กัลยพัชร จี้รัฐแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพิ่มสิทธิลาเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๖ มีนาคม ๒๕๖๗

กัลยพัชร รจิตโรจน์ อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานเพื่อเพิ่มสิทธิการลาเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและภาวะพึ่งพิง โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของการดูแลคนในครอบครัวในฐานะหน้าที่ความเป็นมนุษย์ และเรียกร้องให้รัฐแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ลูกจ้างสามารถลาได้ไม่เกิน ๑๕ วันต่อปี เพื่อลดความเครียดและความรู้สึกผิดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัวของแพทย์ผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเพื่อเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

นางสาวกัลยพัชร รจิตโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน กัลยพัชร รจิตโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานทุกฉบับ โดยเฉพาะร่างของ คุณเซีย จำปาทอง ที่มีประเด็นที่ดิฉันกำลังจะพูดต่อไปจากนี้ค่ะ ยังมีสิทธิคุ้มครองแรงงาน สิทธิหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการกล่าวถึงเลย ไม่เคยปรากฏในหน้ากฎหมายฉบับใด คือสิทธิการลา ไปดูแลผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยใน ผู้ป่วยที่ขาดการดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่กำลังจะเสียชีวิตและเตรียมจัดงานศพ โดยอนุญาตให้ลาได้ ไม่เกิน ๑๕ วันต่อปี สามารถลาเพิ่มได้จากสิทธิการลาชนิดอื่น ๆ ต่างประเทศมีกฎหมายนี้ มานานมากแล้ว และการลาชนิดนี้เรียกว่า Compassionate Leave สิทธิในการลา เพื่อไปดูแลหรือไปบอกลานี้ทวีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน ๆ ในสังคมสูงวัยดังเช่นปัจจุบัน ดิฉันมั่นใจว่าคนวัยทำงานมากมายอย่างดิฉันจะต้องเคยประสบปัญหานี้กันมาบ้าง จากประสบการณ์ตรงทำให้ดิฉันเห็นความสำคัญในการกลับไปดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และได้บอกลาเป็นอย่างมาก มันเป็นการทำหน้าที่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยการกลับไป ดูแลคนที่เคยดูแลเรามา เป็นการแสดงความรักครั้งสุดท้ายที่ตรงไปตรงมาและเรียบง่าย อย่างที่สุด ในฐานะแพทย์ดิฉันพบผู้สูงอายุจำนวนมาก รวมถึงผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มาพบ แพทย์คนเดียว ไม่เคยมีคนดูแลมาด้วย ดิฉันไม่เคยกล่าวโทษลูกหลานเขาว่าทำไมไม่มาดูแล เขาอกตัญญูไหมคะ หรือเขารักการทำงานมากกว่าหรือคะ เกินกว่าจะสละเวลามาดูแล คนที่เรารัก ไม่ใช่ค่ะ เป็นเพราะเขาลาไม่ได้ค่ะ เป็นเพราะเขาไม่มีสิทธินั้นค่ะ เป็นเพราะรัฐไม่ให้สิทธินั้น แก่เขา และกฎหมายไม่คุ้มครองสิทธิในการดูแลต่างหาก จากประสบการณ์การลงพื้นที่ดิฉัน ยังพบผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำนวนมาก ที่ต้องอยู่บ้านอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ถ้าเกิดโชคดีหน่อยอยู่ในชุมชนที่เข้มแข็งก็อาจจะมี เพื่อนบ้านใจดี อสส. อสม. หรือจิตอาสาเข้ามาช่วยเปลี่ยน Pampers เข้ามาช่วยล้างแผล กดทับหรือเข้ามาพลิกตัวให้ แต่ทุกคนไม่ได้โชคดีแบบนั้น การผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเติมคนดูแลกลับไปสู่แต่ละบ้าน กลับไปสู่แต่ละครอบครัว เพิ่มช่องว่างให้พวกเขาได้หายใจ ก่อนที่จะรับกับวิกฤติและภาระอันหนักอึ้งที่จะตามมาจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก รัฐพูดอยู่เสมอ ๆ ว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวแล้ว และทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ดิฉันคิดว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปด้วยกัน เพื่อรับสังคมผู้สูงวัยอย่างจริงจังกันเสียที ท่านประธานที่เคารพ การห้ามไม่ให้ผู้ทำงานกลับไป ดูแลคนที่เขารักนั้นมิได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแต่อย่างใด