พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการมองนโยบายแรงงานเป็นระบบเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมสะท้อนความกังวลของภาคเอกชนและเสนอให้ปฏิรูปแรงงานร่วมกับนโยบายส่งเสริม SMEs และการศึกษาอาชีวะ เพื่อยกระดับผลิตภาพ ค่าแรง และลดความเหลื่อมล้ำ โดยผลักดันการปฏิรูปให้สอดรับกับเศรษฐกิจและเทคโนโลยียุคใหม่ เน้นการเพิ่มค่าตอบแทน ความครอบคลุมของกฎหมาย การพัฒนาทักษะ และสมดุลชีวิตการทำงาน เพื่อให้แรงงานไทยก้าวสู่อนาคตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ผมคิดว่าต้องมีอารัมภกถาสักเล็กน้อยครับท่านประธาน ว่าสำหรับเรื่องแรงงานนั้นต้องคิดเป็นระบบ แล้วก็ต้องคิดเป็นภาพรวม จากประสบการณ์ หลังจากที่เลือกตั้งเสร็จใหม่ ๆ ผมเดินทางพบกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ SMEs สมาคมนายจ้าง ก็เห็นว่ามีความกังวล เรื่องเกี่ยวกับนโยบายแรงงาน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ก็ต้องอธิบายให้ทุกท่านเห็นในสภา แห่งนี้ด้วย เหมือนอย่างที่ผมได้อภิปรายให้กับสภานายจ้าง สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แล้วสมาพันธ์ SMEs ได้เข้าใจว่าเรื่องของนโยบายแรงงานนั้น เป็นส่วนหนึ่งของทั้งองคาพยพที่เราต้องคิดเป็นระบบให้ได้เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
เวลาเราพูดเรื่องแรงงาน เราไม่สามารถแยกแล้วพูดเรื่องแรงงานได้อย่างเดียวครับ ถ้าคนที่เป็นรัฐบาล คนที่เป็น ผู้บริหารต้องรู้ว่าเรื่องแรงงานในการดูแลลูกจ้างต้องควบคู่ไปกับนโยบาย SMEs ที่ดูแล นายจ้างด้วยและรวมถึงวงกลมที่ ๓ นั่นก็คือเรื่องของการศึกษา เรื่องของการส่งเสริมอาชีวะ เพราะเขาจะเป็นอาจารย์ที่ส่งแรงงานเข้าสู่ระบบแรงงาน แล้วให้ SMEs จ้าง เพราะฉะนั้น เวลาเราคุยกันพวกนี้ อันนี้ต้องขอเป็นอารัมภบทไว้ก่อนเลยว่าเราไม่เคยคิดว่ามันจะเจาะไป แค่เรื่องแรงงานอย่างเดียวครับ แรงงานต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีผลิตภาพแรงงานที่ดี มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี ในขณะเดียวกัน SMEs ก็ต้องมีได้รับการดูแลการส่งเสริม การใช้เทคโนโลยีเครื่องจักร การรองรับมาตรการการเปลี่ยนผ่าน มาตรการทางด้านภาษีที่จะ ช่วยเขา มาตรฐานในการที่จะช่วยให้เขาไม่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมในช่วงที่ค่าแรงขึ้น เรื่องเกี่ยวกับช่วยเขาในเรื่องของมาตรการ Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เขาสามารถอยู่ ด้วยกันเป็นระบบนิเวศ ในขณะเดียวกันเรื่องของการศึกษาเราก็มีนโยบายส่งเสริมอาชีวะ แล้วก็พูดกันเรื่องของ Upskill Reskill ต่อ เพราะทั้งหมดนี้มันคือการเพิ่มสิทธิแรงงาน ปฏิรูปแรงงานซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานราก มันคือ Bottom up Economics มันไม่ใช่เศรษฐกิจ น้ำหยด หรือ Waterfall Economic ที่คิดจากบนลงล่างเหมือนอย่างที่ Trickle Down Economic