พชร ยันร่างแรงงานใหม่หวังยกระดับชีวิต-แก้ปัญหาชั่วโมงทำงานเกิน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๗

พชร จันทรรวงทอง อภิปรายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับปรับปรุง โดยเสนอให้เพิ่มสิทธิแรงงานในด้านชั่วโมงทำงาน สวัสดิการการลาคลอด การสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในที่ทำงาน และการส่งเสริมการมีบุตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและรองรับปัญหาสังคมผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน

นายพชร จันทรรวงทอง นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพชร จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้กระผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือว่าเป็นกฎหมายที่มี ความสำคัญเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองแก่แรงงาน เพราะมีเนื้อหาสาระครอบคลุมตั้งแต่ มาตรฐานขั้นต่ำในการใช้แรงงาน การจ่ายค่าตอบแทน ไปถึงสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งใน ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นในการที่จะยกระดับ คุณภาพชีวิตของสิทธิแรงงานโดยคำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ รวมถึงมิติทางสังคม ที่หลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิและสวัสดิการ ของแรงงาน การกำหนดเวลาในการทำงาน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สำรวจ ชั่วโมงทำงานของผู้ที่มีงานทำต่อสัปดาห์ในเดือนธันวาคม ๒๕๖๖ พบว่าแรงงานส่วนใหญ่ มีชั่วโมงการทำงานตั้งแต่ ๓๕-๔๙ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยกลุ่มนี้มีจำนวน ๒๖.๔ ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ ๖๕.๘ ของผู้ที่มีงานทำทั้งหมด ในขณะที่ยังมีแรงงานอีกบางส่วนที่ต้อง ทำงานมากกว่าชั่วโมงในการทำงานที่กฎหมายกำหนด คือมีชั่วโมงการทำงานตั้งแต่ ๕๐ ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ โดยจำนวนแรงงานในกลุ่มนี้มีถึง ๖.๖๗ ล้านคน หรือคิดเป็น ร้อยละ ๑๖.๖ ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายเพื่อลดชั่วโมงในการทำงานจะสามารถแก้ไขปัญหา ให้กับผู้ใช้แรงงานที่ต้องทำงานเกินกว่าชั่วโมงที่กฎหมายกำหนดได้จริงหรือไม่ หรือควร กำหนดแนวทางหรือมาตรการใดเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ใช้แรงงานให้ทั่วถึงและสามารถ แก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้จริง จากการที่ประเทศไทยประสบปัญหาเด็กเกิดน้อยมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๖๕ มีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียง ๔๘๕,๐๐๐ ราย ซึ่งน้อยที่สุดในรอบ ๗๐ กว่าปี และจำนวนการเกิดยังน้อยกว่าการตาย ทำให้จำนวนประชากรลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป คาดการณ์ว่าในประเทศของเราอีก ๖๐ ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง ๓๓ ล้านคนเท่านั้น ซึ่งจะเสี่ยงต่อ การขาดแคลนแรงงาน แล้วก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของประเทศ ในอนาคตด้วย ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีนโยบายในการส่งเสริมการมีบุตร และได้กำหนดให้เป็น วาระแห่งชาติ โดยมีสาระสำคัญคือมาตรการส่งเสริมการมีบุตร ทั้งเรื่องความสมดุลในการ ทำงานกับการดูแลครอบครัว การแบ่งเบาค่าใช้จ่ายและภาระในการเลี้ยงดูบุตร ดังนั้น การเพิ่มสิทธิในการลาคลอดให้กับมารดาและเพิ่มสิทธิให้บิดาสามารถลาไปช่วยเลี้ยงดูบุตร น่าจะเป็นการจูงใจให้ภาคแรงงานตัดสินใจมีบุตรมากขึ้น อันเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหา สังคมผู้สูงอายุเนื่องจากอัตราการเกิดที่ลดลง อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมและ สนับสนุนสถาบันครอบครัวให้มีความมั่นคง แข็งแรง มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มเติม บทบัญญัติให้นายจ้างต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้ลูกจ้าง สามารถให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงาน ถือเป็นการส่งเสริมสิทธิมารดาในเรื่องสิทธิ การให้นมบุตรของลูกจ้างในที่ทำงาน โดยน้ำนมแม่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและ ประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กต่อการพัฒนาทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา ตลอดจนส่งเสริม สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยเหตุนี้องค์การอนามัยโลก WHO จึงมีการรณรงค์สนับสนุนให้เลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ได้มีบทบัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิการให้นมแม่ เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อาร์เจนตินาและฟิลิปปินส์ หรือประเทศอื่น ๆ ที่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการจัดพื้นที่สำหรับการให้นมบุตรหรือปั๊มนม ในสถานประกอบการโดยได้มีการบัญญัติไว้เป็นกฎหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการหรือนายจ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือนายจ้างต้องปฏิบัติตาม เมื่อนำมาพิจารณากฎหมายของประเทศไทย ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันพบว่ายังไม่มีบทบัญญัติในเรื่องนี้ไว้ ด้วยเหตุนี้การแก้ไขเพิ่มเติม ในประเด็นดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มความคุ้มครองเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน แต่ถึงอย่างไรก็ดีในการแก้ไขดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงความแตกต่างของ สถานประกอบการ ทั้งในเรื่องของเนื้อที่และขนาดของสถานประกอบการ จำนวนลูกจ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นภาระอันเกินควรต่อนายจ้าง หรือผู้ประกอบการมากเกินไป ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ใช้แรงงานจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติเพื่อให้กฎหมายมีความครอบคลุมและมี ความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของสังคมไทย และสามารถให้ความคุ้มครองและแก้ไข ปัญหาให้กับผู้ใช้แรงงานได้จริง ฉะนั้นผมจึงขอเสนอให้กรรมาธิการวิสามัญที่กำลังจะตั้ง ขึ้นมาในวันนี้ช่วยพิจารณาอย่างถี่ถ้วนครบทุกมิติ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างทั้งฝั่งลูกจ้าง และนายจ้าง เพื่อพี่น้องประชาชนทุกคนด้วยครับ ขอบคุณครับ