กลับส่งผลในทางตรงกัน ข้ามเสียด้วยซ้ำ ความเครียดสะสม ความรู้สึกผิด ความกังวลว่าจะกลับไปลาไม่ทัน ย่อมทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง มิหนำซ้ำยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้าง และนายจ้างอย่างแน่นอน ท่านประธานคะ ธรรมชาติของมนุษย์คือการดูแลกันและกัน เราย่อมรู้สึกเติบโตขึ้นทุกครั้งที่เราได้ดูแลใครสักคน เราย่อมรู้สึกมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้นเมื่อเราได้ดูแลคนที่เรารักให้หายดี หรือถ้าหากเขาไม่หายเราก็ได้อยู่ เคียงข้างเขาในวาระสุดท้ายของชีวิตให้เขาจากไปอย่างสงบ การพลาดโอกาสการทำหน้าที่ ของความเป็นมนุษย์ครั้งนี้ดิฉันถือว่าเป็นความใจร้ายของสังคม เป็นการลดโอกาสกระทั่ง สังคมที่มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกัน เมตตากรุณาต่อกัน หากท่านต้องการเห็นสังคมที่มีความ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันท่านเริ่มด้วยการผ่านกฎหมายฉบับนี้ ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ดิฉันเป็นคนหนึ่งขณะที่ไม่ได้บอกลาคุณพ่อของดิฉันก่อนที่ท่านจะจากไป ดิฉันเป็นแพทย์ มาก่อนค่ะ พ่อของดิฉันก็เป็นแพทย์มาก่อน แพทย์คือแรงงานนะคะ เราทุกคนคือแรงงาน แรงงานของแพทย์คือใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับการดูแลผู้อื่นจนแทบไม่มีเวลาดูแล คนใกล้ตัวหรือคนที่เรารักเลย ซึ่งบางครั้งพอหันกลับมาก็มักจะสายไปเสียแล้ว ดิฉันจำได้ ถึงวันที่คุณพ่อของดิฉัน ร้องไห้หนักที่สุดในชีวิตได้ วันนั้นคุณพ่ออยู่เวรที่กรุงเทพมหานคร และมีสายจากต่างจังหวัดมาว่าอากงกำลังอะไรจากไป คุณพ่อรับสาย ฟังเสียงอากงอยู่เป็น เพื่อนกันจากทางไกลแบบนั้น ฟังเสียงหายใจของอากงค่ะ จนค่อย ๆ เงียบไป อากงจากเรา ไปในคืนนั้นอย่างสงบ พร้อม ๆ กับหลายอย่างที่คุณพ่อของดิฉันที่หายไปด้วยจากการจากไป ของวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นความมีชีวิตชีวา ความสดใส หรือความรู้สึกผิด ส่วนกรณีที่เกิดกับดิฉัน มันเป็นวันศุกร์ธรรมดา ๆ วันหนึ่ง คุณพ่อดิฉันเปิดคลินิกตามปกติ ปิดคลินิก ๒ ทุ่ม ขับรถกลับ บ้าน นอนปกติ แต่จากเราไปอย่างกะทันหันในตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น เราอยู่กันคนละ จังหวัดค่ะ เราไม่เคยได้บอกลากันเลย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันช่างซ้ำซ้อนกันอย่างน่าใจหาย เรากำลังสร้างผู้ใหญ่ที่มีแผลเป็นในจิตใจ สร้างผู้ใหญ่ที่เจ็บปวด เป็นวัฏจักรไม่สิ้นสุดหรือเปล่า เพราะการเป็นแรงงานและคนทำงานในประเทศไทยเราไม่เคยได้รับสิทธินี้เลยไม่ว่าเวลา ผ่านมานานสักเพียงใดก็ตาม ดิฉันขอพูดตรงนี้ว่าดิฉันเข้าใจทุกความรู้สึก ทุกความว่างเปล่า ที่เกิดขึ้นในจิตใจของทุกท่านที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปโดยไม่ได้บอกลา ดิฉันเข้าใจ ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้กลับไปดูแลเขาอย่างดีเท่าที่ควรเนื่องจากติดภาระการงาน และดิฉัน เข้าใจอย่างยิ่งถึงการใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคำถามมากมายที่ไม่มีคำตอบ มันเจ็บปวดแล้ว ทรมานมากนะคะ ดิฉันหวังว่าคนรุ่นหลังจากพวกเราจะไม่ต้องเจ็บปวดกับเรื่องราวเหล่านี้กันอีกต่อไป แด่คุณพ่อ ของดิฉันผู้เสียสละทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีวันนี้ ลูกเดินทางมาไกลมากแล้ว ทุก ๆ เย็นพ่อจะถาม ทุกวันว่าคนไข้เยอะไหม ตอนนี้หนูอยากบอกพ่อว่าหนูไม่มีคนไข้แล้วค่ะ แต่หนูมีประชาชน ที่อยู่เคียงข้างแล้วเฝ้ามองเราอยู่ หนูมีเพื่อนร่วมทางที่มีฝันเดียวกัน ที่แม้ว่าอนาคตของเรา จะดูสิ้นหวังสักเพียงไหนเราก็ไม่เคยหมดหวังที่จะเห็นประเทศไทยที่ดีกว่านี้ และคุณภาพชีวิต ของแรงงานไทยที่ดีกว่านี้ค่ะ อยากบอกพ่อที่สุดว่าภูมิใจที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกของสามัญชน คนธรรมดา ประกอบอาชีพสุจริต ทำงานเป็นแรงงานสุจริตจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ขอบคุณค่ะ