อย่างที่เคยมีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นการเจริญเติบโตที่เศรษฐกิจ โตด้วยแต่ความเหลื่อมล้ำลดลงด้วย เพราะฉะนั้นแรงงานเป็นแค่วงกลมวงหนึ่งใน ๓ วงกลม ที่เราจะต้องคิดควบคู่กันไป สิ่งที่เราคิดอย่างนี้เพื่อที่จะให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่เป็น เศรษฐกิจที่หัวโตแต่ตัวลีบ แขนลีบ ขาลีบ เราต้องการให้เศรษฐกิจโตอย่างสมดุล ลดความ เหลื่อมล้ำไปด้วย ซึ่งแรงงานเป็นแค่หนึ่งในนั้น ถ้าจะให้สรุปสั้น ๆ ว่าภาพของแรงงานที่เรา อยากจะเห็นเป็นอย่างไร ตอนนี้ไทยต้องเปลี่ยนจาก ๒ ต่ำให้เป็น ๒ สูงครับ เป็นค่าแรงสูง และผลิตภาพสูงเพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตอนนี้มันเป็น ๒ ต่ำอยู่ ซึ่งตรงนี้ เป็นข้อคิดเห็นที่คิดตรงกันกับภาคเอกชน ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยก็เห็นด้วย แม้กระทั่งนักธุรกิจชั้นนำของประเทศ แม้กระทั่ง เจ้าสัวชั้นนำของประเทศก็เคยพูดเรื่องนี้ว่าประเทศไทยเป็น ๒ ต่ำต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็น ๒ สูง ในขณะเดียวกันมันจะแย่ที่สุดถ้าเรามีผลิตภาพทางแรงงานสูง แต่ค่าแรงต่ำ อันนี้รับไม่ได้ แต่จะแย่ไปอีกระดับหนึ่งถ้าค่าแรงก็ต่ำ ผลิตภาพต้องต่ำ เราจะทำ อย่างไรให้มันขึ้นไปอยู่ขวาบนเป็นวงกลมสีส้มอันใหญ่ ๆ ให้ผลิตภาพทางแรงงานก็สูงด้วย ค่าแรงก็สูงด้วย อันนี้มันเป็นไก่กับไข่ คุณจะบอกว่าผลิตภาพสูงก่อนค่าแรงค่อยขึ้น คุณพูด อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรม ในขณะเดียวกันขึ้นค่าแรงแต่ไม่ส่งเสริมให้ผลิตภาพทางแรงงาน สูงด้วยก็ไม่ยั่งยืนเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันในวงกลมตรงนั้นก็คือ Workforce ของ ประเทศไทยมันจะลดลงเรื่อย ๆ อย่าลืมว่าเราเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว เพราะฉะนั้นในการที่จะ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศต้อง ๒ สูง ไม่ใช่ ๒ ต่ำ แต่ความเป็นจริงของ เศรษฐกิจไทยตอนนี้เป็นเช่นนั้นไม่ครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานดูว่าปัญหาเศรษฐกิจไทย มันมีปัญหาโครงสร้างทั้งระดับมหภาคและจุลภาค ทางฝั่งขวาของท่านประธานเห็นเลยว่า GDP ไทยโต ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์มาเป็นเวลานาน ในขณะเดียวกันทางอีกฝั่งหนึ่ง เรื่องค่าแรงขั้นต่ำก็ดี เรื่องดัชนีผลิตภาพแรงงานต่อคนก็ดี ย้อนหลังไป ๕ ปีเป็นแนวราบ เส้นตรง ไม่มีการเจริญเติบโตใด ๆ ซึ่งผมคิดว่าถ้าไม่มีรัฐบาลที่พร้อมที่จะแตะโครงสร้าง ในเรื่องแบบนี้มันไปต่อไม่ได้ มันจะไปเป็นเส้นตรงนี้ตลอดเวลาอีกหลายปีที่จะถึงนั้น คราวนี้ ถ้าเราอยากจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อยากจะมีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศมันก็ ต้องปรับโครงสร้างของแรงงานไทยด้วยเช่นเดียวกัน มันก็ต้องให้เขาสามารถที่จะ Upskill Reskill หรือเพิ่มขีดความสามารถของพวกเขาได้เช่นเดียวกัน แต่คำถามคือเขาจะเอาเวลา มาจากไหนในการที่จะเพิ่มพูนศักยภาพของตัวเองแค่เวลาพักผ่อนยังไม่มี