ชุติพงศ์ แจงปัญหาย้ายช้างใช้งบสูง-ประสิทธิภาพต่ำ ชี้ต้องเพิ่มชุดผลักดัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๗ มีนาคม ๒๕๖๗

ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ หารือปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ที่เกิดจากการย้ายช้างด้วยต้นทุนสูงแต่ไม่ยั่งยืน ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของมาตรการเช่น รั้วกั้นช้างและคูกั้นช้างที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาลแต่ไม่ได้ผล พร้อมตั้งคำถามต่อแนวทางการจัดการช้างป่าที่ผ่านมาว่าขาดความสอดคล้องกับพฤติกรรมของช้างและบริบทพื้นที่จริง

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ระยอง

ครับท่านประธาน รับทราบ ผมจะ พยายามเร่ง แต่ผมลองทดสอบดูแล้วในการอภิปรายไม่เกินเวลาที่กำหนด จะพยายามให้เร็ว ที่สุดครับ ตอนนี้เป็นช่วงของปัญหาแล้วครับ เพราะถ้าเกิดไม่เข้าใจปัญหาทั้งหมดอาจจะยาก ผมขออนุญาตต่อเลยนะครับ คือถ้าเกิดทางตื่นระหว่างที่อยู่บนรถเพิ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว พอเพิ่มยาซึมช้างตายครับ ช้างตายเกิดอะไรขึ้นครับ เจ้าหน้าที่โดนคดีครับ เพราะขนย้ายช้าง ที่สันนิษฐานว่าฆ่าคนออกจากพื้นที่ ทุกขั้นตอนรวมกันโดยสรุปใช้เวลา ๑๐ ชั่วโมง ใช้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ค่าอาหารอาสาสมัคร ค่าเช่ารถขุด ค่าน้ำมันรถขนส่งช้างป่า ปลอกคอ ติดตามช้างที่ราคาปาเข้าไป ๒๐๐,๐๐๐ บาท แจ้งเตือนก็ไม่ Real Time อายุการใช้งานก็สั้น ใช้ได้ ๒ ปีครับ รวม ๆ แล้ว เสียเงินครั้งละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ในการย้ายทั้ง ๑ ครั้ง ที่น่าเศร้า ไปกว่านั้นนะครับ ช้างที่ยากลำบากย้ายไปขณะนี้ ไม่กี่สัปดาห์กลับมาที่เดิมครับ จากสถิติ ก่อนหน้านี้ที่ผมบอกไปคือช้างออกจากป่า ๑๓,๐๐๐ ครั้ง ในปี ๒๕๖๖ การขนย้าย ๑ ครั้ง ใช้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเอาตัวเลขมาคูณกันตลอดปี ๒๕๖๖ เท่ากับใช้งบไป ๓.๙ พันล้าน ถ้าเราจะใช้การย้ายช้างทั้งหมด ซึ่งผมคูณกันเฉย ๆ ความเป็นจริงการย้ายช้างที่ผมเล่าไป ต้องเป็นช้างเดี่ยว ๆ ถ้าเป็นช้างฝูงย้ายไม่ได้นะครับ เพราะช้างฝูงก็จะมายืนเฝ้าช้างตัวที่ซึม นั่นหมายความว่าการย้ายช้างที่ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ คงไม่ทำ คำถามคือ ๑๓,๐๐๐ ครั้ง ที่ช้างออกมา ประชาชนเอาช้างออกจากพื้นที่ได้อย่างไร ขอแนะนำให้รู้จักกับชุดผลักดันช้าง ชุดผลักดันช้างคือเจ้าหน้าที่กรมอุทยานในปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมากลุ่มป่าตะวันออกมีทั้งหมด ๑๕ ชุด ปฏิบัติการ ๑ ชุดมี ๕ คน รวมแล้วทั้งภาคตะวันออกมีคนที่สามารถผลักดันช้างได้ ตามภารกิจหน้าที่ ๗๕ คน