พนิดา มงคลสวัสดิ์ สนับสนุนการผ่านร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ร่าง เพื่อแก้ปัญหาความไม่มั่นคงและขาดสิทธิของแรงงานในภาคบริการ โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการจ้างรายวันเป็นรายเดือน ขยายนิยามลูกจ้างตามกฎหมาย และเรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินการคุ้มครองกลุ่มแรงงานกว่า ๑.๗ ล้านคน
เรียนประธานที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลปากน้ำ ตำบลท้ายบ้าน ตำบลบางเมือง ตำบลบางโปรง ตำบลบางด้วน พรรคก้าวไกล ท่านประธานคะจากที่ดิฉันได้ฟังอภิปรายมาทั้งวัน ดิฉันมั่นใจว่าเพื่อน ๆ สมาชิกได้อภิปราย หลักการ เหตุผล และความจำเป็นของการผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปหลายต่อหลายคนแล้ว แต่ดิฉันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีส่วนร่วมในการอภิปรายวาระนี้เพื่อสนับสนุน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทั้ง ๓ ร่าง โดย ๒ ร่างเสนอโดยเพื่อนสมาชิกจาก พรรคก้าวไกลสัดส่วนแรงงานทั้ง สส. เซีย จำปาทอง และ สส. วรรณวิภา ไม้สน และอีกร่าง จากเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทยค่ะ เพราะนอกจากการที่ดิฉันจะเป็นผู้แทนราษฎรในเขต จังหวัดที่มีผู้ใช้แรงงานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือครอบครัวของดิฉันเอง ก็เป็นผู้ใช้แรงงาน ตัวดิฉันเองก่อนที่จะเคยได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเข้ามา เป็นผู้แทนราษฎรในรัฐสภาแห่งนี้ก็เคยประกอบอาชีพเป็นหนึ่งในผู้ใช้แรงงานในภาคบริการ คือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือที่หลาย ๆ ท่านเรียกกันติดปากว่า Air Hostess ดิฉัน จึงอยากมั่นใจว่าปัญหาของอาชีพผู้ใช้แรงงานในภาคบริการจะถูกมองเห็นและถูกให้ ความสำคัญ เพราะแรงงานในภาคบริการเป็นสัดส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ ประเทศที่แข็งแกร่งอย่างมากเลย เป็นสัดส่วนแรงงานกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ทั้งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พนักงานต้อนรับในโรงแรม Bellboy พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร คนขับรถรับส่งพนักงาน ร้านนวด Caddy ในสนามกอล์ฟ แม่บ้านทำความสะอาด อย่างในสภาแห่งนี้ก็จะเห็นพี่ ๆ แม่บ้านในสภาเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้รัฐสภาแห่งนี้มีความเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน พร้อมให้ พวกเราได้มาใช้งานกัน กลุ่มคนเหล่านี้คือแรงงานในภาคบริการทั้งหมดค่ะ แต่ท่านประธาน แม้เราจะเห็นเขาเหล่านี้มีทักษะที่ดีขนาดไหน แม้ว่าจะมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน แอบซ่อน ความขมขื่นไว้ภายใต้รอยยิ้มเพื่อมอบให้กับผู้รับบริการต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยมเพียงใด หากแต่ คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานในภาคบริการจำนวนมากกลับไม่มีความมั่นคง ไม่มีรายรับ สิทธิและสวัสดิการอย่างที่ควรจะเป็นค่ะ เพราะปัญหาแรงงานในภาคบริการที่สำคัญมาก ๆ เรื่องหนึ่งคือสภาพของการจ้างงานที่ไม่ได้ถูกจ้างเป็นพนักงานประจำ พี่น้องกลุ่มนี้มักได้รับ การจ้างงานเป็นลูกจ้างรายวัน ซึ่งจำนวนมากมีรายได้ที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ แล้วพอจ้างเป็น รายวันอธิบายง่าย ๆ ถ้าพวกเขาไม่ทำงานก็จะไม่ได้เงิน วันไหนป่วยคือขาดรายได้เลย แต่ท่านประธานคะ ความเจ็บป่วยบางครั้งมันคาดเดาไม่ได้ มันห้ามกันไม่ได้ แต่การเป็น ลูกจ้างรายวัน ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามลา ห้ามขาด ท่านประธานคะ ถ้าป่วยหายไป อาทิตย์หนึ่ง ๗ วัน เงินขาดไป ๒,๕๐๐ กว่าบาท พี่น้องกลุ่มนี้จะเดือดร้อนขนาดไหน และความชอกช้ำซ้ำร้ายกว่านั้นคือเขาแทบจะไม่ได้รับสวัสดิการอะไรเลยค่ะ ซึ่งหาก ท่านประธานสงสัยว่าพี่น้องแรงงานในภาคบริการมีจำนวนมากขนาดไหน ดิฉันขออ้างอิงตาม สถิติจำนวนแรงงานในปี ๒๕๖๕ จากสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เอาแค่ที่ทำงาน ด้านที่พักแรมและการบริการด้านอาหาร มีพี่น้องที่ทำงานอยู่ในระบบประมาณ ๑,๑๖๗,๓๐๐ คน และอยู่นอกระบบ ๑,๗๖๕,๒๐๐ คน หมายความว่าอะไร หมายความว่าประเทศนี้มีคนที่ ทำงานในภาคบริการอย่างน้อย ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน ที่เป็นลูกจ้างรายวัน ไม่มีสวัสดิการ ไม่มี การคุ้มครองใด ๆ จากรัฐและนายจ้าง ปัญหาที่ดิฉันว่ามาเป็นสาเหตุสำคัญคือกฎหมาย แรงงานคุ้มครองแรงงานในปัจจุบันของเราไม่ได้ครอบคลุมให้คนกลุ่มนี้มีสถานะเป็นลูกจ้าง ตามกฎหมายจนต้องเผชิญกับสภาวะที่ดิฉันได้กล่าวไป แรงงานในภาคบริการจำนวนมาก ไม่มีความมั่นคง ไม่มีความคุ้มครองใด ๆ ไม่มีสิทธิลาป่วย ไม่มีสิทธิลากิจ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิลาคลอด ไม่มีแม้แต่ตาข่ายบาง ๆ มารองรับคุณภาพชีวิตของพวกเขาเลยค่ะ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัย กี่รัฐบาล ปัญหานี้ก็ดูเหมือนจะถูกละเลยอย่างตั้งใจ นี่ชีวิตคน เป็น ๆ ๑,๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นล้านเลยนะคะท่านประธาน ดิฉันขอสนับสนุนการเปลี่ยน จากการจ้างรายวันเป็นรายเดือนเพื่อเป็นการสร้างความคล่องตัวทางการเงิน เสริมความมั่นคง ให้กับผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งทำให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการสิทธิต่าง ๆ ได้มากขึ้น เรื่องนี้ทำได้และ ทำสำเร็จมาหลายหน่วยงานแล้วค่ะ ยกตัวอย่าง เช่น คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปัจจุบันเปลี่ยนสถานะจากลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือนแล้ว ทั้งหมด อีกหลักการสำคัญของร่างคือการเปลี่ยนนิยามคำว่า ลูกจ้าง ตามกฎหมายเพื่อขยาย ขอบเขตความครอบคลุมของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมการจ้างงานทุกรูปแบบ ครอบคลุมถึงแรงงานนอกระบบ Freelance Rider อย่างที่เพื่อนสมาชิกคนก่อน ๆ ได้อภิปรายไป หรือแรงงานรูปแบบใหม่ ๆ ที่เราอาจจะไม่เคยรู้จักที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อป้องกันไม่ให้ ผู้ใช้แรงงานคนไหนถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกทำนาบนหลังคนจากช่องโหว่ทางกฎหมาย อีกต่อไป และอย่างที่เอ่ยไปข้างต้นค่ะท่านประธานว่าดิฉันเองก็เคยเป็นแรงงานคนหนึ่ง ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนี้ เป็นเจ้าของปัญหา เป็นผู้เห็นปัญหา และในอีกสถานะหนึ่ง ดิฉันเป็นผู้สัมผัสความเจ็บปวดกับระบบกดขี่นี้โดยตรง คือการที่ดิฉันเป็นลูกสาวของ ครอบครัวที่พ่อแม่เป็นผู้ใช้แรงงานที่ทำงาน ๖ วันต่อสัปดาห์ มีวันอาทิตย์วันเดียวที่ดิฉัน จะได้เจอหน้าพ่อแม่ ได้ใช้เวลาร่วมกัน ในวันเสาร์ที่ดิฉันไม่ได้ไปโรงเรียนแล้วพ่อแม่ ต้องออกไปทำงาน ทำอย่างไรคะท่านประธาน คุณพ่อคุณแม่ก็จะล็อกห้อง Apartment เล็ก ๆ ล็อกประตูจากข้างนอกเอาไว้ให้ดิฉันอยู่ข้างในเพื่อที่เขาจะมั่นใจว่าดิฉันปลอดภัย แล้วก็เป็นเช่นนั้นตลอดมา นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับดิฉัน แล้วก็อีกหลายครอบครัวแรงงาน จำนวนมากในประเทศนี้ ประเด็นนี้ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาในสังคม ดิฉันคิดว่า หลายคนอาจจะโชคดีที่อยู่รอดปลอดภัยอย่างดิฉัน เติบโตมาได้แม้คุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาให้ แต่ในความเป็นจริงยังคงมีเด็กและเยาวชนอีกมากมายที่เสี่ยงจะเติบโตมาในเส้นทางที่ผิด เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ ไม่มีเวลาดูแลในช่วงวัยอยากรู้อยากลอง หรือพ่อแม่ก็อาจจะส่ง ไปอยู่กับคุณตาคุณยายที่ต่างจังหวัด เพราะเขาต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นเครื่องจักรผลิตเงิน ทำงานทุกวันหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาชญากรรมในเด็ก และเยาวชนเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาที่ผ่านมาตามที่เราเห็นในหน้าข่าว แม้หลาย ๆ คน จะบอกว่านี่เป็นปัญหาส่วนบุคคล เป็นปัญหาเฉพาะแต่ละครอบครัว แต่ปัญหาปัจเจกเช่นนี้ เมื่อมันเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ในประเทศ ดิฉันมองว่ามันคือรากฐานของปัญหาเชิงระบบ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม แต่ดิฉันเชื่อว่าเราแก้ได้ ดิฉันขอสนับสนุนในหลักการทำงาน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่จะกำหนดเวลาทำงานรวมทั้งสิ้นของลูกจ้างต้องไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมง หรือ ๕ วันต่อสัปดาห์ หากเกินต้องได้ OT เพราะนี่คือการคืนเวลาในชีวิตของแรงงานไทย ให้กับครอบครัวเขา ให้กับตัวเขาเอง แล้วก็ให้กับคนที่พวกเขารัก ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันถือว่าหลักการของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานในฉบับที่เสนอโดย เพื่อนสมาชิก เซีย จำปาทอง ทั้งเปลี่ยนลูกจ้างรายวันเป็นรายเดือน เปลี่ยนคำนิยามคำว่า ลูกจ้างให้ครอบคลุมทุกคนเพราะเราทุกคนคือแรงงาน การลดชั่วโมงเวลาทำงานเป็น ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทย แต่จะเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งหากเพื่อนสมาชิกไม่เห็นด้วยในหลักการโหวตไม่รับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ดิฉันขอให้ทุกท่านไตร่ตรองให้ดี อย่าให้มีแรงงานไทยคนไหนต้องใช้ชีวิต อยู่ด้วยความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า เป็นดอกหญ้าในป่าปูน เงยหน้าก็อายฟ้า ก้มหน้าก็อายดิน ขอให้การโหวตครั้งนี้ของเพื่อนสมาชิกทุกท่านเป็นไปเพื่อคืนชีวิตและศักดิ์ศรีให้กับพี่น้อง แรงงานไทยทุกคน
สุดท้ายแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันขอฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ทุกท่านว่าไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย สิทธิและสวัสดิการที่ดีขึ้นไม่เคยได้มาด้วยความเห็นใจ หรือความสงสารของผู้มีอำนาจ นายทุน หรือขุนศึกคนใด แต่มันได้มาจากการเรียกร้องและ ผลักดันของเจ้าของปัญหาแบบเรา ๆ ที่เป็นคนธรรมดาที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และดิฉันเชื่อว่าผู้แทนราษฎรในรัฐสภาแห่งนี้เคยสัมผัสกับความเจ็บปวดของพี่น้องแรงงานไทย ตัวจริง ๆ ไม่มากก็น้อย เพราะแม้แต่ดิฉันเองเข้ามาเป็นผู้แทนสมัยแรกก็ได้เห็นหยดน้ำตา จากความทุกข์ยากของพี่น้องแรงงานไทยมามากพอ หูของดิฉันเองก็ได้ยินเสียงเรียกร้อง ของพี่น้องแรงงานมานับไม่ถ้วนแล้วเหมือนกัน ดังนั้นในวันนี้ดิฉันอยากจะเชิญชวนให้ เพื่อนสมาชิกลงมติรับร่างหลักการพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทุกฉบับอย่างเป็นเอกฉันท์ เพื่อยุติวัฏจักรการกดขี่แรงงานที่มีมาอย่างยาวนานให้มันจบที่รุ่นเรา ขอบคุณค่ะ