้นะครับ แต่นี่ช้างหนักหลายตัน จะยกไปอย่างไร ก็ต้องใช้รถย้ายช้างที่ทำมาเฉพาะ เพราะต้องทำโครงสร้างพยุงช้างที่ซึมไม่ให้ เซไปเซมาตอนรถเคลื่อนที่ ปัจจุบันทั้งประเทศมีอยู่ ๑ คันถ้วน ได้มาจากกองทัพเรือแล้วเอา มาดัดแปลงให้เหมาะสม มีรถแล้วอย่างไรต่อครับ รถขนช้างตรงทางขึ้นสูงกว่าพื้น เราไม่ สามารถยกช้างหนักหลายตันขึ้นรถได้ ก็ต้องใช้วิธีการเอารถขุดดิน ขุดหลุมแล้วถอยลงไป ในหลุม ให้ความสูงของรถเสมอกับปากหลุมแล้วค่อย ๆ ลากขาช้างขึ้นไปยืนบนรถ ในภาพ ตามที่เห็นนะครับ ผมเป็นอาสาชักลากช้างที่ขาหน้าซ้าย เจ้าหน้าที่จะให้สัญญาณดึงขา ทีละขาเพื่อให้ช้างเคลื่อนเข้ามา ขาหน้าใช้ข้างละ ๕๐-๗๐ คน ขาหลังใช้ข้างละ ๕-๑๐ คน รวมทั้ง ๔ ขาใช้คน ๑๕๐-๒๐๐ คน ขึ้นอยู่ขนาดตัวช้างที่มีตั้งแต่ ๓-๗ ตัน ไม่รวมเจ้าหน้าที่ อื่น ๆ จากนั้นเราเดินทางเอาช้างไปปล่อย ระหว่างนั้นต้องมีสัตวแพทย์ประกบอยู่กับช้าง ที่หลังรถเพื่อเพิ่มอย่าซึม คอยทำให้ช้างไม่ตื่นตลอดการเดินทาง ซึ่งเหตุการณ์ช้างตื่นจนต้อง เพิ่มจะซึมแล้วจะฆ่าเจ้าหน้าที่หลังรถก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เจ้าหน้าที่เพิ่มยาซึมไปเสร็จปุ๊บ