รวมถึงงบประมาณในการสนับสนุนก็มาจากการจัดสรรที่เอามา จากอุทยานเพื่อทำงานร่วมกันกับอาสาสมัครที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยชุดอาสาสมัครที่มี จำนวนน้อย ชุดผลักดันก็น้อย ทำงานในพื้นที่ที่กว้างมาก ๆ ภายในงบประมาณที่มีจำกัด ทำให้การทำงานของชุดผลักดันช้างมีความล่าช้า หลายครั้งช้างมาจนกลับไปแล้วชุดผลักดัน ก็ยังมาไม่ถึงชาวบ้านต้องไล่ช้างกันเอง แล้วชาวบ้านไล่ช้างไล่ไปไหนครับ ไล่ก็ต้องเอาไป หมู่บ้านข้าง ๆ หลายทีก็เลยเป็นการไล่ไปหมู่บ้านข้าง ๆ แล้วชาวบ้านก็ทะเลาะกันว่าเธอ ไล่ช้างมาหมู่บ้านฉันทำไม กลายเป็นปัญหาคนกับคนซ้อนกันเข้าไปอีก บางทีหมู่บ้านเขาจะ ยิงกันอยู่แล้วครับ เพราะช้างเขาที่ไหนความเสียหายเกิดขึ้นที่นั่น ไล่กันไปไล่กันมา นวัตกรรม กั้นช้างไม่ให้ออกจากป่าก็เลยเกิดขึ้น ก็คือคูกั้นช้างและรั้วกันช้าง ด้วยมโนทัศน์ทำนองที่ว่า เมื่อช้างออกจากป่ามาเยอะเราก็สร้างรั้วล้อมป่าไว้เลยสิ แต่จากการศึกษาของกรรมาธิการ ชุดที่แล้วพบว่าถ้าจะขุดคูกั้นช้างพร้อมรั้วล้อม ๕ ป่ากลุ่มหลัก ระยะทางทั้งหมด ๑,๒๓๕ กิโลเมตร ใช้งบประมาณกิโลเมตรละ ๔.๕ ล้านบาท หมายความว่าต้องใช้งบประมาณครั้ง เดียวในการล้อมรั้วช้าง ๕.๕ พันล้านบาท ครั้งเดียวนะครับท่านประธาน แค่คิดจะทำถนน ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรทีเดียวก็ยากเหลือเกินแล้ว นี่ทำในป่า คำถามคือทำไมต้องครั้งเดียว เพราะถ้าทยอยทำช้างก็ออกจากป่า ผ่านช่องทางที่เรายังไม่ได้ทำ ที่ผ่านมาคูกั้นช้างบางจุด ไม่แข็งแรงพอแป๊บเดียวพัง กลายเป็น Slider ช้างอย่างที่เห็นในภาพ ไหนจะต้องเตรียมงบไว้ ซ่อมบำรุง ให้ทันท่วงที ไม่อย่างนั้นช้างก็ออกจากรูได้ ช้างที่อยู่นอกเขตป่าอยู่แล้วจะทำ อย่างไรครับกลับเข้าป่าก็ไม่ได้ ไล่กันไปไล่กันมา รั้วก็ไม่มี ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง จึงยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ความเสียหายเรื่องผลผลิตทางการเกษตรก็ยากเย็น คนทำอ้อย ทำปาล์ม ทำผลไม้ ช้างบุกมาทีเสียหายกันมาก การจะได้รับการเยียวยาแต่เดิม ต้องรอการประกาศเขตภัยพิบัติ ซึ่งต้องรอผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบไปเขียนขอเยียวยาเอา บางคนก็ขอไม่ได้ เพราะเขาเช่าที่ทำการเกษตร ต้องให้ เจ้าของที่ไปขอให้ บางคนทำทุเรียน ช้างบุกมากินทุเรียนหายทั้งสวน โค่นทุเรียนตายไปหลาย ต้นชดเชยเยียวยาไม่กี่บาทหมดเนื้อหมดตัวกันหลายต่อหลายคน การพยายามสร้างแหล่ง อาหารบนเขาเพื่อให้ช้างป่าก็ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของช้างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะ พยายามปลูกอาหารช้างบนเขา ช้างไม่ขึ้นไปกินหรอกครับ เพราะช้างไม่ชอบขึ้นเขา ช้างเป็น สัตว์น้ำหนักมากไม่ชอบปีนเข้าที่สูงชัน เปลืองพลังงานครับ ช้างอยู่ในพื้นที่ราบโล่ง เป็นที่ที่ ชอบของช้าง เข้าป่ารกก็ไม่ได้เพราะตาช้างอยู่ด้านข้าง โดนกิ่งไม้เกี่ยวก็บาดเจ็บ ดังนั้นพืช อาหารช้างที่โปรยบนเขาก็เสร็จเก้ง เสร็จกวาง เสร็จกระทิงหมด แล้วการปลูกป่าในที่โล่งให้ เป็นป่าทึบให้หมด ช้างก็กลับเข้าป่าไปก็ไม่ชอบอีก ก็เลยกลายเป็นว่าเราต้องมาทบทวน แนวทางกันแล้วว่าการพยายามจะปลูกป่าให้ทึบแก้ปัญหาเรื่องช้างออกจากป่าได้จริงหรือไม่ ทีนี้พอป่าทึบช้างก็เลยออกมาหากินบนพื้นที่ราบ เดินเล่นกันอยู่ในที่ร่ม ที่มีทางเดินสะดวก ซึ่งคือที่ไหน สวนปาล์มครับ สวนยางครับ ที่มีร่มเงา บางทีก็ใช้เป็นที่พักนอนกลางคืน นี่เลย เป็นสาเหตุว่าทำไมคนออกไปตัดยางในสวนตัวเอง บางทีไปเจอช้างเข้าตอนมืด ๆ ไม่รู้ตัวครับ โดนช้างทำร้ายเสียชีวิตในสวนของตัวเองหลายต่อหลายครั้ง ส่งผลให้ชาวบ้านต้องมากรีดยาง ตอนกลางวันเพื่อหลบช้างป่า ซึ่งคนทำยางพาราแบบผมครับ บ้านผมทำยาง ตัดยาง ตอนกลางวันนะครับ ไม่มีน้ำยางออกหรอกครับ รายได้ก็เสียไปอีก ไปกรีดกลางคืนเสี่ยงตาย กรีดกลางวันเสียรายได้ ทำไมการเป็นประชาชนในเขตที่มีช้างป่ารอบ ๆ มันถึงได้ใช้ชีวิต ลำบากขนาดนี้ ใครจะมาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง ที่ผ่านมามีมูลนิธิบางมูลนิธิเข้ามามีบทบาท เช่น มูลนิธิป่ารอยต่อ ๕ จังหวัด ที่เข้ามาช่วยทำแนวกั้นช้าง หรือมูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ ที่เข้ามาช่วยมีบทบาทแก้ปัญหาบางด้าน ผมเข้าใจในความพยายามว่ามีความปรารถนาดี ระหว่างคนกับช้าง อยากให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้ ตามยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนมาได้อย่างไร ให้คนกับสัตว์ป่าอยู่ร่วมกันได้ บทพิสูจน์ตัวเลขที่ผมเอ่ยไปตอนต้นก็บอกแล้วครับ ว่ามันไม่ได้ตายกันทั้งคนทั้งช้าง โดยเฉพาะเขตที่คนกับช้างต้องอยู่ร่วมกัน ผมจะพาไปดู ตัวอย่างที่ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่นี่มีท่อหลบภัยสำหรับหลบช้างอยู่กลางหมู่บ้าน ข้าง ๆ ศาลาอเนกประสงค์ คำถามครับ ทำที่หลบภัยขนาดนี้นี่อยู่ในยุคอะไรครับ มีสงคราม หรือครับ แล้วนอกจากนั้นมูลนิธิคชานุรักษ์ยังทำหนังสือเรียนเพื่อสอนเด็กให้อยู่ร่วมกับช้าง อย่างมีความสุข มันจะสุขตรงไหนครับ พ่อแม่เด็กโดนช้างเหยียบตายไปตั้งกี่คนแล้ว จะให้คน อยู่ร่วมกับสัตว์ป่าแบบช้างป่าได้อย่างไรครับท่านประธาน เราต้องคุยกันอย่างจริงจังว่า มายาคติที่ว่าช้างเป็นสัตว์น่ารัก ใจดี ไม่ดุร้าย ไม่มีพิษไม่มีภัย อันนั้นมันช้างเลี้ยงหรือช้างที่ ฝึกมา ไม่ใช่ช้างป่า นึกภาพง่าย ๆ นะครับ หมาก็มีหมาป่า หมาบ้าน หมาจร ซึ่งหมาแต่ละ อย่างเราก็รู้ว่าไม่เหมือนกันแบบนั้นนั่นล่ะครับ สุดท้ายเพราะยุทธศาสตร์ชาติและการ ดำเนินงานแบบที่เกิดขึ้นเป็นไปตามมายาคติว่าสัตว์ป่าน่ารักแบบนี้ ก็เลยพยายามทำให้ช้าง กับคนอยู่ร่วมกันให้ได้ ทำหลุมหลบภัยทำอะไรก็ทำไป แล้วสุดท้ายก็กระทบกระทั่งกัน มีความเสียหายเกิดขึ้นทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ทั้งคน ทั้งช้าง ระบบเยียวยาของรัฐที่กล่าวไว้ ก่อนหน้าก็ยังน้อยเกินไป เมื่อปี ๒๕๖๖ กรณีของชาวบ้าน ชาววังจันทร์ จังหวัดระยอง เสาหลักของครอบครัวถูกช้างเหยียบเสียชีวิต ได้เงินชดเชยเยียวยา ๔๕,๐๐๐ บาท ปัจจุบัน แม้จะเพิ่มหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้มากขึ้น โดยได้รับเงินจาก ๓ หน่วยงาน และ ๑ มูลนิธิ รวม ๆ แล้วถ้าเสียชีวิตจากการถูกช้างเหยียบตายจะได้เงินทั้งสิ้น ๒๕๐,๐๐๐ บาท แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ๆ หนึ่ง อีกกรณีหนึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานถูกช้างเหยียบตายในสวนของตัวเองครับ ได้เงินเยียวยาเพียง หยิบมือจากรัฐ พอเพื่อนบ้านทราบข่าวว่าสามีที่เป็นเจ้าหน้าที่อุทยานถูกช้างเหยียบตาย ภรรยาและลูกถูกสังคมชี้นิ้วลงทัณฑ์ว่าสามีเธอบุกรุกป่าใช่ไหมทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่อุทยาน ท่านประธานครับ ลูกเสียพ่อ ครอบครัวเสียเสาหลัก สังคมตีตราบาปซ้ำเข้าไปอีกทั้งที่สวนที่ เขาทำมาหากินที่ช้างบุกมาเป็นพื้นที่ที่รัฐจัดสรรให้พวกเขาทำมาหากิน รัฐให้พวกเขาเสียภาษี เขาก็เสียภาษีทุกปี ไม่ได้รุกล้ำป่าหรือทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย สิ่งที่เป็นของแถมจาก ความตายคือตราบาปที่เกิดขึ้นจากสังคมและมายาคติเรื่องคนรุกที่ป่ามันเป็นธรรมตรงไหนครับ ในใบมรณบัตรของเขายังไม่เขียนว่าเขาตายเพราะช้างเลยครับ ยอมรับกันไม่ได้หรือ เขียนว่า ตายเพราะโดนของแข็งกระแทก ดูสิ่งที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน การชดเชยเยียวยากับพืชผล การเกษตรก็ไม่ได้คุ้มกับความเสียหายอย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่พืชตายเสียหายไม่เกิน ๓๐ ไร่ พืชยืนต้น กระทรวงมหาดไทยให้ไร่ละ ๔,๐๔๘ บาท ข้าวไร่ละ ๑,๓๔๐ บาท พืชไร่ ๆละ ๑,๙๘๐ บาท แต่มีข้อแม้คือเงินเยียวยาจะได้กรณีที่ ช้างกินหมดทั้งไร่ ถ้ากินเป็นหย่อม ๆ ไม่สามารถรับเงินเยียวยาได้ แล้วผู้จะเบิกได้ต้องเป็น ผู้เบิกที่มีเอกสารสิทธิ ผู้เสียหายถ้าเป็นผู้เช่าทำอะไรไม่ได้เลยครับ ความเหลื่อมล้ำของ การเยียวยามันจะมากขนาดไหน ท่านประธาน ถ้าจะแก้ความขัดแย้งของคนกับช้างอย่างเป็น รูปธรรมและยั่งยืน จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เราสามารถเริ่มต้นจาก เทคโนโลยีในการระบุตำแหน่งของช้างและระบบการแจ้งเตือนที่เป็นจริงได้ ใช้งานได้ในราคา ไม่แพง เพื่อแจ้งว่าช้างเข้าใกล้คุณแล้ว และคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย รัฐควรจะช่วยพัฒนา