เวลาจะใช้ชีวิตกับ ครอบครัวยังไม่มี ความเหลื่อมล้ำ ความครอบคลุมยังไม่มี มันก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหา ไก่กับไข่อันนี้ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย อยู่ที่การกดค่าแรงขั้นต่ำของเพื่อนในประเทศเราแค่นั้น อย่างนั้นเขาไม่เรียกว่าเป็น ขีดความสามารถในการแข่งขันแล้ว คุณต้องคิดหาวิธีอื่นให้ขีดความสามารถในการแข่งขัน ของไทยไม่ใช่แค่การกดค่าแรงคนในประเทศนี้ เพราะมันเป็นแบบนั้นไม่ได้ ๔๐ ปีที่ผ่านมา Trickle Down Economic เศรษฐกิจน้ำหยดเป็นอย่างนั้นได้ เอาต่างชาติเข้ามา เอาคนไทย ไปขายเหงื่อเสร็จ แล้วหวังว่าเศรษฐกิจมันจะโตตามมา ๔๐ ปีผ่านไปมันไม่ใช่อย่างนั้น เศรษฐกิจไทยโตจริงแต่เหลื่อมล้ำมาก เพราะฉะนั้นถ้าจะเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจฐานราก Bottom up Economics มันก็ต้องให้เขาสามารถที่จะลืมตาอ้าปาก ให้รู้สึกว่ามีความสุขกับ การใช้ชีวิตและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปสู่อนาคต คราวนี้ถ้าจะพัฒนาเศรษฐกิจแบบนี้ต้องดูว่า เป้าหมายหลัก ๓ เสานั้นมีอะไรบ้าง
อันที่ ๑ ก็คือต้องมีค่าตอบแทนแล้วก็ความครอบคลุมเรื่องเกี่ยวกับ การพัฒนาของตลาดแรงงานให้ตามกับตลาดของเศรษฐกิจ ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ จนถึง ตอนนี้มีทั้งแรงงานนอกระบบ มีทั้งแรงงาน Platform มีทั้งแรงงาน Freelance มากมาย กฎหมายตามไม่ทันหรอกครับ มันต้องปรับ
อันที่ ๒ เรื่องของสภาพในการทำงานเช่นเดียวกันที่ส่งเสริมให้สามารถที่จะลาได้ ดูแลผู้ป่วยได้ ไม่มีการเลือกปฏิบัติสถานที่ทำงานได้ ปลอดภัยได้ สามารถดูแลครอบครัว ดูแลบุตรได้
อันที่ ๓ เรื่องเกี่ยวกับสมดุลในการทำงาน สามารถที่จะมีสมดุลตรงนี้ให้มีเวลา ได้พัก มีเวลาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ใช้เวลาในการพัฒนาตนเองให้ได้ ซึ่งตรงนี้ก็ทำงาน ๔๐ ชั่วโมง ๕ วันต่อสัปดาห์ แล้วก็ลาหยุด ๑๐ วันต่อปีน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม
สุดท้ายครับท่านประธาน ตอนนี้ที่รัฐสภาของประเทศเพื่อนบ้านเราใกล้ ๆ กัน ที่สิงคโปร์ก็คุยกันเรื่องแรงงานอยู่ครับ เขาคุยกันว่ารัฐบาลสิงคโปร์ประกาศว่าคนสิงคโปร์ ทุกคนที่มีอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปจะได้รับ Credit Skill Future มูลค่า ๔,๐๐๐ ดอลลาร์สิงคโปร์ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาทในเดือนพฤษภาคมนี้เพื่อที่จะศึกษาการใช้ชีวิตคู่กับ AI เรื่องที่ ต่างประเทศคุยกันตอนนี้คือพูดกันเรื่องแรงงานว่าเราจะเพิ่ม Productivity ในยุค ปัญญาประดิษฐ์นี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องยืนยันว่าเราต้องอนุญาตให้คนของเราได้มี โอกาสพักผ่อน ได้มีโอกาสหาความรู้เพิ่มเติม และพัฒนาแรงงานไทยไปสู่อนาคตเพื่อจะให้ ประเทศของเราไม่ใช่เป็นประเทศ ๒ ต่ำ แต่กลายเป็นประเทศ ๒ สูงในอนาคตครับ ท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