และนำมาใช้งานจริงให้ได้ เพราะการทำให้ชาวบ้านรู้ว่าช้างอยู่ไหน ทำให้ชาวบ้านสามารถ หลีกเลี่ยงอันตรายได้ เมื่อปลายปีที่แล้วผมได้พบกับคุณธนดล วังวิจิตร นักเรียนอายุ ๑๗ ปี นักประดิษฐ์ที่ผลิตแบตเตอรี่สำหรับปลอกคอช้าง ข้อเสนอที่สามารถ Charge ไฟเองได้จาก การเดิน ทำให้ไม่ต้องใช้แค่ ๒ ปี แต่สามารถ Charge ได้เรื่อย ๆ ผมคุยกับคุณธนดลแล้ว พูดคุยถึงปลอกคอช้างที่ทางรัฐใช้อยู่ ใส่อุปกรณ์แจ้งเตือนให้ชาวบ้านรู้ได้ไหมถ้าเกิดเขาอยู่ ในสวน คุณธนดลรับทราบ ใช้เวลา ๒ สัปดาห์ได้สิ่งประดิษฐ์ที่อยู่ข้าง ๆ ผมอันนี้อีกครั้งหนึ่ง ครับท่านประธาน รบกวน Pan กล้องมาทางนี้ด้วยนะครับ พร้อมกับอุปกรณ์แจ้งเตือนพี่น้อง ประชาชนที่สามารถ Alert ได้ทันทีที่ปลอกคอที่มีช้างตัวที่ติดอยู่นี้เดินทางมาใกล้ ๆ ตัวนี้ จะแจ้งเตือนประชาชน คือในสวนในป่าบางทีสัญญาณโทรศัพท์ไปไม่ถึงครับ อันนี้ก็น่าจะพอ ช่วยได้ สิ่งประดิษฐ์นี้ใช้คลื่น LoRa ที่เป็นคลื่นไร้สาย สามารถควบคุมพื้นที่ได้กว้างไกล พอควร ส่งสัญญาณได้ตลอดเวลา ส่งข้อมูลในแต่ละครั้งใช้พลังงานไม่เยอะมาก การติด ปลอกคอช้างอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ถ้ายังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีกว่าเดิมและแทนที่ สิ่งที่หน่วยงานใช้อยู่ อันนี้ก็ดีกว่าอุปกรณ์รุ่นเดิมที่ติดแล้วใช้งานไม่ได้จริง รุ่นใหม่อันนี้ราคา ถูกลง อายุการใช้งานมากขึ้นหลายเท่า สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้จากการเข้าใกล้ของ ช้างที่ติดปลอกคอตรงไปยังประชาชนผ่านเครื่องมืออันนี้ที่จะช่วยลดการสูญเสียได้เป็น จำนวนมาก ระบบถัดมาคือการใช้กล้อง AI คอยดักถ่ายช้างพร้อมระบบ AI ประมวลผล พอกล้องเจอช้างกล้องก็จะส่งข้อมูลไปยังมือถือประชาชนเพื่อให้ประชาชนออกห่างจาก พื้นที่เสี่ยง เป็นอีกหนึ่งในแนวทางที่ใช้ในการทั้งช่วยผลักดันแล้วก็ช่วยในการแจ้งเตือน เพราะช้างเป็นสัตว์ที่เดินในแนวทางเส้นเดิม ๆ ครับ สามารถวางกล้อง AI ดักถ่ายช้างได้จาก แผนของนักวิจัยที่มีอยู่มากมาย ต่อมาคือการต้องกระจายอำนาจเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถ จ่ายเงินชดเชย จ้างหน่วยผลักดันช้าง ซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับป้องกันและผลักดันช้างดังที่ ผมเสนอไว้ตรงนี้ด้วยตัวท้องถิ่นเองจากที่เป็นการสนับสนุนช่วยผลักดันท่านที่มีอยู่ ตอนนี้ ถ้าเกิดยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนของรัฐบาล จริง ๆ แล้วกระจายอำนาจให้ทาง อบจ. หรือให้ตั้ง กองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคอยทำการดูแลเรื่องนี้ก็ได้ แต่ด้วยกรอบ การกระจายอำนาจที่ยังไม่มากพอ ยังทำอะไรได้ไม่มากนัก ในวันที่อัตราการเพิ่มขึ้นของ ช้างป่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เอาที่ป่าตะวันออกในเขตผม ช้างมีอยู่ประมาณ ๖๐๐ ตัว อัตราการเพิ่มขึ้นเกิดและตายลบกันอยู่ที่ ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี คำนวณเร็ว ๆ ๑๐ ปีข้างหน้า พื้นที่ป่าตะวันออกรองรับช้างได้อยู่แค่ประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ ตัว ถ้าเพิ่มขึ้นอัตรา ๘.๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี จะมีช้างมากกว่า ๑,๐๐๐ ตัว ในป่าตะวันออก ขณะนี้มาตรการคุมปริมาณช้าง เราแทบคุยเรื่องนี้กันไม่ได้เลยครับ เพราะ ช้างถูกมองว่าเป็นสัตว์น่ารัก เป็นสัตว์ประจำชาติ อย่าไปแตะต้องเรื่องช้าง ทั้งที่แนวทางนี้ ที่ทำอยู่ทำให้ปัญหาคนกับช้างปะทะกันและตายตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมาพุ่งสูงไปถึงฝั่งเกือบ ๒๐๐ การคุมกำเนิดช้างเองทำอย่างไรได้บ้าง ทำหมันลืมไปได้เลยนะครับ เพราะทำไม่ได้จริง การผ่าตัดลงไปที่อวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์ใหญ่ขนาดนี้แทบเป็นไปไม่ได้ วัคซีนที่วิจัยกันอยู่ ข้อจำกัดมากในทางทฤษฎีเข็ม ๑ คุมกำเนิดได้ประมาณ ๗ ปี แถมใช้ได้แค่กับช้างตัวเมีย แล้วช้างตัวเมียอยู่กันเป็นฝูงจะเข้าไปคุมกำเนิดอย่างไรครับ แล้วจะ Track ช้างตัวที่ถูก คุมกำเนิดอย่างไร เรื่องนี้ยากมากครับ ยกเว้นการยิงยาคุมช้างจะพ่วงอุปกรณ์ติดตามตัวเข้า ไปด้วย ซึ่งทำอย่างไรอีก ท่านประธานครับจากที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดถึงเวลาแล้วที่สภา แห่งนี้ต้องมาต่อยอดแนวทางศึกษาเพื่อหาคำตอบให้กับสังคม เพราะแนวทางที่เคยทำมาและ แนวศึกษาที่มียังไม่มากพอ เอาแค่ปลอกคอช้างรุ่นใหม่ที่วางอยู่ตรงนี้ก็เป็นเอกชนทำร่วมกับผม และมีพื้นที่ EECi ในวังจันทร์วัลเลย์ช่วย Sandbox ให้ว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด แต่สภาของ เราในฐานะศูนย์รวมผู้แทนราษฎรจะต้องมาร่วมกันอภิปรายปัญหาศึกษาแนวทางว่ารัฐบาล ต้องทำอะไรต่อบ้าง มันต้องมากกว่าปล่อยให้มูลนิธิมาอาสาช่วยกันเอง มันต้องมากกว่า ผนังดาดที่ต่อให้ล้อมป่าทั้งหมด ช้างจำนวนมากตอนนี้ก็อยู่นอกป่า และเพิ่มกำลังปริมาณ อย่างหนักจนไม่สามารถควบคุมได้ มันต้องมากกว่าการที่ให้ประชาชนหาวิธีรับมือกันเอง เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน และที่สำคัญได้เวลาใช้คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้กำลังจะ ตั้งขึ้นมาคุยกันได้แล้วครับว่ากฎหมายข้อใดบ้างต้องแก้เพื่อแก้ปัญหาทั้งหมด เพื่อปกป้องชีวิต ของประชาชนและช้างป่า ที่สำคัญที่สุดได้เวลายอมรับกันแล้วครับว่าคนกับช้างอยู่ด้วยกัน ไม่ได้จริง ๆ ผมจึงขอให้ทุกท่านช่วยกันสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา ยุติการตายของคนที่ทั้งรักช้างและคนได้รับ ผลกระทบจากช้าง ขอบคุณครับท่านประธาน